News

แผงโซลาร์เซลล์ท่วมประเทศ พลังงานในวันนี้กลายเป็นขยะวันหน้า

การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ กำลังขยายตัวอีกจากการเปิดรับซื้อไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จากภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเร็วๆ นี้ ภาครัฐจะเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเสรีอีกด้วย เมื่อรวมกับกระแสของระบบกักเก็บพลังงานในรูปแบบ “แบตเตอรี่” หรือ energy storage คาดการณ์ได้ว่าปริมาณแผงโซลาร์เซลล์ในประเทศจะเพิ่มขึ้นอีก แต่ประเด็นที่อาจจะถูกมองข้ามคือ เมื่อแผงโซลาร์เซลล์หมดอายุและกลายเป็น “ขยะ” จะจัดการอย่างไร องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development : TBCSD) ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute : TEI) จัดเสวนา “แนวทางการจัดการซากแผงโซลาร์เซลล์ของภาคอุตสาหกรรม” เพื่อหาคำตอบไปเมื่อเร็วๆ นี้

ผศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์ ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฉายภาพโซลาร์เซลล์ของประเทศในขณะนี้ว่า เมื่อพิจารณาจากแผนส่งเสริมพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือแผน AEDP (Alternative Energy Development Plan 2558-2579) จะมีแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งรวม 6,000 เมกะวัตต์ ซึ่งแผงเหล่านี้ก็จะเป็นซากขยะสะสมใน 20 ปีข้างหน้า สูงถึง 7.5 แสนตัน หรือประมาณ 36 ล้านแผง โดยปัจจุบันมีการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แล้ว 2,600 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 15 ล้านแผง และจะกลายเป็นขยะ 5.1 แสนตัน จึงเริ่มวิจัยเพื่อหาแนวทางจัดการขยะดังกล่าว ซึ่งปัจจุบันใช้วิธี “ฝังกลบ” เท่านั้น แม้ผู้ผลิตจะระบุว่าแผงโซลาร์จะมีอายุใช้งานที่ 20 ปี แต่ในระหว่างกระบวนการผลิตหรืออื่นๆ จะมีแผงที่ชำรุด หรือเสื่อมคุณภาพเกิดขึ้นในระบบต่อเนื่อง เพราะแผงโซลาร์เซลล์ในตลาดมีหลายเกรดและคุณภาพต่างกัน ฉะนั้นปริมาณขยะโซลาร์อาจจะ “มากกว่า” ที่คาดการณ์ไว้

สำหรับแนวทางจัดการแผงโซลาร์ที่มีความเป็นไปได้ คือ 1. คัดแยกด้วยมือ 2. รีไซเคิล และ 3. บดและเข้ากระบวนการสกัดโลหะออกมาใช้ประโยชน์สูงสุด เช่น เงิน, ซิลิคอน, อะลูมินัม, ตะกั่ว, แคดเมียม และอินเดียม ซึ่งนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอื่น เช่น นำไปเป็นส่วนประกอบของจอแอลอีดี (LED)

ทั้งนี้ ผศ.ดร.พิชญระบุว่า ในอนาคตยังจะมีแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (energy storage) ทำให้ขณะนี้กลุ่มธุรกิจเหมืองแร่และพลังงานเริ่มวิเคราะห์ว่า เทรนด์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้จะทำให้อนาคตเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ในปี ’59 ที่ผ่านมา ทั่วโลกมีการติดตั้งแผงโซลาร์รวม 222 กิกะวัตต์ ซึ่งในปี 2560 คาดว่าจะเพิ่มเป็น 300 กิกะวัตต์ โดยกำลังผลิตส่วนใหญ่อยู่ในแถบยุโรป เช่น เยอรมนี จากนี้จะเริ่มมาขยายในแถบเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศจีน ทั้งนี้ ได้ศึกษาส่วนของการจัดการในเยอรมนี และญี่ปุ่นนั้น กฎหมายที่ใช้ควบคุมดูแลแผงโซลาร์เทียบเคียงมาจากสหภาพยุโรปเป็นหลัก ผู้ที่จะต้องรับผิดชอบในการกำจัดแผงโซลาร์คือ “ผู้ผลิต” และ “ผู้นำเข้า” กฎหมายของเยอรมนีระบุว่า ในอนาคตจะต้องรีไซเคิลได้ 80% ของน้ำหนักแผง ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นระบุผู้รับผิดชอบกำจัดแผงคือ “เจ้าของแผงโซลาร์” เพราะถือว่าได้รับประโยชน์จากแผงโซลาร์ไปแล้ว

