เส้นทางเศรษฐีออนไลน์
ลาซาด้า ผู้นำแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยอินไซต์นักช้อปไทยจากมหกรรม ‘ลาซาด้า 11.11 เซลใหญ่แห่งปี’ กับปรากฏการณ์ช้อปออนไลน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ตอกย้ำบัลลังก์ผู้บุกเบิก 11.11 ด้วยยอดขายบน LazMall เติบโตสูงกว่า 55 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงปกติ สะท้อนนักช้อปรอคอยแคมเปญใหญ่และเลือกซื้อสินค้าแบรนด์ดังส่งท้ายปี สอดคล้องกับเม็ดเงินลงทุนกว่า 810 ล้านบาท (25 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ) ที่ลาซาด้า ทุ่มจัดหนักเพื่อขับเคลื่อนแคมเปญนี้ทั่วภูมิภาค สำหรับ หมวดหมู่สินค้ามาแรงในช่วง 6 ชั่วโมงแรก ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า และแกดเจ็ต สะท้อนเทรนด์นักช้อปเตรียมอัปเกรดอุปกรณ์ช่วงปลายปี ทั้งเพื่อป็นการให้รางวัลตัวเองและรอการเปิดตัวสินค้ารุ่นใหม่จากหลายแบรนด์ดัง พร้อมคว้าโอกาสรับดีลเด็ดจากแพลตฟอร์ม ที่จัดเต็มด้วยคูปองส่วนลด LazMall มูลค่าสูงสุดถึง 10,000 บาท โปรโมชันเครื่องเก่าแลกใหม่ และบริการผ่อน 0% ทำให้สินค้ากลุ่มพรีเมียมราคาสูงเข้าถึงง่ายขึ้น และช่วยให้นักช้อปตัดสินใจซื้อได้รวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วน เทรนด์สินค้ายอดนิยม ครองใจนักช้อปไทย ได้แก่ คนไทยไม่ยอมหยุดสวย หมว
พบบูธ ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ หมายเลข B14 งาน Franchise SMEs Expo 2025 วันที่ 13-16 พฤศจิกายน 2568 ณ BCC Hall ชั้น 5 เซ็นทรัล ลาดพร้าว งานแสดงธุรกิจแฟรนไชส์ ที่รวมธุรกิจแฟรนไชส์ครบทุกหมวดหมู่ พร้อมกิจกรรมเสวนาเพิ่มความรู้ผู้ประกอบการให้มากยิ่งขึ้น
เรียกได้ว่ากระแสมัทฉะปีนี้มาแรงอย่างมาก ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ผู้บริโภคสายรักสุขภาพหันมาสนใจดื่มกัน รวมไปถึงผู้ประกอบการหลายรายต่างนำช่องว่างทางการตลาดนี้มาเปิดเป็นร้านมัทฉะเพื่อรองรับกับความต้องการของผู้บริโภค แต่กระแสยังคงมีมาให้ได้เห็นอยู่ตลอดๆ ล่าสุดผู้ใช้งาน X รายหนึ่งได้กล่าวถึงร้านมัทฉะเจ้าหนึ่งในแอปดีลิเวอรี โดยโพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพว่า “Xึงงงง เห็นคนแชร์มัทฉะร้านนึงมาในแอพมา ตัวถูกสุดน่าจะแก้วละ 320฿ (ถ้าดูไม่ผิดนะ) แต่!!… แต่ตัวแพงสุดคือ 3,900฿ 👁️🫦👁️คือนึกว่าขายทั้งกระปุก รู้แหละว่าใช้ชาตัวไหน ราคามันแรงจริงช่วงนี่ แต่นี่ก็… ใครไหวไปก่อนเลยจ้าาา นู๋ขอนั่งรออยู่ตีนดอยมัทฉะต่อละกัน👀” ล่าสุด อินฟลูเอนเซอร์ช่อง feelatz ผู้ติดตามกว่า 757.4 k ได้ออกมาทำคลิป เผยแพร่ผ่านช่องทางติ๊กต็อก เป็นการรีวิวร้านมัทฉะดังกล่าว โดยเมนูที่ได้ซื้อมาอยู่ในราคา 3,900 บาทจริง (ชื่อเมนู SEIJYU CLASSIC LATTE ) เนื้อหาในคลิปกล่าวว่า “มัทฉะมีรสชาติออกเค็ม และมีความขมอยู่ในคอ แต่โดยรวมมีความอร่อย ซึ่งคล้ายๆ ร้านที่เคยกินที่เซ็นทรัลลาดพร้าว โดยส่วนตัวรู้สึกว่าไม่ได้ว้าว เพราะแยกไม่ออก” หลังจา
