Related Posts
ในอดีตชานมไข่มุกอาจเป็นเครื่องดื่มรางวัลชีวิตหนึ่งเดียวที่คนพอจะนึกออก เมื่ออยากเติมความหวานให้ร่างกาย แต่การดื่มชานมมากเกินไปก็สร้างภาระให้ร่างกายไม่น้อย แต่พอมีเครื่องดื่มอย่างโยเกิร์ตสมูทตี้ที่ทั้งอร่อย และเติมหวานทดแทนกันได้ การมอบรางวัลชีวิตแบบรักสุขภาพก็เป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค หากจะเจาะลงไปในตลาดโยเกิร์ตสมูทตี้ทั่วโลก มีการประเมินว่ามีมูลค่ากว่า 51,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (อ้างอิงจากตัวเลขของ fortunebusiness) หรือราว 1.7 ล้านบาท การเติบโตของตลาดมาจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นสำหรับอาหารที่มีโปรไบโอติกสูง หาอาหารทดแทนมื้ออาหาร และเทรนด์รักสุขภาพ คาดว่าจะเติบโตเกิน 71,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2031 โดยที่อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) จะอยู่ที่ 6-9% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุด (มากกว่า 40%) ในขณะที่อเมริกาเหนือยังคงเป็นตลาดหลักสำหรับสมูทตี้โยเกิร์ต เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่นิยมสูตรที่มีน้ำตาลต่ำและโปรตีนสูง YoPPa Yogurt แบรนด์โยเกิร์ตเพื่อสุขภาพสไตล์เกาหลี ของนักแสดงชื่อดัง “ญดา” นริลญา กุลมงคลเพชร คืออีกหนึ่งแบรนด์ที่มาปลุกกระแ
ปัจจุบัน ตลาดอาร์ททอยเติบโตไปมากกว่าแค่กล่องสุ่ม ไม่ใช่แค่แฟชั่นที่มาไวไปไว แต่ได้ฝังตัวลงไปใน Art (Toy) Economy อย่างเต็มตัว มีความเป็นมืออาชีพ มีคอมมูนิตี้ที่แข็งแกร่ง และกลายเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ผสมผสานระหว่าง ศิลปะ แฟชั่น และการลงทุน อย่างลงตัว คุณแก้ม-อักษร จันทรโรจน์วานิช ซีอีโอบริษัท Take Toys ได้กล่าวว่า คนวัยทำงานจะชอบซื้อตุ๊กตาหรือของสะสมที่เป็นการ์ตูนที่เขาเคยดูในสมัยเด็ก สะท้อนถึงการตลาดแบบ “Kidult Economy” หรือกลุ่มผู้ใหญ่ที่ยังมีความชื่นชอบของเล่นและตัวละครในวัยเด็ก โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานที่เลือกซื้อสินค้าที่เชื่อมโยงกับความทรงจำในอดีต (Nostalgia) ทำให้สินค้าคาแรกเตอร์ไม่ได้เป็นเพียงของเล่นสำหรับเด็ก แต่กลายเป็นสินค้าที่สะท้อนตัวตน ไลฟ์สไตล์ และความรู้สึกของหัวใจน้อย ๆ ในวัยเด็กที่หายไป เมื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมของตลาดอาร์ททอย (Art Toy) ในประเทศไทยปี 2026 ถือว่าอยู่ในยุคที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดและพัฒนาไปไกลกว่าแค่กระแสกล่องสุ่ม โดยประเทศไทยกำลังปักหมุดสู่การเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาค หรือ “Land of ART TOY” ของเอเชีย กลุ่มผู้ซื้อหลักไม่ใช่เด็ก แต่เป็นกลุ่ม Kidult (ผู้