ดร.พิชญมองว่า สำหรับไทยจะต้องพิจารณากันตั้งแต่ “แหล่งกำเนิด” เช่น เป็นโรงไฟฟ้า หรือติดตั้งบนหลังคาบ้าน จากนั้นจะต้องหาจุดรวบรวมขยะแผงเหล่านี้ ในกรณีที่นำไปใช้ประโยชน์ต้องมองว่า คุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจหรือไม่ และต้องมองให้ครอบคลุมกับผู้มีความเกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้รวบรวม และผู้รับรีไซเคิล ต้องหารือให้ชัดก่อนที่นำเสนอต่อภาครัฐในการกำกับดูแลต่อไป


ด้านภาคเอกชนในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ นายจตุพร โสภารักษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ พัฒนาธุรกิจเกี่ยวเนื่องและธุรกิจใหม่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH เผยว่า การใช้ประโยชน์จากโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าจะกลายเป็นขยะในอนาคตต่อจากนี้นั้น ส่วนของเอกชนรอความชัดเจนจากภาครัฐในการกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อดูแลซากแผงโซลาร์ในอนาคต เพราะราชบุรี โฮลดิ้งส์ มีโครงการโซลาร์ฟาร์มรวม 44 เมกะวัตต์ (ถือในสัดส่วน 24 เมกะวัตต์) รวมถึงมีโครงการอื่นๆ ในต่างประเทศประมาณ 42 เมกะวัตต์ และคาดว่าในอีก 20 ปีก็จะเริ่มมีแผงทยอยหมดอายุ ซึ่งบริษัทก็มีนโยบายการทำธุรกิจที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันไม่มีโรงงานรีไซเคิลแผงโซลาร์ แต่จะมี 1 โรงที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและแล้วเสร็จในปี 2561 ซึ่งในอนาคตภาครัฐควรมีการส่งเสริมโรงงานประเภทนี้มากขึ้น

ราชบุรี โฮลดิ้งส์ได้ประเมินแผงโซลาร์ที่ถือครองอยู่ประมาณ 3 แสนแผง หรือประมาณ 5,800 ตัน มีกระจกเป็นองค์ประกอบ 80% อีก 10% เป็นอะลูมิเนียม ซึ่งโจทย์สำคัญที่เหลือ 10% ที่เป็นซิลิคอน และคอปเปอร์ อยู่ระหว่างศึกษาว่าจะนำมาใช้ประโยชน์อย่างไร

“อยากให้ภาครัฐผลักดันเรื่องนี้ให้ชัดเจน และควรมีผู้รับผิดชอบชัดเจน ในเรื่องของโซลาร์เซลล์ไม่ได้มีแค่เรื่องแผงเท่านั้น เช่น อินเวอร์เตอร์ หม้อแปลง แต่เมื่อมีแบตเตอรี่เพิ่มขึ้นมา โรงกำจัดปัจจุบันก็ใช้วิธีเก็บส่วนประกอบทั้งหมดไม่สามารถแยกชิ้นส่วนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อภาครัฐจะส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้าอีก”

ถัดมาคือ นายพงษ์ภัทร พุกะนัดด์ ผู้จัดการสายงานพัฒนาธุรกิจองค์กร บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ในประเทศ มีกำลังผลิต 182 เมกะวัตต์ และมีโครงการในญี่ปุ่นรวม 140 เมกะวัตต์นั้น ได้หารือกับผู้ผลิตแผงที่ป้อนให้กับโครงการไว้อยู่แล้วคือ วิธีการรีไซเคิล เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลแล้วจะได้กระจก อะลูมิเนียม และอื่นๆ ซึ่งมองว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อ ซึ่งภาครัฐจะต้องกำหนดหลักเกณฑ์ออกมาให้ชัดด้วยว่าจะมีการบริหารจัดการซากแผงโซลาร์อย่างไร

ขอขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันจันทร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2560 – วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน 2560

Related Posts