ถ้ายังจำกันได้ เมื่อราว 1 ปีก่อน ท่ามกลางสมรภูมิคอนเทนต์ที่ทุกคนต่างตะโกนให้ดังที่สุด มีชายหนุ่มคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นบนหน้าฟีด TikTok และกลายเป็นไวรัลในชั่วข้ามคืน ในสมรภูมิคอนเทนต์ที่ทุกคนต้องตะโกนให้ดังที่สุด มีชายหนุ่มคนหนึ่งเลือกที่จะ “พูดเบาๆ แต่จริงใจ” เขาคือ ‘จูเนียร์’ ภาคิน กาญจนจูฑะ เจ้าของช่อง _niorniorniorr หรือ Junior.noexpstore ที่ไม่ได้มาพร้อมโปรดักชันอลังการ แต่ใช้ความเรียบง่ายและจริงใจ สร้างช่องทางทำกินใหม่จนกลายเป็นอาชีพที่มั่นคง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องราว “ใจฟู” แต่คือ กรณีศึกษาการตลาดยุคใหม่ ที่พิสูจน์แล้วว่า ความจริงใจคือกลยุทธ์ที่สร้าง “Revenue Stream” ที่ยั่งยืนกว่ากระแสไวรัลชั่วคราว บทความนี้จะเจาะลึกว่าเขาเปลี่ยน “ความธรรมดา” ให้เป็น “อาชีพ” ที่สร้างรายได้ 5 หลักต่อเดือนได้อย่างไร จากวิกฤต “ตกงาน” สู่จุดเปลี่ยน “กดปุ่ม LIVE” หลายคนอาจจำภาพจูเนียร์ในฐานะครีเอเตอร์ไวรัล แต่จุดเริ่มต้นของเขาไม่ได้สวยงาม ‘จูเนียร์’ เผชิญจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชีวิต ทั้งวิกฤตครอบครัวล้มละลาย และการถูกเล
บนถนนที่เราเดินผ่านทุกวัน อาจมีสายตาจ้องมองเราด้วยความหวัง-สายตาของหมาและแมวจรที่ไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะมีอาหารหรือที่หลบฝนไหม บางตัวเคยมีบ้าน บางตัวไม่เคยได้รับแม้แต่ชื่อ แต่สิ่งที่ทุกชีวิตมีเหมือนกันคือ “หัวใจที่โหยหาความรัก” ประเทศไทยมีหมาแมวจรกว่า 860,000 ตัว (ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ ปี 2023) และตัวเลขนี้ยังเพิ่มขึ้นทุกปี ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ภาพสะเทือนใจตามท้องถนน แต่ยังเกี่ยวพันกับสุขอนามัย ความปลอดภัย และความสมดุลของสังคมเมือง การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยทั้งระบบและหัวใจของทุกคน หลายองค์กรพยายามยื่นมือเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการทำหมัน ฉีดวัคซีน หรือดูแลรักษา แต่ยังมีสัตว์อีกจำนวนมากที่ต้องการการดูแลระยะยาว โดยเฉพาะ “สัตว์พิการ” ที่มักถูกทอดทิ้งและแทบไม่มีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ จากถนนสู่บ้าน : เพราะการรับเลี้ยงไม่ใช่แค่แพชชัน แต่คือภารกิจของหัวใจ เทรนด์ “Adopt don’t shop” กำลังเติบโตในสังคมไทย และไม่ใช่แค่ความสงสาร แต่คือการสร้างโอกาสใหม่ให้ชีวิตหนึ่งชีวิต งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์พบว่า สุนัขในกรุงเทพฯ กว่า 46% เคยเป็นหมาจรหรือถูกทอดทิ้งก่อนจะมีบ้านใหม่ สะท้อนการเปลี่ยนจาก “คนรักสัต
ถึงวันนี้ ทีมฟุตบอลเยาวชน 7 คน “หมอนทองวิทยา” กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง จาก “ทีมฟุตบอลเยาวชน 7 คน ที่แทบ “ไม่มีใครรู้จัก” กลายเป็นทีมที่ “ควรจับตา” เรื่องราวของพวกเขาถูกแชร์ในโซเชียล มีภาพ มีคลิป มีบทความ ทำให้โลโก้และชื่อเรียกขานทีม แทบกลายเป็น “แบรนด์แรงบันดาลใจ” ไปแล้ว ที่ผ่านมา นักการตลาดรุ่นใหญ่ อย่าง “วิทวัส ชัยปาณี” เคยออกมาให้ความเห็นผ่านสื่อว่า ถ้า “หมอนทองวิทยา” เป็นแบรนด์สินค้า