คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
“รองเท้านารีอินทนนท์” ถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ. 2396 เป็นกล้วยไม้รองเท้านารีอีกชนิดหนึ่งที่ขึ้นอยู่บนต้นไม้ใหญ่ในลักษณะคล้ายคลึงกันกับรองเท้านารีเมืองกาญน์ พบในทำเลภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเลไม่ต่ำกว่า 1,100-1,200 เมตร ในบริเวณดอยอินทนนท์ ภูหลวง และภูกระดึง (ดร.ระพี สาคริก, 2535) รองเท้านารีอินทนนท์เป็นกล้วยไม้แบบอิงอาศัย โดยพบขึ้นอยู่บนต้นไม้ใหญ่ ที่มีลักษณะเปลือกหนา มีการผุพังของเปลือกไม้ง่าย ปกคลุมด้วย มอส เฟิร์น ตะไคร่น้ำ อุ้มความชื้นได้ดี โดยหยั่งรากไปตามเปลือกไม้ พบแพร่หลายในพื้นที่ดอยสูงทางภาคเหนือ เช่น ดอยอินทนนท์ และดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ดอยแม่อูคอ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน บริเวณภูหลวง จังหวัดเลย รวมทั้งประเทศพม่า อินเดีย และตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ลักษณะเด่นของกล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์คือ ดอกใหญ่ สีสดใส และเนื้อกลีบเป็นมันเงามาก ฤดูออกดอกประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ ดอกบานทนนานเป็นเดือน ทั้งมีรูปลักษณ์และสีสันที่แปลกตาจึงได้รับความสนใจจากคนไทยและต่างประเทศ โดยนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบไม้กระถางและไม้ตัดดอก ในอดีตกล้วยไม้รองเท้านารีอินทนนท์ ถูกลักล
นักวิจัย คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผลิตเครื่องกะเทาะเมล็ดแมคคาเดเมีย ช่วยสร้างศักยภาพผลผลิตและรายได้ แก่เกษตรกรในพื้นที่สูง โดยการสนับสนุนของ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) การพัฒนาการกะเทาะผลกะลาแมคคาเดเมียในปัจจุบัน นิยมใช้แบบใบมีดกะแทก โดยใช้แรงงานคนที่มีความชำนาญและใช้เวลานาน สามารถกะเทาะได้ครั้งละ 1 ผล เท่านั้น โดยแมคคาเดเมีย 1 กิโลกรัม จะใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง ในการกะเทาะ จึงอาจส่งผลให้การผลิตล่าช้าหรือผลผลิตเสียหาย รองศาสตราจารย์ ดร.ธานี ศรีวงศ์ชัย หัวหน้าโครงการวิจัยจาก ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ได้คิดค้นเครื่องกะเทาะเมล็ดแมคคาเดเมีย จากโครงการพัฒนามาตรฐานการผลิตแมคคาเดเมียอบแห้งสำหรับชุมชน โดยการสนับสนุนงบประมาณจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินการพัฒนาเครื่องกะเทาะแมคคาเดเมีย ที่สถานีวิจัยเพชรบูรณ์ ของคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในเขตพื้นที่ บ้านทับเบิก อำเภอหล่มเก่า และ บ้านเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ โดยร่วมกับห้างหุ้นส่วนจำกัด อาทิตย์ เวนติเลเตอร์ เพื่อนำมาใช้ในกระบวนการการแ
เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2562 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสำนักงานบริการวิชาการ ร่วมกับคณะเกษตร ได้จัดเวทีเสวนาเรื่อง “ถ้าแบน 3 สาร อะไรจะเกิดขึ้นกับภาคเกษตรกรรมไทย” ณ ห้องประชุมอาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิชาการ ตัวแทนเกษตรกร ผู้แทนภาครัฐ ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงวิชาการ จากกรณีรัฐบาลสั่งแบนการใช้สารเคมีอันตราย 3 ชนิดประกอบด้วยพาราควอต ไกลโฟเยตและคลอร์ไพริฟอส ในช่วงปลายปี 2562 นี้ โดย ประกาศห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่ายห้ามนำเข้า ห้ามผลิตการใช้สารเคมีอันตรายในภาคเกษตรกรรมเพราะเป็นสารอันตรายต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงจัดเสวนาทางวิชาการครั้งนี้ขึ้น เพื่อเป็นการเผยแพร่ความรู้นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างวิทยากร กับผู้เข้าร่วมเสวนาฯ เพื่อหาข้อสรุปประเด็นสำคัญต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสารเคมีอันตรายในภาคเกษตรกรรม 3 ชนิด รวมทั้งสารเคมีทางการเกษตรอื่นๆ เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพและความปลอดภัยในสุขภาพประชาชนคนไทย ผศ.ดร.สราวุธ รุ่งเมฆารัตน์ ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิ
