ข่าววันนี้

ทำไมพอแก่ตัว เราเริ่มชอบอะไรมีสีสัน ไม่มินิมอล คุมโทน เหมือนเดิม

ตกมาปีนี้ เห็นดอกไม้ริมทางก็ต้องแวะถ่ายรูป กระเบื้องสีสันสลับลาย ก็ดูสวยขึ้นมาเสียอย่างนั้น นี่เรากำลังแก่ตัวลงหรือ?

อาจเป็นเรื่องขำขันที่ไว้ใช้แซวกันในโลกออนไลน์ เมื่อชาวเน็ตเริ่มตั้งคำถามถึงพฤติกรรมของตนที่เปลี่ยนแปลงไปว่า เริ่มชอบมองดอกไม้ริมทางที่ผลิดอก เสียงลมพัดใบไม้ไหวปลิวก็ไพเราะกว่าครั้งไหน ๆ กระเบื้องลายสีสันที่เคยมองแล้วขัดใจก็เริ่มสวยงาม หรือนี่จะเป็นสัญญาณการแก่ไปอีกปีของเรา

จริง ๆ แล้วก็มีคำอธิบายเชิงจิตวิทยาเบื้องหลังพฤติกรรมนี้ของเราด้วยเช่นกัน

ทำไมเมื่อแก่ตัวลงคนถึงชอบอะไรมีสีสัน

เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ข้าวของสีสันสดใสก็ดูจะดึงดูดสายตาเราเป็นพิเศษ ชื่นชอบสถาปัตยกรรมสีสันฉูดฉาด เพราะสีสดใสช่วยกระตุ้นการมองเห็นอย่างมีนัยสำคัญ  ช่วยเสริมการรับรู้เชิงพื้นที่ และสื่อความหมายทางวัฒนธรรมหรือความทรงจำอันลึกซึ้ง

เกิดความสบายทางสายตาและจิตใจ เนื่องจากโทนสีอบอุ่น เช่น สีแดง สีส้ม และสีเหลือง จะช่วยให้ผู้สูงวัยมีการมองเห็นที่ดีขึ้น สามารถเข้าใจสภาพแวดล้อมได้ง่ายขึ้น

ทั้งยังช่วยต่อสู้กับความจำเจ ด้วยสภาพแวดล้อมที่มีชีวา ช่วยป้องกันความเบื่อหน่ายและความเฉื่อยชาที่อาจเกิดขึ้นจากอาคารคอนกรีตสีเทาแบบสมัยใหม่ที่น่าเบื่อ สีสันของสิ่งของเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นกับพื้นที่อยู่อาศัย

สอดคล้องกับสิ่งที่เราสามารถสังเกตเห็นได้ว่า ผู้สูงวัยที่บ้านมักจะชอบใช้ข้าวของสีสันฉูดฉาด ลวดลายดอกไม้ ตัวอย่าง กระเบื้องลายดอกไม้ หรือกระเบื้องหลากหลายสีสันที่ไม่จัดเรียงตามระเบียบ เป็นต้น 

เพราะสีสันและลวดลายที่ตัดกันชัดเจนจะช่วยให้ผู้สูงอายุที่มีสายตาเสื่อมลงมองเห็นพื้นและแยกแยะระดับพื้นได้ง่ายในยามแสงน้อย โดยเฉพาะลวดลายแนววินเทจหรือลายดอกไม้สดเป็นสไตล์ที่คุ้นเคยกับคนไทยมาตั้งแต่ยุคอดีต

ซ่อนความหมายทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์

ในอดีตหลายวัฒนธรรมในเอเชียใช้สีสันสดใส เช่น สีแดงและสีเหลืองในพระราชวังและวัด เพื่อแสดงถึงสถานะ โชคลาภ และความเจริญรุ่งเรือง

สังเกตว่าในย่านเมืองเก่าหลายแห่งมีอาคารพาณิชย์และเขตเมืองเก่าที่มีสีสันสดใส ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับตึกระฟ้าสมัยใหม่ที่ทำจากกระจกและเหล็กสีเข้มและเย็นชา ซึ่งโทนสีที่เป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมช่วยเตือนผู้สูงอายุถึงยุคสมัยที่เรียบง่ายและน่าประทับใจในอดีต 

บทวิจัย

อ้างอิงจากบทความวิจัยเรื่อง “Colour in the environment for older adults” ของคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีซิดนีย์ (STU)  ซึ่งศึกษาวิธีการเลือกใช้สีและวัสดุในการออกแบบภายในที่ส่งผลต่อสุขภาวะ ความปลอดภัย และการพึ่งพาตนเองของผู้สูงอายุ 

สรุปข้อค้นพบสำคัญจากวิจัยเรื่องนี้ได้ว่า 

1.การเลือกสีและวัสดุ 

ส่งผลอย่างมากต่อความสามารถของผู้สูงอายุในการรับรู้นำทาง ความรู้สึกปลอดภัย และการดำเนินชีวิตด้วยตนเองในที่อยู่อาศัย

2.การเปลี่ยนแปลงของการมองเห็นตามวัย

ผู้สูงอายุมักมีความไวต่อความต่างระดับสี (Contrast) ลดลง มีปัญหาในการแยกแยะรายละเอียดเล็กๆ และสีสัน รวมถึงเกิดอาการเคืองตาจากแสงจ้าได้ง่ายขึ้น

ซึ่งสีโทนร้อน (เหลือง, ส้ม, แดง) เป็นสีที่ผู้สูงอายุจดจำและมองเห็นได้ง่ายที่สุด โดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติในการมองเห็นสี ส่วนสีโทนเย็น (น้ำเงิน, เขียว, ม่วง) อาจมองเห็นเป็นสีเทาหรือเด่นชัดน้อยลง

3.บทบาทของความต่างระดับสีและการใช้สีระบุสัญลักษณ์

การใช้สีที่ตัดกันอย่างชัดเจนระหว่างพื้น ผนัง เฟอร์นิเจอร์ และจุดสำคัญ ช่วยเพิ่มการมองเห็นและความปลอดภัย หลีกเลี่ยงการตกแต่งแบบสีเดียวเรียบๆ 

4.สุขภาวะทางอารมณ์และสติปัญญา

สีโทนร้อนช่วยส่งเสริมความรู้สึกผ่อนคลาย เพิ่มพลังงาน และสร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ในขณะที่สีโทนเย็นเหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องการการพักผ่อน

5.การปรับแต่งให้เข้ากับบุคคลและการปรับตัว

การเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้ตกแต่งพื้นที่ส่วนตัวด้วยสีและเฟอร์นิเจอร์ที่ชื่นชอบ จะช่วยเพิ่มความรู้สึกเป็นเจ้าของและความสบายใจ

ดังนั้นแล้ว การที่เราแซวกันว่าพอมาปีนี้ ดอกไม้ริมทางเริ่มดึงดูดสายตาให้เราหยุดมองแล้วถ่ายรูป  เริ่มมองกระเบื้องลายดอกว่าสวย ก็คงจะจริงว่าเราแก่ขึ้นกันอีกปีแล้ว 

อ้างอิง : Architecture Papers 

Related Posts