ข่าววันนี้

รัฐบาลทุ่ม 2 หมื่นล้าน! อุ้มชาวสวนยาง จ่ายเงินอุดหนุน ชดเชยส่วนต่างให้ด้วย

รัฐบาลทุ่ม 2 หมื่นล้าน! อุ้มชาวสวนยาง จ่ายเงินอุดหนุน ชดเชยส่วนต่างให้ด้วย

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับผู้ส่งออกยางพารา 5 ราย ประกอบด้วย บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด (มหาชน) บริษัท วงศ์บัณฑิต จำกัด บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) บริษัทยางไทยปักษ์ใต้ และบริษัท เซาท์แลนด์ รับเบอร์ จำกัด ว่า ได้หารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคายางพารา เพื่อกำหนดมาตรการเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาในวัน 20 พ.ย.นี้

นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า มาตรการจะแยกออกเป็น 2 ส่วนคือ 1.มาตรการเพื่อเสริมความเข้มแข็งชาวสวนยางและพัฒนาอาชีพเกษตรกรชาวสวนยาง ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ทั้งเจ้าของสวนยาง และคนกรีดยาง 1.4 แสนครัวเรือน โดยจะเสนอ ครม.ขอใช้งบกลางที่เหลืออยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่ออุดหนุน ในอัตราที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการอุดหนุนในปี 60 ที่กำหนดไว้ 15 ไร่ ไร่ละ 1,500 บาท แนวทางนี้ได้ให้ กยท. พิจารณาในรายละเอียดว่าควรจะเพิ่มเป็นเงินให้มากขึ้นกว่าไร่ละ 1,500 บาท หรือเพิ่มจำนวนไร่ให้มากขึ้น เพื่อช่วยเหลือชาวสวนยางให้ได้มากที่สุด

2.มาตรการนี้ได้มอบหมายให้ กยท. ประสานกับภาคเอกชน สถาบันเกษตรกรให้ตั้งจุดรับซื้อยาง 3 ชนิดทั่วประเทศ คือยางก้อนถ้วย น้ำยางสด และยางแผ่นดิบ กรณีที่ราคาต่ำกว่าที่กำหนดคือ ยางก้อนถ้วย ชนิดยางแห้ง100 % กิโลกรัมละ 35 บาท น้ำยางสด กิโลกรัมละ 37 บาท และยางแผ่นดิบกิโลกรัมละ 40 บาท รวมถึงให้ กยท. เข้าไปชดเชยส่วนต่าง โดยใช้เงินกองทุนพัฒนายางพารา คาดว่าจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 2-3 บาท ในทุกจุดรับซื้อจะมีเจ้าหน้าที่กยท.ระดับจังหวัดและอำเภอ เข้าไปตรวจสอบการซื้อขายทุกครั้ง กรณีนี้จะใช้เงินประมาณ 10,000 ล้านบาท หากเงินในกองทุนไม่เพียงพอ ก็สามารถขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลได้ อย่างไรก็ตาม หากราคายางสูงกว่าที่กำหนดไว้ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปชดเชย

นายกฤษฎา กล่าวอีกว่า ส่วนการมาตรการใช้ยางในประเทศนั้น เตรียมเสนอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นชอบแนวคิดการผลิตอุปกรณ์เครื่องนอนให้แก่หน่วยราชการ ได้แก่ โรงเรียน โรงพยาบาล กระทรวงพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม เป็นต้น โดยขณะนี้ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจความต้องการใช้อุปกรณ์ทั้งหมด และแจ้ง ข้อมูลกับกระทรวงเกษตรฯ ภายในวัน 16 พ.ย. นี้ อย่างไรก็ตามหากแนวคิดนี้ผ่านความเห็นชอบ กยท.จะต้องเป็นผู้ดูแลเรื่องการรับซื้อน้ำยางกับสถาบันเกษตรกรเพื่อนำมาผลิตอุปกรณ์การนอนตามความต้องการ

ในส่วนของการใช้ยางพาราในการทำถนนซึ่งเป็นโครงการของคมนาคม พบว่ามีปัญหาในเรื่องของราคาการสร้าง เมื่อเทียบดูจะพบว่าถนนที่ทำจากยางพารามีราคาสูงกว่าการทำถนนโดยใช้ถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีตครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าดูในแง่ความคงทน ถนนยางพารามีอายุใช้งานยาวนานถึง 7-8 ปี แตกต่างจากถนนแอสฟัลท์ติกคอนกรีตซึ่งมีอายุการใช้งาน 5 ปี ดังนั้นกระทรวงเกษตรฯ กำลังดูในทางกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง ว่าถ้าให้หน่วยงานราชการเหล่านั้นมาซื้อจะผิดว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างไหม เพราะถนนยางพาราแพงกว่า