ก็นับเป็นแบรนด์ที่พิชิตใจตลาดได้ด้วย Storytelling และกลยุทธ์ Underdog … กล่าวสำหรับ คำว่า Underdog ในทางธุรกิจ นั้น มักหมายถึง ผู้ที่ถูกมองข้าม หรือไม่มีทรัพยากรมากเท่าคู่แข่ง แต่นั่นกลับกลายเป็นจุดขายในตัวเอง ซึ่งจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ในสายตาของนักการตลาดอาจวิเคราะห์ได้ว่า “ทีมหมอนทองวิทยา ใช้ข้อจำกัดของตนให้เป็นแรงจูงใจ เป็นภาพ เป็นเรื่องเล่า ที่คนอยากเชียร์ และที่ดูจะพีก เข้าไปอีก เมื่อรอบรองชนะเลิศ ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา (อบจ.ฯ) ได้จัดรถบัส VIP ให้ทีมเดินทางไปสนาม สนามศุภชลาศัย แต่ทีมเลือกที่จะใช้ “รถขนฝัน” คันเดิม จนกลายเป็น Storytelling ซึ่งคือ “หัวใจ” ขอ
กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชนไทย ร่วมใช้พลังสื่อสร้างสรรค์ ถ่ายทอดข้อคิดดีๆ ในโครงการ “หนูได้ธรรม” ผ่านคลิปวิดีโอสั้นความยาวไม่เกิน 1.30 นาที โพสต์บนแพลตฟอร์ม TikTok ลุ้นรับรางวัลรวมกว่า 90,000 บาท พร้อมเกียรติบัตร หัวข้อการประกวด “การให้ข้อคิด ธรรม ดี ทุกที่ทุกเวลา” เพราะธรรมะอยู่รอบตัวเรา แค่คุณมองเห็นและเล่าออกมาอย่างสร้างสรรค์ คุณสมบัติผู้เข้าร่วม นักเรียน นิสิต หรือนักศึกษา อายุไม่เกิน 25 ปี กติกาการส่งผลงาน – ส่งได้ทั้ง เดี่ยวหรือทีม (ไม่เกิน 3 คน) ส่งได้ 1 คลิปเท่านั้น – ความยาวไม่เกิน 1.30 นาที – ต้องติดตาม TikTok : @Thaimediafund – ใส่โลโก้ “หนูได้ธรรม” และ “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” ทั้งช่วงต้นและท้ายคลิป (ดาวน์โหลดโลโก้ได้ที่ https://drive.google.com/…/1yjnCdUdIrEP6… ) – เผยแพร่คลิปบน TikTok พร้อมติด Hashtag #หนูได้ธรรม #กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ #ชื่อโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย #ธรรมดีทุกที่ทุกเวลา – เนื้อหาต้องเหมาะสม ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือกระทบต่อสถาบัน ช
ในยุคที่ผู้บริโภคมักลังเลกับคำถาม “จะซื้อประกันชีวิตไปทำไม ในเมื่อคนซื้อไม่ได้ใช้?” เมืองไทยประกันชีวิต เข้าใจทุกความลังเล และขอ “หยุดทุกความลังเลในหัว” เปิดตัว “Muangthai Flexi Protection” (เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น) ประกันชีวิตที่ “คนซื้อได้ใช้” ให้คุณดูแลสุขภาพของคุณ พร้อมคุ้มครองอนาคตของคนที่คุณรักได้ในกรมธรรม์เดียว สามารถเปลี่ยนทุนชีวิตมาใช้เป็นค่ารักษาในวัยเกษียณได้ทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ทุนประกันที่เหลือส่งต่อให้คนข้างหลังได้ในวันที่คุณไม่อยู่ ตอบทุกเสียงลังเลของคนยุคใหม่ที่ต้องการความคุ้มค่าและยืดหยุ่นในชีวิต ปักธงประกันชีวิตที่ “คนซื้อได้ใช้จริง” นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิตเดินหน้าสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ชีวิตคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเปิดตัวประกันชีวิตรูปแบบใหม่ “Muangthai Flexi Protection” (เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น) จากอินไซต์จริง เพื่อหยุดทุกเสียงของความลังเลที่ยังไม่ซื้อประกันชีวิต ตอบโจทย์ด้วยความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพในกรมธรรม์เดียว ที่ผ่านมา หลายคนยังมีความลังเลในการซ
