Video Content
เรื่องราวของ Gen Z ที่ถูกเลย์ออฟ สู่การเปิดคาเฟ่หน้าบ้าน “Babunok Tea Bar (บาบุนก ที บาร์)” ร้านเล็กแต่ชงด้วยใจทุกแก้ว ของ “คุณแบม-วศินี อินทรีย์ทอง” วัย 25 ปี ชูความเป็นใต้แท้ๆ ผ่านวัตถุดิบ และสูตรการชงที่เรียนรู้มาจากคุณน้าผู้เป็นเจ้าของร้านชาใต้ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เธอใช้เวลาเพียง 3 วันในการเรียนรู้ เพราะมีพื้นฐานการเป็นบาริสต้ามาก่อนแล้ว จึงสามารถเริ่มต้นเปิดร้านได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้พื้นที่หน้าบ้านย่านบางกรวยเป็นคาเฟ่บาร์อิฐบล็อก ที่ประหยัดต้นทุน และเคลื่อนย้ายสะดวก จนกลายเป็นเอกลักษณ์ของร้านก่อนถูกเรียกว่า ร้านบาร์อิฐบล็อก มาถึงตอนนี้ อย่างไรก็ตาม แม้ Babunok Tea Bar จะเปิดมาได้ไม่นาน แต่สามารถเข้าไปอยู่ในใจลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว จากรสชาติ คุณภาพ และราคาเข้าถึงง่าย เริ่มต้นแก้วละ 50 บาท ทำให้มีรายได้เฉลี่ยเดือนละหลักแสนบาท
จากความฝันแรกที่อยากเป็นพิธีกร สู่การเขียนบทซิตคอมในรายการตลกชื่อดัง “Joker Family” โดยเรียนรู้ตั้งแต่การคิดโครง สถานการณ์ ทำอะไรที่ไหนอย่างไร ต้นกลางจบเป็นยังไง ไดอะล็อก จังหวะ การใช้สีหน้าแววตา จนทำให้รู้ว่า “ศาสตร์ของตลก” ไม่ใช่เรื่องง่าย วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณไบรท์-เอกรัตน์ คงสถิตย์ กับเรื่องราวเบื้องหลังกว่าจะมาเป็นช่อง “ไบรท์ไร้ไขมัน” จากคนที่ชอบเสพรายการตลก กลายเป็นคนที่ต้องมาเล่นตลกเอง เริ่มจากหยิบสถานการณ์ใกล้ตัวมาทำคอนเทนต์ในติ๊กต็อก สร้างเอกลักษณ์ หยิบสถานที่ต่างๆ มาทำเป็นคาแร็กเตอร์พูดคุยกัน ทำให้คลิปสนุก และ Relate กับความรู้สึกคน ไม่ว่าจะเป็น เรื่องราวของพนักงานออฟฟิศที่สะท้อนสังคมทำงาน, เรื่องราวในโรงเรียน ที่สร้างเส้นเรื่อง ทำให้ยิ่งใหญ่ แต่กว่าจะได้ออกมาคลิปล้านวิวนั้น ต้องใช้เวลาในการคิดบท คิดเรื่องราว ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการที่ยากที่สุดของช่องไบรท์ไร้ไขมัน ปัจจุบันมีหลายจักรวาล อาทิ โรงเรียน, จังหวัด, ฟุตบอล, ออฟฟิศ เป็นต้น
ท่ามกลางความวุ่นวายในกรุงเทพฯ ลึกเข้าไปในซอยจรัญ 13 แถวๆ นั้นจะมีร้านอาหารใต้สไตล์ชุมพรอยู่ร้านหนึ่ง ถ้าไม่ได้ตั้งใจมาจริงๆ ยังไงก็หาไม่เจอ ในบริบทที่บอกนี้ ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่า “เป็นร้านลับ” แต่อย่างใด แต่ร้านนี้เขามีซิกเนเจอร์ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง ปิดตา หรือ Pidta.Bkk ร้านอาหารใต้สไตล์ชุมพรของสองแม่ลูกคู่ซี้ ที่เปิดขายอยู่ในซอยพาณิชยการธนบุรี 11 เดินเข้าไปในซอยเจอกับบ้านปูนผสมไม้ 2 ชั้น รั้วหน้าบ้านสีเขียว มีต้นไม้ใหญ่ดูร่มรื่นอยู่หน้าบ้าน เมื่อเปิดประตูรั้วเข้าไป สิ่งแรกที่จะออกมาทักทายก่อนใคร ยกให้กับเจ้าตูบสีขาว ชื่อว่า “ความสุข” รีบวิ่งออกมารับรองแขกที่มาเยี่ยมทันที อ่านบทความเพิ่ม https://www.khaosod.co.th/sentangsedtee/featured/article_318641
