Featured How to ข่าววันนี้ รอบโลก

คนเริ่มก่อตั้งธุรกิจคนเดียว เทรนด์ Solopreneur เพราะ AI ทำงานให้ได้หมด ไม่จำเป็นต้องจ้างทีม

เมื่อ AI กลายเป็นผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจที่มองไม่เห็น…

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การก่อตั้งธุรกิจมักผูกติดอยู่กับการมีทีมงานและเงินทุน แต่ในช่วงปี 2025-2026 ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำหน้าที่แทนทีมงานทั้งฝ่ายพัฒนา การตลาด และบริการลูกค้าได้ในเวลาเดียวกัน งานที่เมื่อก่อนต้องใช้คน 4-5 คน วันนี้ทำคนเดียวได้จริง

ปรากฏการณ์นี้ผลักดันให้เกิดผู้ประกอบการรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “Solopreneur” หรือผู้ก่อตั้งและบริหารธุรกิจด้วยตนเองเพียงคนเดียว โดยอาศัย AI เป็นกำลังเสริมแทนการจ้างพนักงานประจำ

ตัวเลขที่บ่งชี้การเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

สำนักงานสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุว่าปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจแบบไม่มีลูกจ้างในสหรัฐฯ ราว 29.8 ล้านราย สร้างรายได้รวมกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 6.8% ของ GDP ประเทศ ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือผลประกอบการ ผลสำรวจ New Business Formation 2025 ของ Gusto พบว่าธุรกิจที่เปิดโดยเจ้าของคนเดียวมีกำไรตั้งแต่ปีแรกสูงถึง 77% ขณะที่ธุรกิจซึ่งมีลูกจ้างประจำมีกำไรปีแรกเพียง 54% และ Solopreneur ถึง 93% คาดว่าจะทำกำไรได้ในปี 2025 เทียบกับ 80% ของธุรกิจที่มีลูกจ้าง

สอดคล้องกับรายงาน SoloFounders/Solopreneur 2025 ของ Carta ที่พบว่าสัดส่วนสตาร์ทอัพที่ก่อตั้งโดยผู้ก่อตั้งคนเดียวเพิ่มจาก 23.7% ในปี 2019 เป็น 36.3% ในครึ่งปีแรกของ 2025 Peter Walker หัวหน้าฝ่าย Insights ของ Carta ระบุว่าการเพิ่มขึ้น 13 จุดในเวลาราว 5 ปี

สะท้อนว่าเทคโนโลยีกำลังลดต้นทุนการก่อตั้งบริษัทลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่บริษัทที่ก่อตั้งคนเดียวในปี 2024 ครองสัดส่วน 30% ของสตาร์ทอัพทั้งหมด แต่ดึงดูดเม็ดเงินระดมทุนได้ 14.7% ของทั้งหมด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ข้อมูลจาก Gusto ยังชี้ภาพผู้ประกอบการที่หลากหลาย ผู้อพยพคิดเป็น 14% ของ Solopreneur รายใหม่ สูงกว่าธุรกิจที่มีลูกจ้างถึงสองเท่า และผู้หญิงคิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่ง โดยเหตุผลหลักที่เลือกเริ่มธุรกิจคือความต้องการเป็นเจ้านายตัวเอง (54%) และความยืดหยุ่นด้านเวลา (53%) มากกว่าเหตุผลด้านรายได้ทันที หากพิจารณาตามประเภทธุรกิจ กลุ่มบริการวิชาชีพอย่างที่ปรึกษาและนักบัญชีมีสัดส่วนธุรกิจไม่มีลูกจ้างสูงเกือบสองในสาม ซึ่งสูงสุดเมื่อเทียบกับภาคอื่น รองลงมาคือบริการชุมชนอย่างสาธารณสุขและการศึกษาที่ 57%

AI คือปัจจัยที่ทำให้แนวโน้มนี้เป็นไปได้

หัวใจสำคัญคือ AI ช่วยลดต้นทุนดำเนินงานได้มากถึง 98% ในบางกรณี นักพัฒนากว่า 84% ใช้ AI ช่วยเขียนโค้ด ทำให้ผู้ก่อตั้งคนเดียวสร้างแอปพลิเคชันใช้งานจริงได้ภายในสุดสัปดาห์เดียว ด้วยต้นทุนไม่ถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ข้อมูลจาก Gusto ระบุว่า Solopreneur ราวครึ่งหนึ่งใช้ Generative AI ตั้งแต่เริ่มธุรกิจ และ 47% ใช้เพื่อลดเวลาที่เสียไปกับงานจุกจิกซ้ำซาก สูงกว่าธุรกิจที่มีลูกจ้างอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้เกือบสองในสาม (64%) ใช้ AI ช่วยงานการตลาด และในกลุ่มบริการส่วนบุคคล มากกว่าครึ่งใช้ AI ดูแลลูกค้าแทนการจ้างแอดมิน AI จึงทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่ยืดหยุ่น ช่วยแก้ปัญหาการบริหารเวลาซึ่งเป็นความท้าทายอันดับหนึ่งที่ Solopreneur ถึง 41% เผชิญ

อย่างไรก็ตาม รายได้เฉลี่ยของ Solopreneur ในสหรัฐฯ อยู่ที่ราว 39,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี และมากกว่าหนึ่งในสามมีรายได้ต่ำกว่า 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ แสดงว่าความสำเร็จไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทุกราย และเกือบหนึ่งในสามยังประสบปัญหาบริหารกระแสเงินสด สะท้อนว่าภาระจากการแบกรับทุกฟังก์ชันธุรกิจด้วยตนเองยังเป็นประเด็นที่ต้องบริหารควบคู่ไปกับการเติบโต

สถานการณ์ Solopreneur ในประเทศไทย

แนวคิด Solopreneur เริ่มได้รับความสนใจอย่างเป็นรูปธรรมในไทย กำลังก้าวสู่การเป็นหนึ่งในสามเศรษฐกิจดิจิทัลใหญ่สุดของอาเซียนภายในปี 2026-2027 โดยตลาดอีคอมเมิร์ซมีแนวโน้มแตะ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผู้ประกอบการรายเดี่ยว โดยเฉพาะกลุ่มโลจิสติกส์ที่ขยายตัว 500% และงานสร้างสรรค์ที่โต 430% ขณะที่ SME ไทยที่นำ AI มาวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและระบบอัตโนมัติ มีรายงานว่าเพิ่มรายได้ได้สูงสุดถึง 90%

ในทางปฏิบัติ เจ้าของธุรกิจไทยที่ยังไม่มีทีมงานสามารถเริ่มจัดวาง AI Agent ตามภาระงานหลัก 5 หมวด ได้แก่ คอนเทนต์ ซึ่งร่นเวลาการเขียนจากราวสามชั่วโมงต่อโพสต์เหลือครึ่งชั่วโมง ดีไซน์ ที่ช่วยออกแบบภาพโซเชียลสม่ำเสมอโดยไม่ต้องจ้างกราฟิก วิดีโอ ที่ผลิตคลิปสั้นพร้อมคำบรรยายได้ในหลักสิบนาที บริการลูกค้า ที่ตอบแชทได้ตลอด 24 ชั่วโมง และการเงิน ที่สรุปรายรับรายจ่ายและออกใบแจ้งหนี้อัตโนมัติ

ขั้นตอนเริ่มต้นสำหรับผู้ที่อยากเป็น Solopreneur ด้วย AI

1. เลือกธุรกิจที่ “สเกลด้วยความรู้” ได้โดยไม่ต้องเพิ่มแรงงาน ควรเริ่มจากงานที่ตนถนัดและสามารถส่งมอบคุณค่าผ่านความรู้หรือทักษะเฉพาะทาง เช่น งานที่ปรึกษา งานออกแบบ หรือธุรกิจอีคอมเมิร์ซขนาดเล็ก เนื่องจากข้อมูลชี้ว่าธุรกิจกลุ่มบริการวิชาชีพมีสัดส่วนการเริ่มต้นแบบไม่มีลูกจ้างสูงที่สุด

2. สำรวจภาระงานของตนเองแล้วจัดหมวดตาม 5 ฟังก์ชันหลัก ได้แก่ คอนเทนต์ ดีไซน์ วิดีโอ บริการลูกค้า และการเงิน เพื่อระบุว่างานใดกินเวลามากที่สุดและควรมอบหมายให้ AI ก่อนเป็นลำดับแรก

3. เริ่มจากเครื่องมือเดียว ใช้จนคล่องก่อนขยับหมวดถัดไป แทนที่จะไล่ทดลองทุกเครื่องมือที่ออกใหม่ ควรเลือก AI หนึ่งตัวต่องานหนึ่งประเภท ฝึกฝนจนเกิดความชำนาญและเห็นผลลัพธ์ชัดเจน จึงค่อยขยายไปยังฟังก์ชันอื่น เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปกับการเรียนรู้เครื่องมือซ้ำซ้อน

4. ควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับต่ำตั้งแต่เริ่มต้น ข้อมูลชี้ว่า Solopreneur จำนวนมากเริ่มธุรกิจด้วยเงินทุนต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ การเลือกใช้ AI แบบสมัครสมาชิกรายเดือนแทนการจ้างพนักงานประจำจึงช่วยรักษากระแสเงินสดในช่วงเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. ใช้คอนแทรกเตอร์เสริมเฉพาะจุดที่ AI ยังทำแทนไม่ได้ เมื่อธุรกิจเติบโตถึงจุดที่ AI ไม่เพียงพอ การจ้างฟรีแลนซ์เฉพาะโครงการยังคงเป็นทางเลือกที่ยืดหยุ่นกว่าการจ้างพนักงานประจำ และช่วยรักษาความเป็น Solopreneur ไว้ได้

6. วางระบบติดตามเวลาและกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการบริหารเวลาและกระแสเงินสดเป็นความท้าทายอันดับต้น ๆ ที่ Solopreneur ส่วนใหญ่เผชิญ การใช้ AI ช่วยสรุปรายรับรายจ่ายและวางแผนล่วงหน้าจะช่วยลดความเสี่ยงด้านการเงินได้อย่างมาก

อ้างอิง : Carta, Gusto

Related Posts

ผู้คนเผชิญความเครียดและหมดไฟ ททท. ปั้น “Wellness” จุดขายใหม่ ดันไทยสู่หมุดหมายท่องเที่ยวสุขภาพและเยียวยา
"มาวินฟินเฟ่อร์" เผยสูตรร้านเล็ก เปลี่ยนอาหารให้เป็นคอนเทนต์ อร่อยอย่างเดียวไม่พอ ต้องหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายให้เป็น 
ดอยคำ ปรับสูตรและฉลาก กลุ่มน้ำมะเขือเทศใหม่ ตอกย้ำแนวคิด “True to Nature”