ข่าววันนี้

ททท. ชูอาหารไทย ขับเคลื่อนท่องเที่ยวและเศรษฐกิจผ่าน มิชลิน ไกด์

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมเสวนาหัวข้อ “เสน่ห์รสชาติ สร้างสรรค์การท่องเที่ยวไทย ผ่าน มิชลิน ไกด์” ณ โรงแรมเดอะ เซนต์ รีจิส กรุงเทพฯ เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยวัฒนธรรมอาหารผ่านคู่มือแนะนำร้านอาหารและที่พักระดับโลก “มิชลิน ไกด์” โดยได้เชิญบุคลากรจากร้านอาหารในคู่มือมิชลิน ไกด์ ฉบับประเทศไทยประจำปี 2569 มาร่วมพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนเวทีเสวนา

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนและการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวที่มีความเข้มข้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” ส่งมอบประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและช่วยฟื้นฟูทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดย “วัฒนธรรมอาหารไทย” ถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งสำคัญที่สะท้อนอัตลักษณ์ ความพิถีพิถัน และภูมิปัญญาท้องถิ่น และสามารถต่อยอดเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ”

จากรายงาน ‘Beyond the MICHELIN Stars’ ที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2568 โดยเอิร์นส์แอนด์ยัง (Ernst & Young) บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำของโลก ได้สะท้อนบทบาทของมิชลิน ไกด์ ใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว ที่มีส่วนช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพ โดย 74% ของนักเดินทางใช้การมีร้านอาหารในมิชลิน ไกด์ เป็นปัจจัยในการเลือกจุดหมายปลายทาง และ 76% มีแนวโน้มขยายระยะเวลาการพำนักเพื่อสัมผัสประสบการณ์ด้านอาหาร 

ด้านเศรษฐกิจ ที่ร้านอาหารที่ได้รับดาวมิชลินมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 32% หลังได้รับดาวแรก ขณะที่ 60% มีการจ้างงานเพิ่ม และ 58% มีการลงทุนปรับปรุงร้าน และ ด้านวงการอาหาร ที่มีบทบาทในการยกระดับมาตรฐานและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของอาหารสู่ระดับสากล

นอกจากนี้ยังพบว่า รายได้ส่วนเพิ่มของการใช้จ่ายด้านอาหารในร้านอาหารที่ได้รับการแนะนำโดยคู่มือมิชลิน ไกด์ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 รวมเป็นเงิน 822.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 45 จากปี 2567 (586.57 ล้านบาท) มูลค่าส่วนเพิ่มของการใช้จ่ายด้านอาหารจากการดำเนินโครงการ The MICHELIN Guide Thailand รวม 8 ปี (พ.ศ. 2561-2568) รวมทั้งสิ้น 3,182.4 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบกับงบประมาณสนับสนุนโครงการรวม 8 ปี มีความคุ้มค่าถึง 14.7 เท่า

เชฟแทน, คุณกอล์ฟ และเชฟโก๋
เชฟแทน, คุณกอล์ฟ และเชฟโก๋

ภายในงานยังได้ เชฟแทน-ภากร โกสิยพงษ์ จากโกท ร้านอาหารรางวัลหนึ่งดาวมิชลิน และดาวมิชลินรักษ์โลก มาร่วมพูดคุยว่า “ร้านเราใช้วัตถุดิบไทย 100%

ยอมรับตรงๆ ว่า มิชลิน ไกด์ มีอิมแพคกับร้านมาก ทำให้เรามีลูกค้าเข้ามาที่ร้านจำนวนมาก ร้านก็มี Budget เพิ่มเติมในการพัฒนาส่วนอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับอาหาร เช่น การทำร้ายโลกให้น้อยลง เราก็มีเครื่องย่อยขยะ ทำปุ๋ย หรือพาทีมไปลงสนามมากขึ้น ไปเจอเกษตรกร ไปดูว่าเขามีอุปสรรคในการปลูก การดูแลอย่างไร เพื่อให้เข้าใจวัตถุดิบมากขึ้น”

