ข่าววันนี้
ความฮอตของภาพยนตร์จักรวาลสไปเดอร์แมนที่ไม่ว่าจะเปิดตัวกี่ภาค ก็ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามเสมอ จนภาคล่าสุด Spider-Man: Brad New Day ขึ้นแท่น สไปเดอร์แมนที่ถูกใจทั้งนักวิจารณ์และคนดูระดับสูง จนทำให้ชื่อของ Tom Holland กลายเป็นที่พูดถึงอยู่ในหน้าสื่อ ณ ตอนนี้ นักแสดงหนุ่มคนนี้ไม่เพียงแต่มีความฮอตในด้านงานแสดง แต่ยังประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจเครื่องดื่มอีกด้วย ซึ่งธุรกิจที่ว่าคือ “BERO” เบียร์ไร้แอลกอฮอล์ (non-alcoholic beer) ระดับพรีเมียม แรงบันดาลใจจากการเลิกเหล้า Tom Holland เริ่มต้นเส้นทางเลิกดื่มแอลกอฮอล์ (Sobriety) ผ่านโครงการ “Dry January” คือแคมเปญงดดื่มในเดือนมกราคม จนขยายเวลาต่อไปเรื่อยๆ และตระหนักว่าการเลิกเหล้าในวัฒนธรรมอังกฤษที่เน้นการดื่มเพื่อเปิดทางเข้าสังคมเป็นเรื่องยาก เขาจึงมองหาเบียร์ไร้แอลกอฮอล์คุณภาพดีที่ช่วยให้รู้สึกกลมกลืนในงานสังคมได้ ซึ่งแบรนด์เครื่องดื่มที่มีอยู่ในตลาดส่วนใหญ่ยังไม่ตอบโจทย์ Tom จึงร่วมมือกับบริษัทร่วมทุน Imaginary Ventures และ John Herman (อดีตผู้บริหาร Nutrabolt/C4) เพื่อเปิดตัว BERO โดยที่ Tom ดำรงตำแหน่ง Co-Founder ถือหุ้นจริงคาดว่าราว 30–40
หลายคนรู้จัก “อายิโนะโมะโต๊ะ” (Ajinomoto) ในฐานะแบรนด์ที่อยู่คู่ครัวไทยมายาวนาน แต่สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ คือเบื้องหลังการพัฒนาสินค้า ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า “จะผลิตอะไร” แต่เริ่มการทำความเข้าใจอินไซต์ของผู้บริโภค โดยข้อมูลจาก Euromonitor International พบว่า ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับ Health & Wellness มากกว่าที่เคย ขณะที่ผลสำรวจของ Mintel พบว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงอาหารที่อร่อย แต่คาดหวังให้อาหารตอบโจทย์ทั้ง รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความสะดวก และความคุ้มค่าไปพร้อมกัน จึงกลายเป็นโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมอาหารในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด จึงนำ Consumer Insight และองค์ความรู้ด้าน AminoScience มาเป็นรากฐานในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชัน ภายใต้แนวคิด สร้างสังคมแห่งการกินดี มีสุข หรือ Eat Well, Live Well. เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกช่วงวัย ภายในงาน The Heartbeat by “AminoScience” ผู้บริหารผู้อยู่เบื้องหลังการพัฒนาสินค้าของอายิโนะโมะโต๊ะได้ร่วมแบ่งปันแนวคิด และมุมมองไว้อย่างน่าสนใจ สินค้าดีอย่างเดียวไม่พอ ต้องเข้
ในโลกของธุรกิจการสร้างความชัดเจนให้กับแบรนด์คือหัวใจสำคัญ ล่าสุด UNO! Coffee ร้านกาแฟที่มี พีช–พชร จิราธิวัฒน์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง โดยมีการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ “DOS! Matcha Company” ที่ขายแค่มัทฉะเพียงอย่างเดียว ซึ่งมาในคอนเซ็ปต์ “อร่อย เข้มข้น คุ้มค่า” ราคาเริ่มต้น 60 บาท เปิดเป็น Pop-up Store เซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 1 ตั้งแต่วันที่ 7-28 สิงหาคม 2569 ที่มาของ DOS! Matcha เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่า “มัทฉะที่ดีคืออะไร?” ซึ่งจากคำถามนี้ทำให้ทางทีมงานเริ่มออกเดินทางเสาะหาแหล่งปลูก พร้อมกับทำ Blind Test หรือการชิมแบบไม่ดูแบรนด์ จนพบว่า “มัทฉะเกรดสูงที่สุด หรือสายพันธุ์ที่โด่งดังที่สุด ไม่ได้แปลว่าจะถูกปากทุกคนที่สุดเสมอไป” ซึ่งหัวใจสำคัญของ DOS! Matcha คือการส่งต่อ “ความอร่อยที่ทุกคนเข้าถึงได้” ภายใต้คอนเซ็ปต์ Great Matcha For All มาในราคาที่จับต้องได้ เริ่มต้น 60 บาท ไปจนถึงระดับพรีเมียมที่ราคา 180 บาท จุดเด่นที่น่าสนใจคือการตั้งชื่อเมนูที่สื่อถึงรสชาติและที่มาให้ลูกค้าเข้าใจได้ทันที ทำไมต้องแตกแบรนด์? การตัดสินใจไม่นำมัทฉะไปรวมกับร้าน UNO! Coffee เดิม แต่แยกออกมาเป็นแบรนด์ใ
เด็กหนุ่มไทยวัย 17 ปี ที่เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ประกอบการเด็กเอเชีย ได้เผยเส้นทางการทำเงินของตัวเองตั้งแต่ศูนย์ ผ่านช่องรายการพอดแคสต์สร้างแรงบันดาลใจช่อง MarNoCap จากเด็กเกรดต่ำ สู่เจ้าของโปรแกรมโค้ชชิ่ง เขาเล่าว่าตัวเองไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง เกรดเฉลี่ยอยู่ในระดับ C เกือบทุกวิชา ยกเว้นวิชาพลศึกษาที่ได้ A ด้วยผลการเรียนแบบนี้ โอกาสที่จะได้งานดี ๆ ในระบบมีน้อยมาก ประกอบกับเมื่อชีวิตมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญจากช่วงที่ครอบครัวประสบปัญหาการเงินอย่างหนัก หลังธุรกิจทัวร์ของคุณแม่ซึ่งเคยรุ่งเรืองต้องซบเซาลงจากผลกระทบของโควิด-19 จนเป็นหนี้หลายแสนบาท ทำให้เขาเห็นแม่ร้องไห้และทะเลาะกับพ่ออยู่บ่อยครั้ง สิ่งนี้กลายเป็นแรงผลักดันให้เขาอยากหาทางออกให้ครอบครัว เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเริ่มจากการทำดรอปชิปปิง ตามด้วยการเทรด ก่อนจะลองรับงานเขียนคอนเทนต์การตลาด (copywriting) ส่งข้อความติดต่อลูกค้าหลายร้อยรายตั้งแต่อายุ 14 แต่ก็ล้มเหลวไม่มากก็น้อย กระทั่งเริ่มลองทำคลิปแรงบันดาลใจของตัวเองจนมีผู้ติดตามจำนวนมาก จึงหันไปศึกษาวิธีการทำคอนเทนต์ให้ไวรัลอย่างจริงจัง แล้วนำความรู้นั้นไปสอนคนอื่น
เมื่อ AI กลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจที่มองไม่เห็น… ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การก่อตั้งธุรกิจมักผูกติดอยู่กับการมีทีมงานและเงินทุน แต่ในช่วงปี 2025-2026 ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำหน้าที่แทนทีมงานทั้งฝ่ายพัฒนา การตลาด และบริการลูกค้าได้ในเวลาเดียวกัน งานที่เมื่อก่อนต้องใช้คน 4-5 คน วันนี้ทำคนเดียวได้จริง ปรากฏการณ์นี้ผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Solopreneur” หรือผู้ก่อตั้งและบริหารธุรกิจด้วยตนเองเพียงคนเดียว โดยอาศัย AI เป็นกำลังเสริมแทนการจ้างพนักงานประจำ ตัวเลขที่บ่งชี้การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจแบบไม่มีลูกจ้างในสหรัฐฯ ราว 29.8 ล้านราย สร้างรายได้รวมกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.8% ของ GDP ประเทศ ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือผลประกอบการ ผลสำรวจ New Business Formation 2025 ของ Gusto พบว่าธุรกิจที่เปิดโดยเจ้าของคนเดียวมีกำไรตั้งแต่ปีแรกสูงถึง 77% ขณะที่ธุรกิจซึ่งมีลูกจ้างประจำมีกำไรปีแรกเพียง 54% และ Solopreneur ถึง 93% คาดว่าจะทำกำไรได้ในปี 2025 เทียบกับ
คนใส่ใจความสวยความงามกันมากขึ้น แต่ตลาดสกินแคร์ 20,000 ล้านบาท กลับเติบโตเพียง 0.6% เพราะคนหันไปดูแลตัวเองจากการทำหัตถการที่เห็นผลได้เร็วกว่ามากขึ้น อย่างไรก็ดี การดูแลผิวที่ถูกต้องและยั่งยืนยังคงเริ่มจากการเลือกใช้เวชสำอางที่ดีในทุกๆ วัน ในตลาดสกินแคร์ 20,000 ล้านบาท แบ่งออกได้เป็นตลาดเวชสำอาง (Medical Skincare) มูลค่า 5,000 ล้านบาท โดยมี สมูทอี (Smooth E) แบรนด์เวชสำอางที่อยู่คู่คนไทยมา 30 ปี ติดอยู่ใน Top 5 ของตลาด แต่การอยู่มานานระดับ 30 ปี ก็เป็นโจทย์ยากที่แบรนด์จะต้องเผชิญ สมูทอี ถูกเรียกว่าเป็น “แบรนด์ของคนรุ่นแม่” แบรนด์รุ่นแม่ส่งต่อลูก เภสัชกรศุภาพิชญ์ พิทยานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า สมูทอี (Smooth E) เป็นแบรนด์เวชสำอางอายุ 34 ปี พูดถึงสมูทอี คนก็นึกถึง โฟมไม่มีฟอง แต่นั่นเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ทุกวันนี้สมูทอีมีไลน์ผลิตภัณฑ์เวชสำอางครอบคลุมทุกประเภท แต่ผู้บริโภคไม่ค่อยรู้ ยิ่งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ สมูทอีถูกมองว่าเป็นแบรนด์ของคนรุ่นแม่ เพราะ Gen Z รู้จักแบรนด์มาจากการที่คุณแม่เป็นคนเลือกให้ จึงเป็นโจทย์ให้สมูทอีปรับภาพลักษณ์แบรนด์ตั้งแต่
เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ในงานสัมมนา EXCLUSIVE MEETING : NEW TOURISM NEW ECONOMY: เจาะโอกาสเศรษฐกิจสุขภาพ พลิกอนาคตท่องเที่ยวไทย นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยในช่วง Executive Talk ภายใต้หัวข้อ New Tourism ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทยสู่การเติบโตใหม่ ว่า ที่ผ่านมา ททท. มีการขับเคลื่อนและปรับเปลี่ยนการท่องเที่ยวไทยมาตลอด จากเดิมเน้นขายจุดหมายปลายทาง (Destination) หรือวัฒนธรรมเป็นหลัก มาเป็นการเพิ่มประสบการณ์เชิงบวกให้มากขึ้น โดยนำเสนอคุณค่าผ่านเศรษฐกิจเชิงสุขภาพ (Wellness Economy) พร้อมปรับเปลี่ยนเป้าหมายการดำเนินงาน จากการเน้นจำนวนนักท่องเที่ยวมาเป็นการสร้าง Quality Volume หรือการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง ตามนโยบาย Value Over Volume โดยเน้นการสร้างมูลค่าจากการใช้จ่ายต่อหัวที่สูงขึ้น การขยายระยะเวลาพำนัก (Long Stay) การกระจายรายได้ให้เม็ดเงินจากการท่องเที่ยวไหลลงสู่ชุมชนและผู้คนระดับรากหญ้ามากขึ้น ไม่กระจุกตัวแค่ในธุรกิจขนาดใหญ่ และสร้างความยั่งยืนในการท่องเที่ยวผ่านการลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติจากการท่อ
บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เดินหน้าพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะเขือเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยการปรับปรุงสูตรผลิตภัณฑ์ 2 รสชาติ ได้แก่ น้ำมะเขือเทศ 100% และน้ำมะเขือเทศ 100% สูตรโซเดียมต่ำ พร้อมปรับเปลี่ยนฉลากใหม่สำหรับน้ำมะเขือเทศ ม็อกเทล ภายใต้แนวคิด “True to Nature แท้…อย่างที่ธรรมชาติเป็น” เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ควบคู่กับการสื่อสารคุณค่าของแบรนด์ที่ยึดมั่นในความเป็นธรรมชาติ และการสนับสนุนเกษตรกรไทยมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี การพัฒนาในครั้งนี้ครอบคลุมทั้งการปรับปรุงสูตรผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น และการออกแบบฉลากใหม่ ที่สามารถสื่อสารจุดเด่นของแต่ละผลิตภัณฑ์ได้อย่างชัดเจน พร้อมสะท้อนอัตลักษณ์ของแบรนด์ดอยคำที่ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติในทุกขั้นตอน ตั้งแต่วัตถุดิบจากเกษตรกรไทยจนถึงผลิตภัณฑ์ที่ส่งถึงมือผู้บริโภค ดอยคำ ยังคงนำเสนอผลิตภัณฑ์น้ำมะเขือเทศที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในหลากหลายรูปแบบ ทั้งน้ำมะเขือเทศ 100% ที่ผลิตจากผลมะเขือเทศสดตามธรรมชาติ ไม่เติมน้ำตาล ไม่แต่งสี และไม่แต่งกลิ่น เพื่อคงรสชาติและคุณประโยชน์จากมะเขือ
Time Out สื่อและนิตยสารระดับโลกด้านไลฟ์สไตล์ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว ที่มักนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับร้านอาหาร คาเฟ่ ศิลปะ ดนตรี ภาพยนตร์ และกิจกรรมต่างๆ ในเมืองใหญ่ทั่วโลก ได้เผยการจัดอันดับ The world’s best cities for street food in 2026 หรือ เมืองสตรีทฟู้ดที่ดีที่สุดในโลกปี 2026 การจัดอันดับมาจากการสำรวจครั้งใหญ่ของชาวเมืองกว่า 24,000 คนทั่วโลก โดยให้คนท้องถิ่นให้คะแนนความคุ้มค่าและคุณภาพของอาหารในเมืองของตน รวมถึงแง่มุมเฉพาะต่าง ๆ เช่น ร้านกาแฟ ร้านอาหารเช้า และร้านอาหารหรูหรา เพราะเอาเข้าใจเมื่อพูดถึงการรับประทานอาหารในต่างประเทศ คนก็คงไม่ได้นึกถึงโต๊ะอาหารปูผ้าขาวหรือห้องอาหารที่อึดอัด แต่คงนึกถึงเสียงฉ่าของกระทะ ควันโขมงโฉงเฉง และคำแรกที่เลอะเทอะของอาหารที่ห่อภาชนะง่าย ๆ มากกว่า ผลการจัดอันดับ “โฮจิมินห์” ประเทศเวียดนาม ครองอันดับหนึ่งในฐานะเมืองที่มีอาหารริมทางดีที่สุดในโลก ด้วยคะแนนความพึงพอใจสูงถึง 63% ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเมืองใหญ่ที่มีร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ถึง 6 ร้าน รวมถึงร้าน Ănăn Saigon ที่ยกระดับอาหารริมทางให้กลายเป็นศิลปะชั้นเลิศ ในเวียดนามการได้เดินเข้าไปในตรอก
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีกแบบลดราคา (discount retail) ในประเทศจีนได้กลายเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจที่มีการแข่งขันดุเดือดที่สุด และหนึ่งในผู้เล่นที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในอุตสาหกรรมนี้คือ HotMaxx แบรนด์ค้าปลีกสัญชาติจีนที่เติบโตจากร้านค้าเดียวในเซี่ยงไฮ้ สู่เครือข่ายร้านค้าเกือบพันสาขาภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี จากวิกฤตสต๊อกสินค้าส่วนเกินสู่โมเดลธุรกิจพันล้าน HotMaxx ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2020 โดยผู้ร่วมก่อตั้งสองคนคือ กู่ เสี่ยวเจี้ยน ผู้มีพื้นฐานด้านธุรกิจค้าส่ง และ ฟ่าน จื้อเฟิง ผู้เชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทานอาหาร ทั้งคู่เผชิญปัญหาสต๊อกสินค้าส่วนเกินจำนวนมากในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกหยุดชะงักจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เดิมทีทั้งสองตั้งใจเพียงเปิดร้านเคลียร์สต๊อกชั่วคราวเพื่อระบายสินค้าแล้วปิดกิจการ แต่กระแสตอบรับจากผู้บริโภคกลับดีเกินคาด จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ร้านสาขาแรกเปิดตัวในศูนย์การค้าระดับไฮเอนด์ของเซี่ยงไฮ้ โดยจำหน่ายขนมและเครื่องดื่มที่ใกล้หมดอายุในราคาลดพิเศษ ก่อนจะขยายกลุ่มสินค้าครอบคลุมทั้งสินค้าใกล้หมดอายุ สิน