เรื่องราวของ คู่รักวัยเกษียณ คุณดามพ์ ภูมิจิตร และ คุณพิม-ศิริเพ็ญ ปรุงวนิชศิริ แม้จะเกษียณจากงานประจำแล้ว ยังช่วยกันเริ่มต้นสร้างอาชีพใหม่ เปิดคาเฟ่เล็กๆ ในบ้านของตัวเอง ชื่อว่า “Dough A Lot” ด้วยเพราะต้องซ่อมบ้านหลังเก่าอายุ 30 ปี ที่อยู่อาศัยมานาน ประกอบกับความชอบทำขนมปังของคุณพิม จึงกลายเป็นโอกาสในการต่อยอดเป็นธุรกิจเล็กๆ แม้ในตอนแรกจะไม่ได้ตั้งใจเปิดเป็นคาเฟ่ แต่ด้วยสไตล์ร้านที่อบอุ่น การตกแต่งที่ถูกใจลูกค้า รวมถึงเมนูเบเกิล เพรทเซล และเครื่องดื่มรสชาติดี จึงทำให้ใครๆ ต่างเรียกร้านนี้ว่า “คาเฟ่” ความโดดเด่นของ Dough A Lot คือขนมปังโฮมเมดที่คุณพิมใส่ใจทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ การทำสดใหม่ ไปจนถึงซอสทุกชนิดที่ทำเองทั้งหมด ส่งผลให้รสชาติแตกต่างและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ส่วนเมนูเครื่องดื่ม เป็นฝีมือการชงของคุณดามพ์ แม้จะไม่ใช่คอกาแฟ แต่ก็ศึกษาจนเข้าใจทั้งข้อดีและลักษณะของกาแฟแต่ละแบบ จนสามารถชงออกมาได้รสชาติกลมกล่อม นอกจากนี้ยังมีเมนูยอดนิยมอย่าง มัทฉะ ที่ขายดีไม่แพ้กัน หากอยากแวะเวียนไปไปร้าน Dough A Lot 📍ร้านเปิด : วันอังคาร ถึงวันศุกร์ เวลา 09.30-15.00 น. โทร. : 082-515-1641
จากอารีย์ ร้านขนมไทยไวรัลโซเชียล ผ่านไป 6 ปี วันนี้ “ยายทำให้หลานขาย” มีคาเฟ่ขนมไทยริมน้ำ เป็นของตัวเองแล้ว คาเฟ่แห่งนี้ เกิดจากความฝัน ของ คุณปู-อนงค์นาฎ สุหาลา เธอมองว่าจุดสูงสุดของแบรนด์ยายทำให้หลานขาย คือการมีคาเฟ่ริมน้ำ เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่างให้ลูกค้าที่อุดหนุนกันมายาวนาน 6 ปี จนเมื่อได้ทำเลริมน้ำย่านท่าอิฐ เธอจึงเนรมิตพื้นที่แห่งนี้ให้เป็นคาเฟ่ท่ามกลางธรรมชาติ เน้น ต้นไม้ ดอกไม้ และเสิร์ฟขนมไทยกว่า 100 เมนู เพื่อให้ลูกค้าไม่พลาดสักรสชาติความอร่อย จัดใส่ในภาชนะจากธรรมชาติ ทั้งกระทงใบตอง และเครื่องจักสาน จนทำให้คาเฟ่แห่งนี้ กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่แห่งย่านท่าอิฐ ที่มีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนตั้งแต่ช่วงเช้าที่ร้านเปิด และยังสร้างรายได้ถึง 2 หมื่นบาทตั้งแต่วันแรกที่เปิดบริการ ช่องทางการติดต่อ คาเฟ่ เปิด 8.00-18.00 น.(หยุดวันจันทร์) ติดต่อคาเฟ่โทร : 099-0532538
