จากกรณีผู้เข้าสอบใบประกอบวิชาชีพครู ถูกยุติการสอบ หลังแต่งกายไม่ตรงตาม “เพศกำเนิด” ทั้งที่ระเบียบไม่ได้ระบุชัดเจน โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ประสบการณ์ขณะเข้าสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู แต่กลับถูกยุติการสอบกลางคัน โดยคณะกรรมการคุมสอบให้เหตุผล ผู้เข้าสอบท่านนั้น ”แต่งกายไม่ตรงตามเพศสภาพที่ปรากฏในเอกสารทางราชการ” แม้เจ้าตัวจะแต่งกายด้วยชุดที่สุภาพและเหมาะสมตามที่ระเบียบการสอบระบุไว้
โพสต์ดังกล่าวระบุด้วยว่า ผู้เข้าสอบกรณีนี้ ใช้คำนำหน้า “นาย” แต่เลือกใส่กระโปรงมาสอบ ซึ่งถูกมองว่าไม่ตรงกับเพศกำเนิด แม้ในระเบียบของคุรุสภาจะระบุให้ “แต่งกายสุภาพ หรือชุดนักศึกษาตามที่สถาบันการศึกษากำหนด” โดย ไม่มีการระบุชัดเจนว่าให้แต่งกายตามเพศกำเนิด
ทั้งนี้ ผู้เข้าสอบรายนี้ จึงตั้งคำถามต่อการปฏิบัติงานของกรรมการคุมสอบที่ ปล่อยให้เข้าสอบไปแล้วกว่า 30 นาที ก่อนจะมาแจ้งให้ยุติการสอบ ทั้งยังชี้ว่า หากมีแนวปฏิบัติที่เพิ่มเติม ควรแจ้งให้ชัดเจนและรัดกุม ไม่ใช่อ้างอิงเพียงการประกาศบนเว็บไซต์ที่ไม่ปรากฏรายละเอียดครบถ้วน
และกรณีดังกล่าว กำลังกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ โดยมีผู้แสดงความเห็นว่ากระบวนการสอบควรเคารพในความหลากหลายทางเพศ และต้องมีแนวปฏิบัติที่เป็นธรรมและชัดเจน เพื่อไม่ให้ผู้เข้าสอบเสียสิทธิหรือเสียโอกาสโดยไม่เป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เคยสอบถามความคิดเห็นนักธุรกิจระดับประเทศ ที่อยู่ในแวดวงคนหลากหลายทางเพศมายาวนาน อย่าง คุณจ๋า-อลิสา พันธุศักดิ์ คุนผลิน กรรมการผู้จัดการ ทิฟฟานี่โชว์ พัทยา ในวาระ Pride Month เวียนมาบรรจบอีกปี โดยเธอให้ความเห็นไว้อย่างน่าสนใจว่า
“ทุกคนอาจนึกว่า LGBTQ คงได้ทุกอย่างแล้ว แต่จริงๆ ไม่ใช่ อยากบอกว่าสมรสเท่าเทียม เป็นแค่สิ่งที่ทำให้ทุกคนเปิดใจ แต่ทุกคนก็ยังไม่เท่าเทียม ที่ผ่านมาเราพูดตลอดทิฟฟานี่โชว์ คือ กลุ่มนักแสดงคุณภาพที่มีความหลากหลายทางเพศ แต่การเดินทางไปต่างประเทศแต่ละที ทำวีซ่ายากลำบากมาก เพราะว่าพวกเขาใช้คำนำหน้าเป็นผู้ชาย พอติดต่อไปจะถูกบอกให้ทุกคนใส่สูทเป็นผู้ชาย รวบผม ห้ามแต่งหน้า ความจริงในประเด็นนี้รู้สึกว่ามันสุดๆ แล้ว”
“เลยอยากตั้งคำถาม เราเกิดมาในประเทศนี้ เลือกได้ไหม อยากเป็นเพศอะไรก็ให้บอกว่าตัวเองเป็นเพศนั้น หรือไม่ต้องใช้คำนำหน้าว่านาย นางสาว ได้ไหม ถ้าตะขิดตะขวงใจว่านโยบายของรัฐ ยากเกินไปที่ให้เปลี่ยนไปใช้คำนำหน้าของผู้หญิง คุณให้เขาเลือกใช้คำว่า คุณ ก็ได้ หรือไม่ต้องเลือกใช้คำว่า นาย หรือ นางสาว ก็ได้ แต่ไม่ใช่ไปบังคับคนที่แปลงเพศแล้ว หรือยังไม่แปลงแต่แต่งหญิง ให้เขาใช้คำว่านาย เพราะเรื่องข้างในถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่คนอื่นไม่จำเป็นต้องรู้และไม่ต้องเปิดให้ใครเห็น การที่ใครจะเรียกเรา เป็นนาย หรือนางสาว ตัวเราควรต้องพึงพอใจกับคำเรียกนั้นด้วยไม่ใช่หรือ” ผู้บริหารทิฟฟานี่โชว์ บอกจริงจัง
ด้านนักวิชาการ 2 ท่าน อย่าง อาจารย์นุตกานต์ ทองสันทัด และ ดร.พรรษพร สุวรรณากาศ จากคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต ร่วมกันให้ความเห็นในบทความหัวข้อ “LGBTQ+ กับความยุติธรรม เมื่อความหลากหลายยังต้องดิ้นรนในระบบที่ไม่เท่าเทียม” โดยระบุตอนหนึ่งว่า การแต่งงานเพศเดียวกันถูกกฎหมายในหลายประเทศ การรับรู้การมีอยู่ของ LGBTQ+ ต่อทางสังคมดีขึ้น แต่ในมุมที่เงียบงัน ยังมีเรื่องราวที่ไม่ถูกหยิบยกมาพูดถึง เช่น ความรุนแรง การเลือกปฏิบัติ และความอยุติธรรมที่กลุ่ม LGBTQ+ ยังต้องเผชิญอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง
“ทุกคนควรมีที่ยืนในสังคม” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวและไม่ควรถูกมองข้าม หากปรารถนาสังคมที่ปลอดภัย เท่าเทียม และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง ควรมีแนวทางที่จะสามารถยกระดับสิทธิมนุษยชนต่อการเข้าใจความหลากหลายมากขึ้น อาทิ การปรับปรุงหรือการยกเลิกกฎหมายหรือมาตรการที่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลตามอัตลักษณ์ทางเพศ ควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม
การส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ การสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศให้กับเจ้าหน้าที่รัฐผู้บังคับใช้กฎหมาย การสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายกับคนทุกกลุ่มอย่างเป็นธรรม
การสร้างการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่รัฐรวมถึงทุกภาคส่วนเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ การปรับปรุงสถานที่แก้ไขฟื้นฟูให้เหมาะสมกับอัตลักษณ์ ไปจนถึงการผลักดันสถาบันการศึกษาสู่ฐานะผู้มีบทบาทสนับสนุนการเรียนรู้ความหลากหลายที่จะโอบรับและเคารพความแตกต่างได้อย่างแท้จริง
“LGBTQ+ ไม่ควรต้องเดินบนถนนที่เต็มไปด้วยความกลัว เพียงเพราะความเป็นตัวตนของตนเอง หากเรายอมรับว่าความหลากหลายคือความงาม เราก็ต้องยอมรับว่าความเป็นธรรมต้องเป็นของทุกคน ไม่ว่าจะเพศไหนหรือรักใครก็ตาม” นักวิชาการไทยทั้ง 2 ท่าน ระบุ
