การปลูกมะม่วง
คุณเอกภพ วิญญาภาพ เรียนจบชั้น ปวส. จากวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วิทยาเขตเกษตรลำปาง (มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ลำปาง) ได้ศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้) สาขาไม้ผล (รุ่น 4) ในปี พ.ศ. 2530 หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วได้ทำงานธุรกิจรับเหมาก่อสร้างกับพ่อ ตระเวนขึ้นเหนือล่องใต้หลายจังหวัดอยู่นานร่วม 30 ปี จนเกิดความเบื่อหน่ายและอยากใช้วิชาชีพที่ตนเองเรียนมาลงมือปฏิบัติเองบ้าง จึงใช้ที่ดินว่างเปล่าของพ่อ อยู่ที่ หมู่ที่ 7 บ้านห้วยฮี ตำบลต้นธงชัย อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง เพื่อทำการเกษตร ปี 2555 เขานำรถแทรกเตอร์เข้าไถปรับพื้นที่ เพื่อเตรียมปลูกไม้ผล ตอนนั้นเขาไม่คิดจะปลูกมะม่วง เลย ต่อมาเขามีโอกาสปรึกษาเรื่องการทำสวนผลไม้ กับ ผศ.พาวิน มะโนชัย ศิษย์เก่าแม่โจ้ รุ่นเดียวกัน (รุ่น 51) และเป็นอาจารย์ภาควิชาไม้ผลของแม่โจ้ ผศ.พาวินแนะนำให้เขาปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง เพราะเป็นสินค้าขายดี กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด ขายได้ราคาสูง และกิ่งพันธุ์หาง่าย คุณเอกภพจึงตัดสินใจปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองในที่สุด เดิมทีพื้นที่สวนแห่งนี้ คุณพ่อของคุณเอกภพเคยซื้อไว้ใ
มะม่วง เป็นไม้ผลที่อยู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน เรียกได้ว่าทุกบ้านที่ปลูกไม้ผลเพื่อเป็นร่มเงาคงจะขาดต้นมะม่วงเสียไม่ได้ นอกจากจะให้ร่มเงาบดบังแสงตะวันยามบ่ายแล้ว พอช่วงถึงฤดูผลิดอกออกผลยังได้ผลไม้ที่มีรสชาติดีไว้ประจำบ้านไว้กิน และแจกญาติสนิทมิตรสหายที่มาเยี่ยมเยือน มะม่วงที่กินบางต้นอร่อย บางต้นไม่อร่อย เกิดจากการนำเมล็ดของต้นแม่มาปลูกจึงจะมีกลายพันธุ์ออกไป สมมุติต้นแม่อร่อยแต่ต้นลูกที่ปลูกด้วยเมล็ดกลับให้ผลที่รสชาติไม่อร่อย ส่วนต้นที่มีรสชาติดีเป็นเพราะต้นนั้นเป็นต้นที่ได้จากการตอนกิ่ง ทาบกิ่ง ดังนั้น ลักษณะจึงไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากต้นแม่ ยังคงเลิศรสเหมือนถอดแบบกันมาโดยตรง เพราะฉะนั้นใครที่กำลังมองหาต้นมะม่วงปลูกไว้ที่บ้าน คงรู้แล้วใช่ไหมครับควรเลือกต้นพันธุ์แบบไหนดี คุณสุทิน หะสิตะ เป็นเกษตรกรที่ทำสวนมะม่วงเพื่อขยายกิ่งพันธุ์ โดยปลูกแบบคล้ายสวนป่าที่ไม่ยึดกฎเกณฑ์ตายตัว ภายในสวนมีไม้ยืนต้นและไม้ผลหลายชนิด เช่น สัก ตะเคียน ประตู ยางนา ขนุน และมะม่วง ฯลฯ ปลูกแบบให้ธรรมชาติดูแลกันเอง การทำเกษตรกรรม เป็นสิ่งที่ชอบและถนัด คุณสุทิน เล่าให้ฟังว่า เมื่อจบการศึกษาทางด้านการเกษตร จึงเริ่มป
พาไปดูความสำเร็จในการทดลองนำมะม่วง 2 สายพันธุ์มาผสมกันจนได้ลูกพันธุ์ผสมใหม่เจ้าแรกของประเทศไทย หรือของโลกก็ว่าได้ ขณะนี้ได้จดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ จากกรมวิชาการเกษตรเรียบร้อยแล้ว เป็นมะม่วงสายพันธุ์ใหม่คือ “อาร์จีสยาม” โดย นายราเชนทร์ สุขหวานอารมณ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนผู้ส่งออกมะม่วง อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ทดลองนำมะม่วงสายพันธุ์พ่อคือ พันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง มาผสมกับสายพันธุ์แม่คือ พันธุ์อาร์ทูอีทู ลองผิดลองถูกผสมกันหลายสายพันธุ์ยาวนานกว่า 15 ปี จนประสบความสำเร็จได้ลูกผสมสายพันธุ์ใหม่ออกมาชื่อว่า พันธุ์อาร์จีสยาม ด้วยมีคุณสมบัติเด่นคือ ผลมีลักษณะคล้ายมะม่วงน้ำดอกไม้ มีสีแดงสด ผสมเหลือง เปลือกหนาต้านทานโรคและแมลงทำลายได้ดี โดยไม่ต้องห่อถุงเมื่ออยู่บนต้นเหมือนมะม่วงทั่วไป รสชาติหวาน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ จะเก็บลูกมาบ่มหนักประมาณ 4-4.50 ขีด กำลังเป็นน้องใหม่ในวงการมะม่วงไทย และเป็นที่สนใจของชาวต่างประเทศโดยเฉพาะแถบยุโรป จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี ที่จะชอบมะม่วงที่มีผลสีแดงสดมากกว่าสีเหลืองทอง นายราเชนทร์ กล่าวว่า ต้นพันธุ์ที่ได้เสียบยอดไว้ของพันธุ์อาร์จีสยาม เกิดจากต้นพันธุ์ที่ผสมขึ้นมา ต้นแม่เป็นพันธ
หลายคนที่ปลูกมะม่วงอาจเคยเกิดปัญหาว่า มะม่วงผลขนาดใหญ่และยาวมักแตก หรือปลายผลมีลักษณะนิ่มช้ำ จนเมื่อผ่าออกก็พบว่ามีเนื้อภายในคล้ายวุ้น อาจารย์ประทีป กุณาศล อดีตนักวิชาการด้านการเกษตร ให้ข้อมูลว่า ที่เป็นเช่นนั้นเพราะขาดแคลเซียมหรือแคลเซียมไปไม่ถึงปลายผล ทําให้เซลล์บริเวณนั้น นิ่มและง่ายต่อการเกิดโรค และมักเกิดกับมะม่วงที่มีขนาดผลใหญ่ โดย “แคลเซียม” เป็นธาตุอาหารที่เมื่อเข้าไปฝังอยู่ที่พนังเซลล์ของไม้ผลแล้วจะทำให้มีความแข็งแรง ดังนั้น เมื่อขาดหรือไม่พออาจทำให้เซลล์บริเวณนั้นนิ่มและง่ายต่อการเกิดโรค แล้วมะม่วงที่มีขนาดผลใหญ่ อย่างพันธุ์จินหวง หรือเขียวสามรส จึงมักประสบปัญหาดังกล่าวเสมอ ต้นเหตุอาจเป็นเพราะเกษตรกรหรือคนปลูกมะม่วงมักเข้าใจว่าในดินมีแคลเซียมไม่เพียงพอ ความจริงมีเพียงพออยู่แล้ว แต่การปลูกโดยทั่วไปนิยมเร่งให้มีผลผลิตมาก จึงมีการใส่ไนโตรเจนจำนวนมาก จนทำให้พืชดูดไนโตรเจนมากกว่าแคลเซียม อีกทั้งแคลเซียมจะเดินทางช้าและมักไปอยู่ตามใบและส่วนอื่นมากกว่าในผล จึงทำให้เกิดภาวะที่ไม่สมดุล พอเป็นเช่นนี้ทำให้เกษตรกรหันมาพ่นแคลเซียมทางใบแทน ซึ่งแท้จริงควรให้ทางดินแล้วปล่อยให้ลำเลียงขึ้นไปตาม
จังหวัดปทุมธานี มีพื้นที่ทางการเกษตรรวมทั้งจังหวัด 343,601 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 36 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนใหญ่ใช้ปลูกข้าว ไม้ผล และพืชผัก โดยอำเภอที่มีพื้นที่ทำการเกษตรมากที่สุดคือ อำเภอหนองเสือ ลาดหลุมแก้ว ลำลูกกา ตามลำดับ ปัจจุบันแม้กระแสความเจริญของสังคมเมืองโดยเฉพาะโครงการบ้านจัดสรรที่รุกเข้าสู่พื้นที่การเกษตรอย่างต่อเนื่อง แต่ “อำเภอลาดหลุมแก้ว” เป็นหนึ่งในทำเลทองทางการเกษตรของจังหวัดปทุมธานี ยังมีพื้นที่การเกษตรมากถึง 121,500 ไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นาข้าวกว่าแสนไร่ รองลงมาเป็นสวนมะม่วง 793 ไร่ พืชผัก 453 ไร่ และสวนมะพร้าว 334 ไร่ คุณมาโนช ระรวยรส นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี โทร. 081-633-6189 กล่าวว่า ปัจจุบัน อำเภอลาดหลุมแก้ว ยังคงรักษาความเป็นเกษตรธรรมชาติได้อย่างดี ที่นี่ทำการเกษตรหลากหลายชนิด ทั้งนาข้าว ไม้ผล ไร่นาสวนผสม มีสวนกล้วยไม้แปลงใหญ่ เหมาะสำหรับพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพราะอยู่ใกล้ กทม. เส้นทางคมนาคมสะดวกสบาย ปัจจุบัน กรมพัฒนาชุมชน ได้สนับสนุนให้มีโครงการชุมชนท่องเที่ยวโอท็อป (OTOP) นวัตวิถี ตามโครงการ “ไทยนิยม ย