เคยสงสัยไหมว่า การเดินทางของขยะจากมือเรา เมื่อทิ้งแล้วไปอยู่ที่ไหน? ในคอลัมน์ #Sustainability “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปร่วมพูดคุยกับ คุณก้อง-ชณัฐ วุฒิวิกัยการ อดีตนักเล่าเรื่อง พิธีกรรายการชื่อดัง สู่ สายกรีนตัวจริง ที่เล่าเรื่อง “ขยะ” ให้สนุก เข้าใจง่าย เป็นการย่อยข้อมูลรวบรวมออกมา จนเกิดเป็นช่อง Konggreengreen การเดินทางของ “ขยะ” ถ้าไม่เกิดการแยกขยะนั้น จะถูกนำไปเทรวมอยู่ที่ “บ่อขยะ” กองทับถมกันจนกลายเป็น “ภูเขาขยะ” ซึ่งขยะทุกกิโลหรือทุกตันที่นำไปทิ้งที่บ่อขยะนั้น แค่เฉพาะใน กทม. อย่างเดียว ต้องใช้เงินจำนวน 7,000 ล้านบาทต่อปี เลยทีเดียว นอกจากนี้ ปัจจุบันจำนวนบ่อขยะในประเทศไทย มีมากถึง 2,000 แห่ง ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงปัญหาของการจัดการขยะในไทย ดังนั้น หากสามารถลดปริมาณขยะโดยเริ่มจากการแยกขยะได้ อาจจะทำให้ลดปริมาณขยะที่จะเดินทางไปยังบ่อขยะ และส่งผลให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลง สารเคมีไม่หลุดลอดลงสู่ธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตไม่ถูกทำลาย
“ทำร้านลาบก็เท่ได้ ไม่จำเป็นต้องธรรมดา” เรื่องราวของ “Studio Larb” (สตูดิโอลาบ) ร้านที่เกิดจากส่วนผสมอันลงตัวของ ตั้ม-กฤตวัฒน์ สุริย์ และหุ้นส่วนอีก 3 คน เหมือน “ลาบที่ครบรส” ไปด้วย พริก ข้าวคั่ว และน้ำปลา เพราะร้านนี้อัดแน่นไปด้วยตัวตนของตั้มและเพื่อนๆ ที่ช่วยกันนำของสะสม ตั้งแต่ แผ่นเสียง เฟอร์นิเจอร์ ไปจนถึงของตกแต่งชิ้นเล็กชิ้นน้อย มาตกแต่งร้าน สลับสับเปลี่ยนกันมาเปิดแผ่นเสียงเพิ่มความม่วน ทั้งพลงแจ๊ส ฮิปฮอป เร็กเก้ ลูกกรุง ไทยเดิม ยิ่งเพิ่มอรรถรสในการกินอาหารอีสานสูตรนครพนม ที่ตั้มบอกอย่างภูมิใจว่าเป็น “รสมือพ่อ รสมือแม่” ของเขา จึงทำให้ร้านนี้กลายเป็น “อีสานโมเดิร์น” ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว สร้างประสบการณ์ให้ลูกค้ารู้สึก “พิเศษ” และ “เท่” กว่าใคร เมื่อได้มานั่งกินลาบ 📌2/9 พหลโยธิน, กรุงเทพฯ หน้าร้านสังเกตง่ายป้าย ลาบ ลาบ ลาบ 📍https://g.co/kgs/pS539Vg ✅ Line OA : https://lin.ee/jyq59zj ☎️ 064-586-6029 ร้านเปิดเวลา 17.00-23.59 น. หยุดทุกวันพุธ
“ไอศกรีมของเรามันจะเป็นไอศกรีมโบราณ จะเหลวๆ หน่อย จะเน้นตัวนี้ขึ้นมาทำ ไม่เน้นตัวที่แข็งมาก” เธอเล่า.ไอศกรีมกะทิสดโบราณของจุยไอศกรีม ต้องอาศัยฝีมืออย่างแท้จริงในการปั่น โดยเจ๊ใหม่สามารถทำไอศกรีมให้แข็งได้ภายในครึ่งชั่วโมงต่อถัง ซึ่งเร็วกว่าคนอื่นๆ ที่อาจใช้เวลานับชั่วโมง ความหวานมัน หอมกะทิสด และเครื่องที่แน่นจุกๆ ทั้งลอดช่อง ข้าวโพด ทับทิมกรอบ และขนุน ในราคาที่จับต้องได้คือสิ่งที่ทำให้ “จุยไอศกรีม” แตกต่างและครองใจลูกค้ามานานหลายสิบปี.แม้ปัจจุบันจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่เจ๊ใหม่ยังคงยึดมั่นในหลักการสำคัญของร้าน นั่นคือ การแบ่งปัน ราคาไอศกรีม 10 บาท เป็นราคาที่ไม่ได้หวังกำไร แต่คือการสร้างแรงดึงดูดและให้ลูกค้าได้จับต้องได้ อ่านบทความเพิ่มเติม https://www.khaosod.co.th/sentangsedtee/featured/article_316269