“คนซื้อไม่บ่น คนบ่นไม่ซื้อ” “ถ้าแพง แปลว่าเราไม่ใช่ target” การตัดจบด้วยประโยคเหล่านี้กำลังทำให้ร้านที่ราคา overpriced กลายเป็นเรื่องปกติ และคนที่ซื้อไม่ได้ถูกทิ้งให้ตกขบวน? คุณได้สังเกตหรือไม่ว่า มัตจะแก้วหนึ่งในมือตอนนี้ ราคาแก้วละ 3-4 ร้อยบาท กาแฟกับโดนัทที่ไว้ทานคู่มื้อเช้าอีกเกิน 2-3 ร้อย แต่ค่าแรงขั้นต่ำของคนไทยอยู่ที่ราว 350 บาท นั่นแปลว่าทำงานทั้งวันซื้อได้แค่มัตจะแก้วเดียว แล้วคนที่ไม่สามารถเข้าถึงสินค้าในกระแสตามราคานี้ได้ คือคนที่จะถูกมองว่าไม่อินเทรนด์ ล้าหลัง หรือแม้แต่ใครที่กล้าตั้งคำถามกับ ‘ราคา’ ก็จะถูกผลักให้เป็นคนชายขอบ ที่ไม่มีกำลังซื้อสินค้าระดับพรีเมียมเช่นนี้ Overpriced ในเชิงเศรษฐศาสตร์ คืออะไร ในทางเศรษฐศาสตร์ คำว่า “Overpriced” หมายถึง สินค้าที่ตั้งราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงหรือสูงกว่าที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เต็มใจจะจ่ายเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ (Perceived Value และ Willingness to Pay) ซึ่งอาจเกิดจากอำนาจทางการตลาด การสร้างภาพลักษณ์ หรือการปั่นกระแสมากกว่าคุณค่าที่แท้จริงของสินค้าเอง เศรษฐศาสตร์ไม่ได้มีสูตรตายตัวว่าสินค้าชิ้นไหนแพงเกินจริง เพราะราคาสินค้าขึ
มาใหม่อีกแล้ว แว้บแรกอาจจะยัง ทุกแว้บใช่เลย ท็อปปิ้งไวรัลใหม่ที่หน้าตาแปลกประหลาดไปสักนิด แต่ฮิตแบบงง ๆ ช่วงนี้ใครไถฟีด TikTok ช่วงนี้คงเจอผ่านตากันบ้างแล้ว กับเค้ก เครื่องดื่ม หรือเบเกอรี่ที่โรยหน้าด้วยเส้นสีดำบางๆ หยิกงอ หน้าตาคล้าย…เส้นผม จนกลายเป็นท็อปปิ้งไวรัลที่คนแห่ลองกันทั้งที่ยังงงอยู่ว่ามันคืออะไรกันแน่ วันนี้จะพาไปเปิดที่มาของ “สาหร่ายเส้นผม” ว่าคืออะไร ทำไมถึงถูกยกให้เป็นอาหารมงคล จริงๆ แล้วคำว่าสาหร่ายเส้นผมเป็นชื่อเรียกรวมๆ ที่ครอบคลุมสิ่งมีชีวิตหน้าตาคล้ายเส้นผมหลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดก็มีที่มาต่างกันสุดขั้ว มีทั้ง 1. ฟ่าไช่ (髮菜) หรือ Nostoc flagelliforme คือพระเอกของบทความนี้ และเป็นตัวที่กำลังฮิตในโซเชียล มันไม่ใช่พืชหรือสาหร่ายทะเลอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่จัดอยู่ในกลุ่มไซยาโนแบคทีเรีย เติบโตอยู่ในทะเลทรายแถบมณฑลกานซู ซินเจียง มองโกเลียใน ของจีน ทนร้อน ทนหนาว ทนแล้ง พอเก็บเกี่ยวมาตากแห้งแล้วจะออกมาเป็นเส้นสีดำเล็กๆ หยิกงอ คล้ายเส้นผมมนุษย์แบบเป๊ะ 2. สาหร่ายผมนาง (Gracilaria fisheri) ของดีฝั่งภาคใต้บ้านเรา เป็นสาหร่ายทะเลสีน้ำตาลอมแดง เส้นฝอยยาวกรุบกรอบ พบมากแถบทะเลสาบสงข