“ชมรมผู้ปลูกมะม่วงอำเภอเนินมะปราง” จังหวัดพิษณุโลก เกิดจากการรวมตัวของเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง จำนวน 14 คน เมื่อปี 2532 ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเกือบ 200 ราย ทางชมรมฯ จะบริหารงานในรูปคณะกรรมการกลุ่ม มี “อาจารย์ศิลป์ชัย ตระกูลทิพย์” ทำหน้าที่เป็นประธานชมรมฯ พวกเขาติดต่อสื่อสารกันผ่านการประชุมกลุ่ม ที่จัดขึ้นทุกเสาร์ที่สองของเดือน รวมทั้งผ่านหัวหน้ากลุ่มย่อย ซึ่งได้จากการแบ่งกลุ่มสมาชิกออกตามพื้นที่เป็น 10 กลุ่ม สมาชิกทั้งหมดเป็นเกษตรกรชาวสวนมะม่วง ที่มีพื้นที่ทำกินเฉลี่ย 45 ไร่/ครัวเรือน อาจารย์ศิลป์ชัย กล่าวว่า ทางชมรมฯ วางเป้าหมายพัฒนาองค์กรเป็น “ศูนย์เรียนรู้ชุมชนมะม่วง” เพื่อ ส่งเสริมและเผยแพร่วิชาการเกษตรให้แก่สมาชิกและผู้สนใจ เพื่อผลิตสินค้าคุณภาพดีป้อนตลาดทั้งในประเทศและส่งออก ที่ผ่านมาทางชมรมฯ ได้ร่วมกับ อาจารย์ธวัชชัย รัตน์ชเลค และ อาจารย์รุ่งทิพย์ อุทุมพันธ์ แห่งศูนย์วิจัยเพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำวิจัยเกี่ยวกับการทำสวนมะม่วงของสมาชิก ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จนได้ข้อสรุปที่เป็นวิธีปฎิบัติที่ดีที่
“เมื่อตลาดมะม่วงเป็นที่รู้จักมากขึ้นในหมู่คนชอบรับประทานผลไม้ มีรายได้จากลูกค้าที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พร้อมทั้งใส่ใจทุกขั้นตอนรายละเอียด ทำให้กลุ่มลูกค้ามีความพึงพอใจ และเน้นคุณภาพความเป็นมาตรฐานยิ่งขึ้น ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค” คุณธิดาพร ศรีพูล แม่ค้าหน้าใส เล่าถึงงานขายมะม่วง คุณธิดาพร มีร้านจำหน่ายมะม่วง ตั้งอยู่เลขที่ 232/60 หมู่ที่ 12 ตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เล่าถึงแรงจูงใจ ก่อนที่จะประสบความสำเร็จ เริ่มแรกมีอาชีพเป็นชาวสวน ซึ่งก็เป็นสวนมะม่วงอยู่จังหวัดเพชรบูรณ์ บนเนื้อที่กว่า 250 ไร่ ส่วนใหญ่จำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการราคาขายส่ง สำหรับความพิเศษของร้านขายมะม่วงที่นี่จะแตกต่างจากร้านทั่วๆ ไป เนื่องจากมะม่วงของทางร้านจะมีวางจำหน่ายตลอดทั้งปี ถึงแม้บางครั้งอาจจะไม่มีผลผลิตจากทางสวนก็ตาม แต่สามารถนำมะม่วงจากสวนที่รู้จักกัน ซึ่งอยู่ในรูปแบบของเครือข่ายสัมพันธ์กัน มาจากการทำงานร่วมกันยาวนานกว่า 20-30 ปี มาวางขายที่ร้าน และสายพันธุ์หลักที่ได้วางขายส่วนใหญ่แล้วเป็นมะม่วงสายพันธุ์น้ำดอกไม้ ที่มีการแบ่งไปตามเกรด ไปจนถึงเกรดเฉพาะที่สำหรับส่งออกไปยังนอกประเทศอีกด้ว
