



ทันทีที่ก้าวเข้าไปในรั้วบ้านของ “ป้าจิบ” สิ่งแรกที่สะดุดตาคือเสื้อผ้าที่แสนจะแฟชั่น ที่ป้าจิบบอกกับเส้นทางเศรษฐีด้วยรอยยิ้มว่า “ชุดนี้ตัดเอง ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว” ป้าจิบในวัย 60 ปี เต็มไปด้วยความสดใส พร้อมกับเอเนอร์จี้ความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรมหลายอย่าง จนเราแทบไม่เชื่อ เมื่อป้าจิบเริ่มเล่าให้ฟังว่า “ชีวิตวัยรุ่น ชีวิตแม่บ้าน ไม่มีอะไรเลยค่ะ… เงียบมาก เงียบจนไม่คิดว่าเราจะมีอนาคต” หากมองย้อนกลับไปในอดีต ชีวิตของเธอมีเพียงแค่การทำกับข้าว รับส่งลูก ดูแลความเรียบร้อยในบ้าน เป็นวงจรชีวิตที่เรียบง่ายจนเจ้าตัวยังไม่เคยคาดคิดเลยว่า ชีวิตในวัยเกษียณของเธอจะเปลี่ยนไป เพราะตอนนี้ได้ตัดชุดใส่เองในแบบที่ตัวอยากเป็น รวมถึงการแบกกระเป๋าเป้เที่ยวคนเดียวมาแล้วหลายประเทศ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ คุณจิบ-สุภาวดี บัณฑิต ถึงจุดเริ่มต้นของการท่องเที่ยวในวัยเกษียณ และเรื่องราวการทำแบรนด์ยาหม่องที่ชื่อสุดพีค “ยาหม่องฤาษีอุ้มนางพันธุรัตน์วิ่งข้ามเขา 3 ลูกไม่มีเหนื่อย” จุดเริ่มต้นจากการให้สิ่งดีๆ กับคนที่รัก ป้าจิบเล่าว่า ช่วงนั้นพี่สาวที่อยู่เยอรมันอยากได้น้ำมันไพรและน้ำมัน
ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อ “นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์” ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ “มาม่า” ได้ถึงแก่กรรมด้วยสิริอายุ 87 ปี ประวัติการศึกษา นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ เกิดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2482 จบมัธยมศึกษา โรงเรียนสันติราษฎร์บำรุง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขา Education Science จากประเทศจีน และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (MBA) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ ยังสำเร็จการศึกษาหลายหลักสูตร เช่น ปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก, ปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนอร์ท – เชียงใหม่ และปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพัฒนคหเศรษฐศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง เป็นต้น ผู้ร่วมสร้างและผลักดันแบรนด์ “มาม่า” นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ถือเป็นหนึ่งในขุนพลและผู้บุกเบิกคนสำคัญของเครือสหพัฒน์ โดยร่วมสร้างและผลักดันแบรนด์ “มาม่า” มายาวนานกว่าครึ่งศตวรร
7-Eleven ยื่นฟ้อง Nike ต่อศาลรัฐบาลกลาง เขตตอนเหนือของรัฐเท็กซัส เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 โดยกล่าวหาว่า Nike ละเมิดเครื่องหมายการค้าจากการออกแบบรองเท้ารุ่นใหม่ Air Max 95 Big Bubble ในโทนสี “Sport Green and Safety Orange” ซึ่งมีการจัดวางแถบสีส้ม เขียว และแดง คล้ายคลึงกับตราสัญลักษณ์สามสีอันเป็นเอกลักษณ์ของเซเว่น อีเลฟเว่นที่ใช้มานานกว่า 40 ปี ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้โด่งดังขึ้นมาคือ Nike กำหนดวันวางจำหน่ายรองเท้ารุ่นดังกล่าวไว้ในวันที่ 11 กรกฎาคม ซึ่งตรงกับ “7-Eleven Day” วันครบรอบก่อตั้งบริษัท และเป็นวัน Free Slurpee Day ที่ลูกค้าจะได้รับเครื่องดื่มสลัชปี้ฟรีตามสาขาต่าง ๆ ทั่วโลก โดยที่ทั้งสองบริษัทไม่มีความร่วมมือหรือข้อตกลงใด ๆ กันอย่างเป็นทางการ แต่ไม่ได้มีเพียงสีที่คล้ายกันเท่านั้นที่ทำให้เซเว่นตัดสินใจฟ้อง นอกจากสีสันที่คล้ายคลึงกันแล้ว คำฟ้องยังระบุว่า Nike ได้ใส่รายละเอียดอื่น ๆ ที่สื่อถึงเซเว่นอีเลฟเว่นอย่างจงใจ เช่น ลวดลายชั้นวางสินค้าในร้านสะดวกซื้อบนพื้นรองเท้าด้านใน รวมถึงคำบรรยายสินค้าที่ใช้ถ้อยคำอย่าง “เดินไปร้านสะดวกซื้อหัวมุมถนน” ซึ่งเซเว่นมองว่าเป็นความพยายามเชื่อม
ในวันที่กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยคอนโดมิเนียมห้องเล็กกะทัดรัดและร้านอาหารโต๊ะ 1 ที่นั่งผุดขึ้นทุกมุมเมือง ตัวเลขจาก “The Single Economy Survey Part 2: การพักอาศัยและไลฟ์สไตล์ของการอยู่คนเดียว” โดยวิจัยกรุงศรี ที่สำรวจคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไปกว่า 2,202 คน ได้ตอกย้ำความจริงคือ “การเป็นโสดหรืออยู่คนเดียว” ไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นไลฟ์สไตล์กระแสหลักที่กำลังจะพลิกโฉมธุรกิจทั้งระบบ คนไทยรักการอยู่คนเดียวมากกว่าที่คิด ตามรายงานของ Euromonitor ปี 2568 ประเทศไทยมีสัดส่วนครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียวสูงถึง 29.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 21.9% อย่างชัดเจน และถ้าแนวโน้มนี้ยังโตต่อเนื่องปีละ 1.8% เท่ากับว่าภายในปี 2585 ประเทศไทยจะมีผู้ที่พักอาศัยอยู่คนเดียวทะลุ 40% ของครัวเรือนทั้งหมด คำถามสำคัญคือ คนลักษณะใดมีแนวโน้ม “อยู่คนเดียว” มากที่สุด? ซึ่งผลสำรวจชี้ชัดว่า คนที่อยู่คอนโดมิเนียม มีโอกาสอยู่คนเดียวมากกว่าผู้ที่ไม่ได้อยู่คอนโดมิเนียมถึง 6.5 เท่า คนไม่มีบุตรเลือกอยู่คนเดียวถึง 31% เทียบกับคนมีบุตรที่มีเพียง 5% และกลุ่ม LGBTQ+ มีสัดส่วนอยู่คนเดียวสูงสุดถึง 39% มากกว่าผู้หญิง
7-Eleven ยื่นฟ้อง Nike ต่อศาลรัฐบาลกลาง เขตตอนเหนือของรัฐเท็กซัส เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2026 โดยกล่าวหาว่า Nike ละเมิดเครื่องหมายการค้าจากการออกแบบรองเท้ารุ่นใหม่ Air Max 95 Big Bubble ในโทนสี “Sport Green and Safety Orange” ซึ่งมีการจัดวางแถบสีส้ม เขียว และแดง คล้ายคลึงกับตราสัญลักษณ์สามสีอันเป็นเอกลักษณ์ของเซเว่น อีเลฟเว่นที่ใช้มานานกว่า 40 ปี ประเด็นที่ทำให้เรื่องนี้โด่งดังขึ้นมาคือ Nike กำหนดวันวางจำหน่ายรองเท้ารุ่นดังกล่าวไว้ในวันที่ 11 กรกฎาคม ซึ่งตรงกับ “7-Eleven Day” วันครบรอบก่อตั้งบริษัท และเป็นวัน Free Slurpee Day ที่ลูกค้าจะได้รับเครื่องดื่มสลัชปี้ฟรีตามสาขาต่าง ๆ ทั่วโลก โดยที่ทั้งสองบริษัทไม่มีความร่วมมือหรือข้อตกลงใด ๆ กันอย่างเป็นทางการ แต่ไม่ได้มีเพียงสีที่คล้ายกันเท่านั้นที่ทำให้เซเว่นตัดสินใจฟ้อง นอกจากสีสันที่คล้ายคลึงกันแล้ว คำฟ้องยังระบุว่า Nike ได้ใส่รายละเอียดอื่น ๆ ที่สื่อถึงเซเว่นอีเลฟเว่นอย่างจงใจ เช่น ลวดลายชั้นวางสินค้าในร้านสะดวกซื้อบนพื้นรองเท้าด้านใน รวมถึงคำบรรยายสินค้าที่ใช้ถ้อยคำอย่าง “เดินไปร้านสะดวกซื้อหัวมุมถนน” ซึ่งเซเว่นมองว่าเป็นความพยายามเชื่อม
เพลงบางเพลง แค่ได้ยินเสียง ในหัวเราก็ฉายหน้านักร้องกับท่าเต้นสุดบาดใจของเขาได้แล้ว รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังความสำเร็จของเพลงและท่าเต้นเหล่านี้ ล้วนมาจาก ‘กลยุทธ์การตลาด’ ที่ค่ายคิดมาอย่างแนบเนียน ต่อให้คุณจะติดตาม K-Pop หรือไม่ ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า คุณไม่เคยได้ยิน หรือได้เห็นท่าเต้น K-Pop มาก่อน เพราะทุกอย่างมันแมสเสียจนต้องเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้าง ย้อนกลับไปเกือบยี่สิบปีก่อน เพลงระดับตำนานที่เคยสร้างปรากฏการณ์เมกะฮิตทั่วโลก อย่าง เพลง “Sorry, Sorry” วง Super Junior ท่าเต้นล้างมือที่ GenY ทุกคนต้องรู้จัก ถัดมาเพลง “Nobody” ของ Wonder Girls กับท่าเต้นปรบมือตามจังหวะ ร้องเล่นเต้นตามกันได้ทั่วโลก จน Wonder Girls กลายเป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในวงการ K-Pop ขยับมาหน่อยก็เจอ Gangnam Style ของ PSY พร้อมท่าเต้นควบม้าสไตล์หนุ่มกังนัมคนเท่ ก็ดังพลุแตก จนทำให้นักร้องกลายเป็นศิลปินที่ร่ำรวยที่สุดในเกาหลี กวาดเงินจากความนิยมไปได้อย่างมหาศาล เรียกได้ว่าชาตินี้ก็ใช้ไม่หมด ศิลปิน เพลง ท่าเต้น = สินค้า เพลงคือสินค้าอย่างหนึ่ง ที่ฝ่ายการตลาดของค่ายต้องตีโจทย์ให้แตกว่า จะทำอย่างไรให้มันดูน่า
ในวันที่กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยคอนโดมิเนียมห้องเล็กกะทัดรัดและร้านอาหารโต๊ะ 1 ที่นั่งผุดขึ้นทุกมุมเมือง ตัวเลขจาก “The Single Economy Survey Part 2: การพักอาศัยและไลฟ์สไตล์ของการอยู่คนเดียว” โดยวิจัยกรุงศรี ที่สำรวจคนเมืองอายุ 24 ปีขึ้นไปกว่า 2,202 คน ได้ตอกย้ำความจริงคือ “การเป็นโสดหรืออยู่คนเดียว” ไม่ใช่เรื่องชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นไลฟ์สไตล์กระแสหลักที่กำลังจะพลิกโฉมธุรกิจทั้งระบบ คนไทยรักการอยู่คนเดียวมากกว่าที่คิด ตามรายงานของ Euromonitor ปี 2568 ประเทศไทยมีสัดส่วนครัวเรือนที่อาศัยอยู่คนเดียวสูงถึง 29.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 21.9% อย่างชัดเจน และถ้าแนวโน้มนี้ยังโตต่อเนื่องปีละ 1.8% เท่ากับว่าภายในปี 2585 ประเทศไทยจะมีผู้ที่พักอาศัยอยู่คนเดียวทะลุ 40% ของครัวเรือนทั้งหมด คำถามสำคัญคือ คนลักษณะใดมีแนวโน้ม “อยู่คนเดียว” มากที่สุด? ซึ่งผลสำรวจชี้ชัดว่า คนที่อยู่คอนโดมิเนียม มีโอกาสอยู่คนเดียวมากกว่าผู้ที่ไม่ได้อยู่คอนโดมิเนียมถึง 6.5 เท่า คนไม่มีบุตรเลือกอยู่คนเดียวถึง 31% เทียบกับคนมีบุตรที่มีเพียง 5% และกลุ่ม LGBTQ+ มีสัดส่วนอยู่คนเดียวสูงสุดถึง 39% มากกว่าผู้หญิง
ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ เมื่อ “นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์” ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFMAMA ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ “มาม่า” ได้ถึงแก่กรรมด้วยสิริอายุ 87 ปี ประวัติการศึกษา นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ เกิดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2482 จบมัธยมศึกษา โรงเรียนสันติราษฎร์บำรุง สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขา Education Science จากประเทศจีน และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ (MBA) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ ยังสำเร็จการศึกษาหลายหลักสูตร เช่น ปริญญาวิทยาศาสตร์ดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก, ปริญญาศิลปศาสตร์ดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยนอร์ท – เชียงใหม่ และปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาพัฒนคหเศรษฐศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคําแหง เป็นต้น ผู้ร่วมสร้างและผลักดันแบรนด์ “มาม่า” นายพิพัฒ พะเนียงเวทย์ ถือเป็นหนึ่งในขุนพลและผู้บุกเบิกคนสำคัญของเครือสหพัฒน์ โดยร่วมสร้างและผลักดันแบรนด์ “มาม่า” มายาวนานกว่าครึ่งศตวรร
สำหรับคนเมือง ฤดูฝนไม่ได้หมายถึงเพียงสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป แต่ยังมาพร้อมกับความท้าทายในการเดินทาง ทั้งการจราจรที่ติดขัด ส่งผลให้เกิดช่วงเวลารอคอยบนรถโดยสารสาธารณะที่ยาวนาน โลตัสมองเห็น “ช่วงเวลาที่สูญเปล่า” (Idle Time) นี้เป็นโอกาสในการสร้างประสบการณ์การตลาดที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในจังหวะที่เหมาะสมที่สุด จากพฤติกรรมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นจริงในทุกวันฝนตก โลตัส (Lotus’s) ผู้นำธุรกิจค้าปลีกภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ได้นำมาพัฒนา “Rain Coupons” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันให้กลายเป็น Touchpoint ใหม่ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเข้ามาใช้งาน Lotus’s SMART App และกระตุ้นการซื้อสินค้าผ่านข้อเสนอที่ตอบโจทย์ในช่วงเวลาจริง (Real-Time Relevance) แคมเปญ “Rain Coupons” นำแนวคิด Weather-Responsive Media มาผสานกับ Ambient Media เพื่อเปลี่ยนกระจกหน้าต่างรถโดยสารให้กลายเป็นสื่อโฆษณาที่ทำงานตามสภาพอากาศจริง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการสื่อสารในช่วงเวลาที่ผู้บริโภคมีโอกาสเปิดรับสารสูง พร้อมสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างจากสื่อโฆ
หากใครบินไปอิตาลี ต้องรู้เป็นอย่างแน่นอนว่ามีคาเฟ่และร้านขนมระดับตำนานเมืองมิลานที่ห้ามพลาดอยู่ นั่นก็คือ COVA ตั้งอยู่บนถนนแฟชั่นสาย ถนนมอนเตนาโปเลโอเน เลขที่ 8 และในวันนี้ได้ยกทัพมาเปิดถึงกรุงเทพมหานครแล้ว สรุป 5 อินไซต์สำคัญ ที่จะทำให้คุณรู้จักแบรนด์ระดับตำนานนี้ 1. แบรนด์อายุ 200 กว่าปี COVA (หรือชื่อเต็มๆ คือ Caffè-Pasticceria Cova) คาเฟ่และร้านขนมหวานระดับตำนานที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปี ของประเทศอิตาลี มีต้นกำเนิดในปี 1817 ใกล้กับโรงอุปรากร Teatro alla Scala ก่อนย้ายมาตั้งอยู่บนถนน Via Montenapoleone ย่านแฟชั่นชื่อดังในปี 1950 2. เกร็ดความ (ไม่) รู้ แบรนด์นี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของเครือ LVMH กลุ่มบริษัทสินค้าหรูระดับโลก พูดง่ายๆ คือเป็นญาติห่างๆ กับ Louis Vuitton, Celine, Moët & Chandon นั่นเอง ซึ่งใครจะคิดว่าร้านขนมเล็กๆ ข้างโรงโอเปร่าเมื่อ 200 ปีก่อน จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรลักชัวรีระดับโลกได้ และปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด 35 สาขาทั่วโลก 3. การนำเข้ามาเปิดในประเทศไทย เบื้องหลังการมาไทยครั้งนี้คือ บริษัท บุญลาโภ จำกัด ที่ใช้เวลาหารือกับพาร์ตเนอร์ราว 6 เดือน จนได้ข
