Featured News เทคนิคเกษตร

ไขข้อสงสัย “น้ำมันมะพร้าว” ลดความอ้วนได้จริงหรือไม่

มะพร้าว เป็นทั้งอาหารและยาคู่วิถีชีวิตคนไทยมาช้านาน ภูมิปัญญาของไทยเราเรื่องมะพร้าวก็ไม่น้อย หน้าชาติอื่น อย่าง อินเดีย ศรีลังกา หรือฟิลิปปินส์ แม้ถิ่นกำเนิดของมะพร้าวจะไม่อยู่ที่เมืองไทย แต่อยู่ที่เกาะโคโคส (Cocos Island) ในมหาสมุทรอินเดีย อันเป็นที่มาของชื่อทางวิทยาศาสตร์ของมะพร้าว ว่า Cocos nucifera L. และมีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า โคโค้ปาล์ม (Coco Palm) หรือต้นโคโค้นัท (Coco Tree)

อย่างไรก็ตาม พี่ไทยเราก็สนิทสนมคุ้นเคยกับต้นไม้ชนิดนี้ในภาษาไทยของเราเอง ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างไปตามท้องถิ่นว่า มะพร้าว (ภาคกลาง) หมากอุ๋น หรือหมากอุน (ภาคเหนือ) พร้าว (ภาคใต้) ย่อ (ในภาษาไทยมาลายู) หรือ โดง (ในภาษาของชาวสุรินทร์) เป็นต้น

บรรพชนไทย ถือว่ามะพร้าวเป็นต้นไม้จากสรวงสวรรค์ เป็นพรที่เทพเจ้าประทานให้มนุษย์ ไม่ว่ามนุษย์ปรารถนาอะไรในการยังชีพ ก็สามารถขอได้จากมะพร้าว ดังนั้น ในประเพณีชีวิตของคนไทยจึงใช้มะพร้าวในการประกอบพิธีมงคล เช่น แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่

ในทางปริศนาธรรม ต้นมะพร้าว เป็นสัญลักษณ์ของ “พระนิพพาน” ดังเพลงกล่อมเด็กของชาวปักษ์ใต้ว่า “มะพร้าวนาฬิเก ยืนโดดเด่นโนเนอยู่กลางทะเลขี้ผึ้ง ฝนตกไม่ต้องฟ้าร้องไม่ถึง” ซึ่งทั้งหมดนี้ก็อุบายของคนโบราณที่ต้องการให้ลูกหลานปลูกมะพร้าวไว้ใช้สอยทุกครัวเรือน คนไทยจึงผูกพันกับมะพร้าวตั้งแต่อยู่ในท้องแม่จนตาย

กล่าวคือ น้ำมะพร้าวอ่อนเป็นยาบำรุงครรภ์ (สำหรับสตรีมีครรภ์เกิน 5 เดือน) และสำหรับคุณแม่ลูกอ่อน น้ำมะพร้าวนาฬิเก (ชื่อมะพร้าวชนิดหนึ่ง มีผลเล็กสีเหลืองหรือส้ม น้ำหอมหวาน) ก็เป็นกระสายยา ช่วยให้น้ำนมคุณแม่ไหลออกดี และยังเป็นยาช่วยบำบัดโทษแห่งกุมารดีนัก และตอนตายก็ยังใช้น้ำมะพร้าวล้างหน้า ชำระหน้าตาให้สะอาดบริสุทธิ์ก่อนเดินทางไปสู่ปรโลก


ส่วนต่างๆ ของมะพร้าวตั้งแต่ยอดมะพร้าว น้ำ เนื้อ กะลา เปลือกผล เปลือกต้น ลงไปจนถึงรากมะพร้าว ล้วนมีสรรพคุณในทางยาทั้งนั้น ซึ่งอาจจะกล่าวถึงในคราวต่อไป แต่ตอนนี้ขอเม้าธ์ประเด็นที่กำลังเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ เรื่องการใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นยาลดความอ้วน อย่าหาว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนกันเลยนะ

ทุกวันนี้คนไทยส่วนใหญ่ใช้น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง กระทั่งน้ำมันทานตะวัน น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด ในการปรุงอาหาร ทั้งผัด ทั้งทอด จนลืมไปแล้วว่าน้ำมันพืชที่ใช้ในการปรุงอาหารของคนไทยแต่ดั้งเดิม คือน้ำมันมะพร้าว และน้ำกะทิ เพราะแต่ก่อนคนไทยไม่มีน้ำมันปาล์ม หรือน้ำมันถั่วเหลือง

อาหารไทยทั้งคาวและหวานย่อมขาดกะทิไม่ได้ แน่นอนกะทิเมื่อถูกความร้อนก็แปรสภาพเป็นน้ำมันมะพร้าวด้วยไม่มากก็น้อย คนไทยเราบริโภคกะทิและน้ำมันมะพร้าวกันมาหลายชั่วอายุคน โดยไม่ค่อยได้บริโภคน้ำมันพืชอย่างอื่น แต่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องโรคอ้วนจนน่าวิตก

จนเมื่อเริ่มมีข้อมูลทางโภชนาการยุคแรกประกาศออกมาว่า น้ำมันมะพร้าว และน้ำกะทิ มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงกว่าน้ำมันพืชทุกตัว ไม่ควรบริโภคเป็นอาจินต์ เพราะจะทำให้เกิดไขมันในเลือดสูง ก่อผลร้ายต่อสุขภาพตามมา เช่น ความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมอง หรือในหัวใจตีบตัน ผู้บริโภคสมัยใหม่จึงรังเกียจกะทิ และน้ำมันมะพร้าว หันไปบริโภคน้ำมันพืชชนิดมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวแทน

จริงอยู่น้ำมันมะพร้าวมีกรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Futty acid) สูงถึง 73% รองลงมาคือ น้ำมันปาล์มมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง 50% แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า น้ำมันพืชชนิดอื่น เช่น น้ำมันถั่วเหลือง จะไม่มีกรด  ไขมันอิ่มตัวเลย เพียงแต่มีน้อยกว่า คือราว 15%

แต่การที่มีน้อยกว่ามิได้หมายความว่า น้ำมันถั่วเหลืองจะไม่มีอันตรายต่อสุขภาพเลย เพราะแม้น้ำมันถั่วเหลืองจะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Futty acid) ถึง 85% แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดหลายตำแหน่ง (Poly unsaturated Fatty acid) สูงถึง 61% ซึ่งมีโอกาสเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ง่าย ทำให้เซลล์มีความเสียหาย จนอาจจะกลายเป็นเนื้อร้าย (มะเร็ง) ได้

ดังที่พบว่ากินอาหารไขมันสูงสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็ง

มิหนำซ้ำกรดไขมันอิ่มตัวทั้งหมดของน้ำมันถั่วเหลืองก็เป็นชนิดสายโซ่ยาว (Long chain Triglyceride) ซึ่งย่อยสลายเป็นพลังได้ยาก และง่ายต่อการสะสมเป็นเนื้อเยื่อไขมันในร่างกาย ถ้าบริโภคมากๆ ก็ทำให้เกิดภาวะโรคอ้วนได้

ตรงกันข้าม กรดไขมันอิ่มตัวในน้ำมันมะพร้าว แม้จะมีสูงมากแต่ส่วนใหญ่ถึง 71% จะเป็นสายโซ่กลาง (Medium Chain Triglyceride หรือ MCT) ซึ่งเป็นไขมันที่ร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมไปใช้ได้ง่ายกว่าไขมันที่มีสายโซ่ยาว ซึ่งพบเป็นส่วนใหญ่ในน้ำมันพืชชนิดอื่น การที่น้ำมันมะพร้าว เอ็มซีที (MCT) ถูกย่อยและดูดซับได้ง่ายกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องอาศัยน้ำดีจากตับอ่อนมาช่วยย่อย ในขณะที่ไขมันสายโซ่ยาวจำเป็นต้องใช้น้ำดีช่วยย่อย

คุณสมบัติของน้ำมันมะพร้าวที่ย่อยและดูดซับได้ง่าย และไม่สะสมในตับนี่เอง ดังนั้น ทางการแพทย์จึงนำ เอ็มซีที (MCT) ที่มีอยู่มากในน้ำมันมะพร้าวมาใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารหรือนมให้แก่ทารกคลอดก่อนกำหนดหรือทารกที่มีปัญหาเรื่องการย่อยและดูดซึม หรือผู้ป่วยวัยอื่นที่มีปัญหาตับอ่อนไม่สามารถสร้างน้ำดีย่อยไขมันได้

น่าอัศจรรย์ไหม ที่พฤติกรรมการบริโภคน้ำมันมะพร้าวของคนไทยสมัยก่อน มาสอดคล้องกับความรู้โภชนาการสมัยใหม่ เรื่อง เอ็มซีที จนทำให้เราต้องกลับมาทึ่งภูมิปัญญาไทย เรื่องน้ำมันมะพร้าวกันอีกครั้ง

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าน้ำมันมะพร้าว จะมี เอ็มซีที อยู่สูง จนดูเหมือนว่าจะมีแต่ประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ความจริงแล้วไขมันทุกชนิดมีพลังงานเท่ากันหมด คือ 1 กรัม ให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี ดังนั้น การกินอาหารแล้วได้พลังงานมากเกินความต้องการ โดยไม่ออกกำลังกายถ่ายเทออกไป พลังงานส่วนที่เหลือก็จะกลับเป็นไขมันสะสมให้ร่างกายย้วยกันต่อไป

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้มิใช่จะให้เลิกบริโภคน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันสายโซ่ยาวและกรดไขมันอิ่มตัวชนิดหลายตำแหน่ง เพราะน้ำมันเหล่านี้มีกรดไขมันที่ร่างกายต้องการ ในสมัยก่อนแม้จะไม่มีน้ำมันถั่วเหลือง แต่ก็รู้จักหีบน้ำมันงา ซึ่งอุดมด้วยกรดไขมันใกล้เคียงกับน้ำมันถั่วเหลือง

คนไทยแต่ก่อนรู้จักบริโภคน้ำมันมะพร้าว กับน้ำมันงา ผสมผสานสมดุลกัน เป็นทั้งอาหารและยาช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงและปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ภูมิปัญญาทางโภชนาการอันหาค่ามิได้นี้ ลูกหลานไทยต้องรีบฟื้นกลับมาโดยพลัน โดยมีความรู้ ความเข้าใจ ที่ถูกต้องเป็นเครื่องกำกับ

มิใช่เอาแต่ปลุกกระแสฉวยโอกาสทางการตลาดเท่านั้น

 

เผยแพร่ในระบบออนไลน์เป็นครั้งแรก เมื่อวันศุกร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2564

Related Posts