“ที่ผ่านมากยท.เคยซื้อยางมาเก็บไว้ในปี 56-57 ประมาณ 100,000 ตัน เสียค่าเก็บโกดังปีละประมาณ 120 ล้านบาท ซึ่งเสียเงินไปโดยไม่ได้ประโยชน์ จึงเป็นเหตุผลให้รัฐบาลนี้และกระทรวงเกษตรฯ ไม่สามารถนำเงินไปซื้อยางพารามาเก็บไว้เฉยๆ ได้ นอกจากกระทรวงเกษตรฯ ยังมีแนวทางจะรับประกันรายได้ให้กับเกษตรกร โดยให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.)ทำการศึกษา คาดจะทราบผลภายใน 1 เดือน”

นายกฤษฎา กล่าวต่อว่า ขณะที่มาตรการระยะกลาง ได้เชิญบริษัทผู้ผลิตยางล้อ 7 บริษัทให้เข้าตั้งโรงงานในประเทศ กระทรวงเกษตรฯพร้อมจะหารือเพื่ออำนวยความสะดวกให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ในปีที่ผ่านมาไทยผลิตยางพาราได้ 4.5 ล้านตัน แบ่งเป็นใช้ในประเทศ 500,000 ตัน และส่งออก 4 ล้านตัน แต่ทั้งนี้เกษตรกรต้องเข้าใจว่าปัจุบันกำลังซื้อของหลายประเทศประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การกีดกันทางการค้า ทำให้การส่งออกมีปัญหา เกิดการกดราคายางพาราในประเทศ

ด้านนายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานรัฐ มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางภายในประเทศผ่านหน่วยงานของรัฐ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยงานที่เข้าร่วม 8 กระทรวง ได้แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงกลาโหม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬากระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงยุติธรรม

โดยปี 2561 ใช้งบประมาณดำเนินการไปแล้วกว่า 11,996 ล้านบาท เป็นน้ำยางข้น 8,802.40 ตัน ยางแห้ง 785.85 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่นำไปสร้างหรือปรับปรุงถนน อยู่ระหว่างดำเนินการ และจัดซื้อจัดจ้างอีกกว่า 12,912 ล้านบาท เป็นน้ำยางข้น 37,823.78 ตัน สำหรับการซื้อยางตามโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐจากนี้ จะดำเนินการผ่าน กยท. ซึ่งทำหน้าที่เป็นเป็นหน่วยงานหลักในการรวบรวมความต้องการใช้ยาง และเป็นศูนย์กลางในการรับซื้อยางผ่านสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท.

“ก่อนหน้านี้หน่วยงานต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการติดปัญหาเรื่องงบประมาณและวิธีการจัดจ้างที่กรมบัญชีกลางยังไม่ได้กำหนดราคากลางของการทำถนนยางพาราดินซีเมนต์ ทำให้การจัดซื้อจัดจ้างล่าช้า แต่มีบางหน่วยงานใช้งบประมาณปกติเพื่อดำเนินการแล้ว ซึ่งในส่วนของงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ประจำปี 2561 ได้รับการจัดสรรเมื่อเดือนเม.ย. งบประมาณเพิ่มเติมได้รับอนุมัติไปเมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งกำลังเตรียมการจัดซื้อยางผ่าน กยท. ตามงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร”

สำหรับราคายางแผ่นรมควันปรับตัวตามสภาวะตลาด ในขณะที่ยังคงมีความต้องการของผู้ซื้อภายในประเทศ และมีปริมาณฝนตกชุกในบางพื้นที่ปลูกยาง ราคากลางเปิดตลาด ประจำวันนี้อยู่ที่ 39.57 บาทต่อกก. โดยปิดตลาดสูงสุด ณ ตลาดกลางนครศรีธรรมราช ราคาอยู่ที่ 40.67 บาทต่อกก. ส่วนตลาดกลางสงขลาอยู่ที่ 39.41 บาทต่อกก. และตลาดกลางสุราษฎร์ธานี อยู่ที่ 39.37 บาทต่อกก.

Related Posts

โลกไม่ได้ถามแค่ “สินค้าราคาเท่าไร” แต่ถาม “ปล่อยคาร์บอนเท่าไร” กฎสิ่งแวดล้อมโลกเปลี่ยน ธุรกิจไทยพร้อมหรือยัง?
ถอดกลยุทธ์ “นีเวีย” แบรนด์เยอรมัน เริ่มจากร้านขายยาเล็กๆ สู่ครีมตลับน้ำเงิน ขายแล้ว 1.1 แสนล้านตลับทั่วโลก
Trip.com Group เผยเทรนด์ตลาดเช่ารถขับเองทั่วโลกโต 81% ไทยติดกลุ่มตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด