Exclusive Inspiration SMEs ข่าววันนี้

เมืองไทยมี “โรงพยาบาลวันเวลา” ประคับประคองผู้ป่วยต่อจากโรงพยาบาล ให้ทุกวันเวลาที่เหลืออยู่มีคุณภาพ

ทุกคนจะเสียชีวิตในห้องผู้ป่วยแบบเงียบ ๆ เหงา ๆ เข็นออกไปอย่างเงียบงัน ในขณะที่ญาติของเขาในวันนั้นจำโมเมนต์เหล่านั้นได้ขึ้นใจ

Painpoint แรกที่ “อัครพล เอื้ออารักษ์” ได้สัมผัสในวันสูญเสียคนใกล้ตัว นำมาสู่การก่อตั้งโรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล

ภาพเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับใครก็ตามที่เคยเดินเข้าไปในโรงพยาบาลในวันที่คนใกล้ตัวกำลังจะจากไป และมันคือภาพที่ “อัครพล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล เคยเผชิญมาด้วยตัวเอง ในวันที่ต้องสูญเสียคนใกล้ตัวไป 

เขาสังเกตเห็นบางอย่างที่ค้างคาใจ นั่นคือโรงพยาบาลทั่วไปยังให้ความสำคัญกับการรักษาเป็นหลัก แต่กลับไม่มีพื้นที่มากพอสำหรับการดูแลความรู้สึกของผู้ป่วยในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิต คนไข้จำนวนไม่น้อยจากไปอย่างเงียบเชียบ โดยไม่มีใครถามว่า พวกเขาอยากใช้วันเวลาสุดท้ายแบบไหน

คำถามที่ค้างคาในใจนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เพราะอัครพลคลุกคลีอยู่กับโรงพยาบาลมาเกือบ 20 ปี ในฐานะผู้บริหารธุรกิจด้านการออกแบบและก่อสร้างสถานพยาบาล เขาเห็นโรงพยาบาลมาตั้งแต่เป็นพื้นที่ว่างเปล่า เห็นการวางผัง การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการจัดสภาพแวดล้อมเพื่อให้ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลายที่สุด 

แต่ยิ่งเห็นโรงพยาบาลมากขึ้นเท่าไร เขากลับยิ่งเห็นสิ่งที่ไม่เคยปรากฏอยู่ในแบบก่อสร้าง นั่นคือความทุกข์ ความกังวล และความเหนื่อยล้าของครอบครัวที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยของคนที่รัก เขาเห็นลูกที่ต้องหยุดงานมาดูแลพ่อแม่ เห็นคู่ชีวิตที่ต้องกลายเป็นผู้ดูแลเต็มเวลา และเห็นครอบครัวที่ต้องตัดสินใจแทนคนที่รักในวันที่ไม่มีคำตอบใดง่ายเลย

จาก Painpoint สู่ธุรกิจ เติมช่องว่างที่ไม่มีใครเติมเต็ม

“ยิ่งอยู่ในระบบมากขึ้น ยิ่งรู้สึกว่ามีบางเรื่องที่โรงพยาบาลทั่วไปยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทั้งหมด” คำพูดสั้น ๆ นี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของคำถามที่ติดค้างในใจอัครพลมาหลายปี ว่าหากวันหนึ่งไม่สามารถรักษาโรคให้หายได้แล้ว ยังมีทางใดที่จะช่วยให้ชีวิตของคนคนหนึ่งดีขึ้นได้อีกหรือไม่

คำถามนี้พาเขาไปสู่การศึกษาแนวคิด “การดูแลแบบประคับประคอง” (Palliative Care) อย่างจริงจัง และยิ่งศึกษาลึกเท่าไร เขายิ่งพบว่าคนไทยจำนวนมากยังเข้าใจผิดว่าการดูแลแบบประคับประคองเป็นเรื่องของการรอวาระสุดท้ายของชีวิตเท่านั้น ทั้งที่แก่นสำคัญของแนวทางนี้ไม่ใช่เรื่องความตาย แต่คือคุณภาพชีวิต การช่วยลดความเจ็บปวด บรรเทาความทุกข์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ และช่วยให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการมากที่สุด

“หลายคนคิดว่ามีแค่สองทางเลือก คือรักษาต่อเต็มที่ หรือหยุดรักษา แต่จริง ๆ ยังมีพื้นที่สำคัญอยู่ตรงกลาง นั่นคือการกลับมาถามผู้ป่วยว่าเขาอยากใช้ชีวิตอย่างไร อะไรคือสิ่งที่มีความหมายสำหรับเขา และอะไรคือคุณภาพชีวิตที่เขาให้คุณค่า” สำหรับบางคน การมีชีวิตให้นานที่สุดคือเป้าหมาย แต่สำหรับอีกหลายคน เป้าหมายอาจเป็นเพียงการได้กลับบ้าน ได้กินอาหารจานโปรด ได้เห็นหน้าลูกหลาน หรือได้อยู่กับคนที่รักโดยไม่ต้องทนทุกข์กับความเจ็บปวดเกินความจำเป็น

เมื่อ Painpoint ชัดเจนขึ้น สิ่งที่อัครพลต้องตอบต่อมาคือคำถามเชิงธุรกิจ นั่นคือตลาดนี้มีอยู่จริงหรือไม่ และคำตอบที่เขาพบคือ ประเทศไทยยังไม่มีโรงพยาบาลที่ออกแบบมาเพื่อการดูแลแบบประคับประคองโดยเฉพาะในรูปแบบครบวงจรเช่นนี้ ขณะเดียวกัน สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น แต่อายุที่ยืนยาวขึ้นนั้นไม่ได้มาพร้อมสุขภาพที่สมบูรณ์เสมอไป หลายครอบครัวต้องอยู่กับโรคเรื้อรังเป็นเวลานาน ต้องพึ่งพาคนรอบข้างในการใช้ชีวิตประจำวัน และต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่การรักษาอาจไม่ใช่คำตอบเดียวอีกต่อไป ความจริงเหล่านี้คือสัญญาณที่บอกว่าตลาดของการดูแลแบบประคับประคองกำลังเติบโตไปพร้อมกับโครงสร้างประชากรของประเทศ

รักษาโรครักษาใจ

โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล จึงถือกำเนิดขึ้นด้วยแนวคิดที่ต่างจากโรงพยาบาลทั่วไป โดยวางโมเดลการดูแลไว้ครอบคลุมตั้งแต่คนที่ยังไม่ป่วยไปจนถึงผู้ป่วยระยะท้าย แบ่งเป็นกลุ่มบริการหลัก ได้แก่ Preventive และ Longevity สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจประเมินสุขภาพและความเสี่ยงตั้งแต่ก่อนเกิดโรค เช่น การตรวจค่าฮอร์โมนและค่าการอักเสบในเลือด เพื่อวางแผนป้องกันปัญหาสุขภาพในระยะยาว กลุ่ม Stroke และ Transitional Care สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหรือผู้ที่เพิ่งผ่านการผ่าตัด ซึ่งเน้นการฟื้นฟูร่างกายในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนกลับไปใช้ชีวิตที่บ้าน และกลุ่ม Palliative Care หรือการดูแลแบบประคับประคอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโรงพยาบาล เน้นดูแลผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังหรือไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ให้สามารถใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างมีความหมายและมีศักดิ์ศรีมากที่สุด

การออกแบบพื้นที่ของโรงพยาบาลก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นสถานที่รักษาโรค แต่ขยายไปสู่การสร้างประสบการณ์ให้ผู้ป่วยยังรู้สึกว่า “นี่คือชีวิตของตัวเอง” ตั้งแต่พื้นที่สวนสำหรับพักผ่อน กิจกรรมบำบัดด้วยดนตรี การจัดอาหารที่ผู้ป่วยชื่นชอบ ไปจนถึงการเปิดให้สัตว์เลี้ยงเข้ามาเยี่ยม อัครพลเล่าว่า เมื่อได้เข้าไปดูรายละเอียดของการออกแบบก่อสร้างจริง ๆ เขาถึงได้เห็นว่างานนี้ซับซ้อนกว่าที่คิดไว้มาก และต้องอาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ควบคู่กัน เพราะการออกแบบไม่ได้จบแค่โครงสร้างอาคาร แต่ต้องตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของทั้งผู้ป่วย ครอบครัว และผู้คนรอบข้างในสังคมสูงวัยไปพร้อมกัน

ดีลหาบุคลากรที่ใช่

หนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่สุดของอัครพลคือ เขาไม่ได้มาจากสายแพทย์ จึงต้องเข้าไปศึกษาหลักสูตรด้านการแพทย์และสุขภาพอย่างจริงจังอยู่หลายปี เพื่อทำความเข้าใจธุรกิจนี้อย่างลึกซึ้งและสร้างเครือข่ายกับบุคลากรทางการแพทย์ ก่อนจะเดินหน้าดีลหาทีมแพทย์และพยาบาลมาร่วมงาน

สิ่งที่ทำให้บุคลากรของโรงพยาบาลวันเวลาแตกต่างจากที่อื่น คือทุกคนต้องผ่านการฝึกฝนด้านจิตวิทยา เพื่อให้สามารถรับมือและเข้าใจผู้ป่วยได้อย่างลึกซึ้ง เพราะงานดูแลแบบประคับประคองไม่ได้จบแค่การรักษาตามอาการของโรค แต่ยังต้องรับฟังความกังวลของผู้ป่วย ประคองจิตใจของครอบครัว และอยู่เคียงข้างความสูญเสียที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ อัครพลเชื่อว่าคุณภาพของการดูแลผู้ป่วยเริ่มต้นจากคุณภาพชีวิตของคนที่ทำหน้าที่ดูแล เขามักตั้งคำถามกับตัวเองอยู่เสมอว่า “เราให้หมอ พยาบาล และทีมรักษาดูแลผู้คนทุกวัน แต่บางครั้งเรากลับลืมถามว่า แล้วใครดูแลพวกเขา” นี่จึงเป็นเหตุผลที่โรงพยาบาลวันเวลาให้ความสำคัญกับสวัสดิภาพของทีมงานไม่แพ้การดูแลผู้ป่วย เพราะถ้าคนดูแลหมดแรง ระบบการดูแลทั้งระบบก็ไม่มีทางแข็งแรงได้

เมื่อคนไทยอายุยืนขึ้น ระบบสุขภาพต้องมองไกลกว่าเดิม

อัครพลมองว่าสังคมไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคใหม่ของการดูแลสุขภาพ ยุคที่ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การรักษาโรคเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การดูแลชีวิตหลังการรักษา การดูแลผู้สูงอายุ การฟื้นฟูสมรรถภาพ การดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง รวมถึงการดูแลครอบครัวที่ต้องแบกรับภาระการดูแลในระยะยาว ในอดีตผู้คนอาจวางแผนการเงินเพื่อการศึกษา การทำงาน และการเกษียณ แต่ในอนาคต การวางแผนสุขภาพระยะยาวจะกลายเป็นอีกเรื่องสำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับสิ่งที่ “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองเห็นผ่านโครงการ “KTC Wellness” ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้มองสุขภาพเป็นเพียงค่าใช้จ่ายยามเจ็บป่วยอีกต่อไป หากกำลังมองเป็นการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว ตั้งแต่การป้องกันโรค การฟื้นฟูสุขภาพ ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับช่วงวัยที่ต้องการการดูแลมากขึ้น ข้อมูลการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเคทีซียังสะท้อนแนวโน้มเดียวกัน โดยสมาชิกอายุ 50 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนการใช้จ่ายในหมวดโรงพยาบาลเกือบ 60% ของยอดใช้จ่ายทั้งหมดในหมวดดังกล่าว สะท้อนว่าสุขภาพกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิตและการเงินในระยะยาว ไม่ต่างจากเรื่องบ้าน การศึกษาหรือการเกษียณ คำถามของผู้คนจึงไม่ได้มีเพียงว่า ค่ารักษาพยาบาลเท่าไร แต่รวมถึง หากวันหนึ่งเราดูแลตัวเองไม่ได้ ใครจะดูแลเรา ครอบครัวจะรับมืออย่างไร และเราอยากใช้ชีวิตในช่วงเวลานั้นแบบไหน

ธุรกิจที่สอนให้เข้าใจชีวิตมากขึ้น

ตลอดเส้นทางการสร้างโรงพยาบาลวันเวลา อัครพลบอกว่าตัวเขาเองก็เปลี่ยนไปไม่น้อย จากที่เคยมองชีวิตแบบวิศวกร เปรียบชีวิตมนุษย์เป็นกราฟเส้นหนึ่งที่พุ่งขึ้นในวัยทำงานก่อนจะค่อย ๆ ลดลงตามอายุและโรคภัย เขาเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า ทุกครั้งที่การแพทย์ช่วยดันกราฟชีวิตให้กลับสูงขึ้นได้ ผู้ป่วยต้อง “จ่ายต้นทุน” อะไรไปบ้าง ต้นทุนที่ว่านี้ไม่ใช่แค่ค่าใช้จ่าย แต่อาจเป็นความเจ็บปวด ผลข้างเคียงจากการรักษา การสูญเสียความสามารถในการดูแลตัวเอง หรือแม้แต่เวลาที่เหลืออยู่กับคนที่รัก

“ผมไม่ได้มองว่าการรักษาเป็นเรื่องผิด ตรงกันข้าม การรักษามีคุณค่าอย่างมาก แต่ในบางช่วงของชีวิต เราจำเป็นต้องกลับมาถามว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ พาผู้ป่วยไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริงหรือไม่” การได้อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยและครอบครัวในทุกวัน ทำให้อัครพลเข้าใจความหมายของคำว่ามีชีวิตอยู่มากขึ้นกว่าที่เคย และทำให้เขาเชื่อมั่นว่าความสำเร็จของระบบสุขภาพไม่ควรวัดกันแค่จำนวนปีของชีวิตที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องวัดกันที่คุณภาพของปีที่เพิ่มขึ้นนั้นด้วยว่า เป็นชีวิตที่ผู้ป่วยยังอยากใช้อยู่หรือไม่

ชื่อ “วันเวลา” จึงไม่ใช่เพียงชื่อของโรงพยาบาล แต่สะท้อนความเชื่อว่าทุกช่วงเวลาของชีวิตล้วนมีความสำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในช่วงของการรักษา การฟื้นฟู หรือวันที่ร่างกายไม่อาจกลับมาเหมือนเดิม เพราะสิ่งที่อัครพลต้องการสร้างไม่ใช่เพียงสถานที่รักษาโรค แต่คือพื้นที่ที่ช่วยให้ผู้คนได้ใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองเลือกได้มากที่สุด อยู่ต่อ อยู่นาน อยู่ได้ แต่จะอยู่อย่างไรให้ทุกวันมีคุณภาพสูงสุด

Related Posts

จากร้านปืนที่เปิดมา 30 -40 ปี สู่ร้านขนมปัง “Mommy’s Magic BKK” ชูซาวร์โดว์ซีอิ๊ว สร้างจุดต่าง ให้ร้านเบเกอรี่เล็กๆ