นาทับ เป็นชื่อตำบล ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา อำเภอจะนะ มีไม้ผลที่ขึ้นชื่อ เป็นที่รู้ คือ ส้มจุกจะนะ ตำบลนาทับ ก็มีมะม่วงเป็นผลไม้เฉพาะถิ่น หากจะเรียกมะม่วงจะนะ ก็คงจะดูคล้าย ไม่มีเอกลักษณ์ จึงเรียกมะม่วงที่มีความเฉพาะถิ่นนี้ว่า มะม่วงนาทับ ตามชื่อตำบลที่พบ คุณอาซราน เต๊ะสอ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ สำนักงานเกษตรอำเภอจะนะ บอกกับเรา (เทคโนโลยีชาวบ้าน) ว่า ไม่มีใครรู้ว่ามะม่วงนาทับ แท้จริงเกิดจากการกลายพันธุ์หรือการผสมระหว่างมะม่วงพันธุ์ใด เพราะมะม่วงชนิดนี้มีอยู่คู่กับตำบลนาทับมานานแล้ว นานเกินกว่าที่ผู้คนรุ่นปู่ในปัจจุบันจะบอกได้ เท่าที่ทราบ คือ มะม่วงชนิดนี้ ผลมีขนาดใหญ่ ทรงคล้ายมะม่วงน้ำดอกไม้ แต่ไม่มีจงอย เมื่ออ่อนมีรสเปรี้ยวมาก เมื่อแก่จะมีรสหวานจัด ผิวเมื่อแก่จะออกเหลืองอมส้มค่อนไปทางแดง ผิวมีกลิ่นหอม นิยมรับประทานสุกมากกว่า แม้จะได้ยินชื่อมะม่วงนาทับมานาน แต่ในหลายพื้นที่ของประเทศ ก็มีจำนวนน้อยคนที่มีโอกาสเห็นผลมะม่วงนาทับ เพราะเมื่อผลผลิตออกมาก็ถูกซื้อ-ขายกันในหมู่บ้านและตำบลเกือบหมด บางส่วนถูกเก็บไว้ขายนอกตำบล แต่ก็หมดลงภายในพื้นที่อำเภอจะนะ ด้วยรสชาติห
คุณทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังการสัมมนาเชิงปฏิบัติการบูรณาการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565-2570 ครั้งที่ 2 ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันผลไม้ไทยนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 45,613 ล้านบาท ซึ่งภาครัฐได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผลไม้เศรษฐกิจหลัก 7 ชนิด ได้แก่ มะม่วง ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลำไย และลิ้นจี่ เพื่อผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้า ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) จัดการสัมมนาดังกล่าวขึ้น เพื่อรับฟังความคิดเห็นรอบด้านจากทุกภาคส่วน เพื่อนำข้อมูลและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565-2570 หรือยุทธศาสตร์การพัฒนาผลไม้ไทย ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565-2570) ให้ครอบคลุมสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่การจัดการผลิตและผลิตไม้ผลคุณภาพสู่ผู้บร
ปีนี้ เป็นปีที่ คุณจำลอง ขุริรัง อดีตข้าราชการครูบำนาญและครูต้นแบบ มีอายุครบ 80 ปี แม้วัยจะสูงขึ้นตามลำดับ แต่อดีตข้าราชการครูคนนี้ ก็ไม่เคยว่างเว้นจากงานเกษตร สองมือยังคงจับจอบเสียมอยู่ทุกวัน ทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงเสมือนหนุ่มๆ วันที่พูดคุยกัน คุณจำลอง ยังถือจอบกลับกองปุ๋ยหมักที่เตรียมไว้สำหรับใส่สวนมะม่วงที่มีอยู่ “ผมเป็นครูเกษตร สอนมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2509 เกษียณอายุราชการในตำแหน่งรองผู้อำนวยการ มาเริ่มต้นทำสวนมะม่วงก่อนเกษียณ ราวปี พ.ศ. 2530 และเริ่มทำมะม่วงนอกฤดูในอีก 5 ปีถัดมา” คุณจำลอง ได้รับรางวัลครูต้นแบบ ในปี พ.ศ. 2561 ความหมายของครูต้นแบบที่ครูจำลองบอก คือ ครูที่ดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่าย และไม่เป็นหนี้ เริ่มต้นปลูกมะม่วง บนพื้นที่ 30 ไร่ เป็นมะม่วงเขียวเสวย และฟ้าลั่น ผลผลิตที่ได้ มีพ่อค้ามารับซื้อถึงสวน ไม่ต้องเสียค่าขนส่งไปไหน มีกำไรมาก เพราะคุณจำลองบริหารจัดการภายในสวนให้เกิดต้นทุนน้อยที่สุด แต่ปัจจุบัน ลูกชายแบ่งพื้นที่ไปปลูกปาล์มน้ำมันและยางพารา ทำให้เหลือพื้นที่สวนมะม่วงที่คุณจำลองบริหารจัดการเองเพียงคนเดียว เพียง 12 ไร่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีรายได้เข้ามาเป็นกอบเป็นกำ