เคยเป็นแบรนด์น้ำตบที่มาแรงสุดๆ ในตลาด จนทำรายได้แตะ 600 ล้านบาทต่อปี แต่จู่ๆ ก็เงียบหายไป หลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แบรนด์สกินแคร์ชื่อดังอย่าง Sewa (เซวา) ที่เคยประสบปัญหาทำรายได้ตกฮวบกว่า 50% จากที่เคยทำได้เกือบ 600 ล้านบาท เหลือเพียง 200 ล้านบาท ล่าสุดได้ประกาศกลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้งด้วยการ รีแบรนด์ (Rebrand) ครั้งใหญ่ ปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย พร้อมเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ Gen Z และ Gen Y ควบคู่ไปกับกลุ่ม Premium Mass โดยตั้งเป้า กู้คืนยอดขายให้กลับไปแตะ 600 ล้านบาทอีกครั้งในปีหน้า เส้นทางเศรษฐี ได้มีโอกาสร่วมวงสนทนากับ คุณปุ๊ก-เบญจกิติ เมฆแสน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sewa ได้เผยถึงการรีแบรนด์ครั้งสำคัญในครั้งนี้ว่า “เกือบ 9 ปีที่ผ่านมา เราเรียนรู้ว่าความงามเดินเร็วเกินกว่าจะยืนอยู่กับที่ได้ นั่นคือเหตุผลที่เราตัดสินใจพา Sewa รีแบรนด์ครั้งใหญ่ เพื่อรีเฟรชทั้งภาพลักษณ์และความหมายของแบรนด์ให้สอดคล้องกับยุคสมัยและผู้บริโภคเจเนอเรชันใหม่ เราอยากให้คนเห็น Sewa เป็นแบรนด์ผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Functional Clean Skincare สกินแคร์ที่พิสูจน์ได้ ใช้ดีจริง และเข้าถึงง่ายสำหรับทุกผิว ทุกวัน ในราคาที
เทรนด์ Gig Economy หรือระบบเศรษฐกิจที่เน้นการจ้างงานแบบชั่วคราวมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในไทย หลังจากหลายบริษัทมีการปรับโครงสร้างองค์กร ประกอบกับเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการดำเนินชีวิตประจำวันมากขึ้น และคนรุ่นใหม่มีแนวคิดต้องการความอิสระในการทำงานที่ยืดหยุ่นด้านเวลา ส่งผลให้อาชีพอิสระ (Freelance) อาทิ แม่ค้าออนไลน์, พนักงานส่งอาหารดีลิเวอรี, บริการแม่บ้านออนไลน์ หรืออินฟลูเอนเซอร์ ฯลฯ ขยายตัวอย่างรวดเร็วและเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจดิจิทัลในไทย ข้อมูลจากการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ ไตรมาส 2 ปี 2568 และรายงานสถานการณ์ด้านแรงงานไตรมาส 2 ปี 2568 ของกองเศรษฐกิจการแรงงาน สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงานเผยว่า ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2568 มีสัดส่วนของผู้ประกอบอาชีพอิสระถึง 50.01% ของผู้มีงานทำทั้งหมด 39.51 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 49.81% ขณะที่ข้อมูลจาก Fastwork เผยว่า ตั้งแต่ปี 2565–2566 แพลตฟอร์มจ้างงานประเภทฟรีแลนซ์ในไทยมีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นถึง 50% ด้วยรูปแบบการทำงานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ ทำให้ชาวฟรีแลนซ์จำนวนไม่น้อยเลือกทำงานที่บ้าน (Work From H