จากเชฟ สู่พ่อค้าคั่วไก่ เรื่องราวของ สุพรรษพงษ์ กุลชนะรมย์ หรือ เชฟโอ๊ต หลังจากอยู่ในวงการเชฟมานานกว่า 20 ปี ก็ถึงจุดที่ทำให้เขาอยากเป็นนายตัวเอง อยากมีธุรกิจ อยากเหนื่อยแล้วได้กับตัวเอง ได้กับครอบครัว กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “คั่วไก่ ไอ้เครา” ร้านที่เริ่มต้นจากความชอบกินเมนูเส้น แต่กว่าจะเปิดอย่างจริงจัง เชฟโอ๊ตใช้เวลาทดลองสูตรร่วมๆ 2 ปี เขาลงครัวฝึกซ้อม จนถึงขั้นนึ่งเส้นเอง จากนั้นถึงกลับมาเปิดร้านคั่วไก่ ไอ้เครา ที่ถนนข้าวสาร โลเคชันของเด็กยุค 90 ที่เขาหลงใหลและชอบไปทุกครั้งเวลากลับมาเมืองไทย แม้ในปัจจุบันหน้าร้านบนถนนข้าวสารจะปิดตัวไปแล้ว แต่ลูกค้าสามารถไปลิ้มรสความอร่อยได้ที่ร้านคั่วไก่ ไอ้เครา ริมถนนวุฒากาศ 55 ซึ่งไม่ได้มีแค่เมนูคั่วไก่อย่างเดียว แต่ยังมีคั่วไก่ออริจินัลโรยผงหม่าล่า สุกี้แห้ง ข้าวผัดรถไฟ รวมถึงข้าวกะเพราอีกหลากหลายเมนูให้เลือก โดยเปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่ 10.30-20.00 น. เฉพาะวันอาทิตย์ เปิดตั้งแต่เวลา 10.30-16.00 น. สามารถติดตามวันเปิด-ปิดได้ที่เพจ Thebeardboy2018
“ลงมือทำ สำคัญที่สุด” คือประโยคสั้นๆ ที่สรุปเส้นทางชีวิตของ “แต๊งค์-พงศกร มหาเปารยะ” อดีตนักแสดงหนุ่ม ที่วันนี้หันมาทอดหมูก้อนส่งดีลิเวอรี ด้วยความเชื่อว่า “ของอร่อย ต้องมีตัวตนของคนทำ” และถ้าใครจำได้ เมื่อไม่นานมานี้ “แต๊งค์” เคยผันตัวเข้าสู่วงการโหราศาสตร์ รับเปิดไพ่ดูหมอ ให้ผู้สนใจ ในฐานะ “หมอดูหนุ่ม หน้าตาดี” มาแล้ว “การเป็นหมอดู ไม่ได้มาจากการเลือก แต่เป็นบทบาทที่โอกาสพาเข้ามา มีคนเข้ามาหาเราแล้วเขาสบายใจ แต่จริงๆ เราไม่มีความสุข” แต๊งค์ เล่าย้อนอย่างนั้น และว่า แม้จะช่วยเหลือคนอื่นได้ แต่กลับต้องรับฟังทุกข์ รับฟังปัญหามากมาย จนเหมือนพลังชีวิตถูกดูดออกไปเรื่อยๆ “ยืนทอดหมูทั้งวัน ยังไม่เหนื่อยเท่ากับดูดวงให้คนเดียว” เขาย้ำกับเสียงหัวเราะเบาๆ ก่อนบอกว่า ถึงเวลาค่อยๆ ถอยออกจากวงการดูดวง และมองหาความสุขแท้จริงของชีวิต “ถึงเวลาแล้วที่จะทำสิ่งที่อยากทำมานาน” เขาว่า และสิ่งนั้นคือ “ศิลปะ” ที่ผ่านมา แต๊งค์ เคยจัดแสดงผลงานศิลปะมาแล้ว และเขามองว่า “การทำอาหาร” ก็เป็นงานศิลปะแบบหนึ่ง รากฐานเริ่มต้นจากเมนูโปรดของคุณย่า “หมูก้อนทอด” เมนูที่เรียนรู้ตั้งแต่เด็ก และหาซื้อจากร้านไหนก็ไม่เคยเจอรสชา