บริษัท คำโตโต ครีเอทีฟเอเจนซี่และโปรดักชั่นเฮ้าส์ ที่ก่อตั้งโดย นายวีรชน ศรัทธายิ่ง (บังโต) และทีมงานผู้อยู่เบื้องหลังเพจเนื้อแท้ ประกาศลุยพาร์ตธุรกิจใหม่ๆ กับ “ธุรกิจการท่องเที่ยวฮาลาล 100%” เนื่องด้วยเห็นอินไซต์คนไทยนิยมเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศเพื่อชื่นชมวัฒนธรรมของต่างแดน ส่งผลให้ในไตรมาสแรกของปี ตลาดท่องเที่ยวต่างประเทศมีเงินหมุนเวียนไปทั่วโลกกว่า 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งภูมิภาคเอเชียยังคงครองแชมป์จุดหมายปลายทางอันดับหนึ่ง นำโดยประเทศยอดฮิตอย่างจีนและญี่ปุ่น ซึ่งการเดินทางท่องเที่ยวครั้งหนึ่ง นักท่องเที่ยวไทยยอมจ่ายเงินกับค่าที่พัก ค่าอาหาร และเครื่องดื่มมากที่สุด คิดเป็นมูลค่ารวมกันกว่า 7.3 หมื่นล้านบาท สอดคล้องกับข้อมูลนักเดินทางยุคใหม่มีแนวโน้มใช้จ่ายต่อทริปสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เฉลี่ยสูงกว่า 60,000 บาทต่อคน แต่สำหรับนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมมีข้อจำกัดเรื่องการคัดสรรอาหารที่ถูกต้องตามหลักฮาลาล 100% รวมถึงความสะดวกในการปฏิบัติศาสนกิจในต่างแดน (การละหมาด) ซึ่งตลาดท่องเที่ยวฮาลาลไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศมุสลิม แต่เป็น Mega Trend ระดับโลกที่มีกำลังซื้อสูงมาก แต่กลับยังไม่มีแบรนด์ใดเข้า
ในยุคที่เราสามารถบันทึกทุกอย่างลงบนคลาวด์ พิมพ์ข้อความด้วยความเร็วแสง หรือสั่งการด้วยเสียงผ่านสมาร์ทโฟนสุดล้ำ หลายคนอาจคิดว่ายุคสมัยของกระดาษและปากกากำลังจะล้มหายตายจากไป แต่เชื่อว่า เทรนด์ล่าสุดกลับสวนทางอย่างน่าทึ่ง เมื่อกลุ่ม Gen Z (คนที่เกิดช่วงปี 1997–2012) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น Digital Natives หรือประชากรที่เติบโตมาพร้อมกับอินเตอร์เน็ต กลับเป็นกลุ่มที่ปลุกกระแสให้ “สมุดโน้ตแอนะล็อก” และเครื่องเขียนกลับมาฮิตอีกครั้ง ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้นแบรนด์สมุดแพลนเนอร์สัญชาติญี่ปุ่นระดับตำนานอย่าง “Hobonichi Techo” (โฮโบนิจิ เทโช) ที่สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกด้วยยอดขายรุ่นปี 2026 ทะลุ 1 ล้านเล่มภายในเวลาเพียงแค่ 5 เดือนแรกหลังวางจำหน่าย แถมยังมีแฟนคลับเหนียวแน่นในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้คนรุ่นใหม่ที่ปัดหน้าจอไวพอๆ กับความคิด ยอมควักเงินในกระเป๋าซื้อสมุดเล่มหนาๆ มาพกติดตัว 1. เทรนด์ Digital Detox ชีวิตของ Gen Z วนเวียนอยู่กับการแจ้งเตือนตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งแจ้งเตือนแชต อีเมล ข่าวสาร หรือฟีดโซเชียลมีเดียที่ไหลมาไม่หยุดจนสมองล้า การเปิดสมุดโน้ตว่างๆ สักหน้า แล้ว