ด้าน เชฟโก๋-ไพศาล ชีวินศิริวัฒน์ จากแก่น กล่าวว่า “แต่ก่อนผมทำงานโรงแรมและร้านอาหารอินเตอร์เนชั่นแนลก็คิดว่าจะเสิร์ฟอะไรให้ลูกค้าดีเพราะเป็นลูกค้าต่างชาติ ถ้าคาเวียร์จะนึกถึงอิราเนียนคาเวียร์ ล็อปเตอร์มาจากแคนาเดียนล็อบสเตอร์ หอยนางรมจากฝรั่งเศส ซึ่งลูกค้าทานสิ่งเหล่านี้ตลอดเวลา 

เขาอยากทานของโลคอลวัตถุดิบท้องถิ่นบ้าง แทนที่จะเสิร์ฟคาเวียร์เราเสิร์ฟไข่มดแดงแทน หอยนางรมก็เอาจากสุราษฎร์ หลังจากนั้นเราเลยใช้คอนเซ็ปต์ Local เป็นหัวใจหลักของการทำร้านแก่นที่จังหวัดขอนแก่น”

“การท่องเที่ยวมีหลายจุดประสงค์ บางคนไปเที่ยวเพราะอยากไปมู อยากไปดูธรรมชาติ มิชลิน ไกด์ ก็ช่วยปลุกกระแสเกี่ยวกับการไปเที่ยวโดยมีอาหารเป็นหมุดหมาย การกินปัจจุบันไม่ใช่แค่ไปทานแล้วจบ มันมีประสบการณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกิน ไม่ว่าจะเดินตลาดท้องถิ่น ไปดูเขาทำสาโท ไปดูเขาเก็บไข่มดแดง ไปดูเขาทำปลาร้า ไม่ได้เที่ยวแบบฉาบฉวยแต่เที่ยวแบบลึกซึ้งและอยู่ต่อ ทำให้เกิด Ecosystem คนมาอยู่มาใช้เงิน พอเงินไปอยู่กับผู้ประกอบการรายเล็ก การพัฒนาของตัวจังหวัดก็จะไปกันทั้งยวง ซึ่งเราก็ต้องช่วยกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี”

และ กอล์ฟ-เอกรินทร์ อยู่สุขสมบูรณ์ นักออกแบบและตกแต่งอาหาร หรือ Food Stylist จากแก่นกรุง โดยสองร้านหลังติดอันดับร้านแนะนำ หรือ MICHELIN Selected กล่าวว่า “แก่นกรุงมีแรงบันดาลใจมาจากร้านแก่น แต่จะมีการปรับตัวให้เข้ามาสู่กรุงธนบุรีตามที่ตั้งร้าน 

อาชีพของฟู้ดสไตล์ลิส ทำยังไงก็ได้ให้อาหารดูสวยและน่าทาน ในอดีตกับปัจจุบันมีความแตกต่างกันมาก โดยเฉพาะช่วงหลังที่มีมิชลิน ไกด์ เข้ามา สมัยก่อนไม่ว่าจะประเทศไหนก็ตามเรากินเพื่ออยู่ เลยไม่ได้ให้ความสำคัญกับสุนทรียะในการกินเท่าไหร่ อาจจะมีบ้าง เช่น การตกแต่งอาหารชาววัง หรือในระดับของชาวบ้าน เช่น การทำวาฟเฟิลรวงผึ้ง หรือการใช้ผักชีโรยหน้า 

แต่ในปัจจุบันเราอยู่เพื่อกิน เลยนำมาสู่ยุคที่เราต้องเพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ ในการกิน สู่การบอกเล่าเรื่องราวในจาน จะต้องมีการพูดถึงวัตถุดิบให้เห็นถึงคุณค่า ไม่ใช่แค่สวยเพื่อถ่ายรูป แต่จะต้องมีบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ด้วย”

Related Posts