จังหวัดขอนแก่น
ลืมตาอ้าปากได้ ก็เพราะอาชีพเลี้ยงจิ้งหรีด สำหรับชาวบ้าน ต.บัวใหญ่ อ.น้ำพอง จ. ขอนแก่น เพราะประชากรของหมู่บ้านนี้มี 99 ครัวเรือน ยึดอาชีพเลี้ยงจิ้งหรีดจำนวน 66 ครัวเรือน มีเงินสะพัดในหมู่บ้านแห่งนี้เดือนละกว่า 1.6 ล้านบาท โดยผู้ที่นำจิ้งหรีดมาเลี้ยงคนแรก คือ ผู้ใหญ่บ้าน “เพ็ชร วงศ์ธรรม” ซึ่งทุกๆ 45 วันเขาจะเก็บจิ้งหรีดขาย มีรายได้แสนกว่าบาทเลยทีเดียว เพ็ชร วงค์ธรรม ผู้ใหญ่บ้านวัย 53 ปี อดีตเคยขับสองแถวตั้งแต่อายุ 23 ปี ต่อจากนั้นหันมาเลี้ยงหมู เลี้ยงได้ 3 ปี ราคาหมูตกต่ำ หันมาเลี้ยงนกกระทา เลี้ยงได้ 2 ปีต้องยุติเพราะประสบปัญหาไข้หวัดนก ในที่สุดมาเพาะถั่วงอก แต่แล้วเจอภัยแล้ง เพาะถั่วงอกได้ 6 ปี สุดท้ายมาเลี้ยงจิ้งหรีดในปี 2550 จวบจนปัจจุบัน “ผมเริ่มเลี้ยงจิ้งหรีดตอนอายุ 44 ปี หรือประมาณ 9 ปีที่แล้ว สาเหตุที่เลี้ยงจิ้งหรีด เพราะเพื่อนที่อำเภอกัณทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม มาแนะนำวิธีการเลี้ยงพร้อมทั้งแนะนำตลาดให้ เลยซื้อไข่จิ้งหรีด ขันละ 100 บาท มา 600 ขัน มีจิ้งหรีดทั้งหมดราว 42,000 ตัว เป็นเงิน 60,000 บาท และค่าอุปกรณ์ 70,000 บาท รวมครั้งแรกลงทุนเบ็ดเสร็จ 130,000 บาท” ผู้ใหญ่บ้าน เลี้ยงจิ
หัวไชเท้า หรือ ผักกาดหัว เป็นพืชผักยอดนิยมชนิดหนึ่ง เป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี เพราะสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู แถมมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ช่วยป้องกันและแก้ปัญหาสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง แผลในกระเพาะอาหาร ช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร และปรับสมดุลในระบบย่อยอาหาร หัวไชเท้าจึงเป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่น่าสนใจที่จะช่วยสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ตลอดทั้งปี สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 (สศท. 4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า ปัจจุบัน หัวไชเท้า เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดขอนแก่น โดยแหล่งปลูกสำคัญอยู่ในพื้นที่อำเภอบ้านแฮด และอำเภอบ้านไผ่ หัวไชเท้าเป็นพืชอายุสั้น มีอายุเก็บเกี่ยว 30 วัน ให้ผลตอบแทนดี โดยมีต้นทุนการผลิต ไร่ละ 13,428 บาท คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ย 1.78 บาท/กิโลกรัม เกษตรกรได้ผลผลิต 7,500 กิโลกรัม/ไร่ ขายได้ในราคา 4.18 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 2.4 บาท/กิโลกรัม หรือ 18,000 บาท/ไร่ ทีเดียว อำเภอบ้านแฮด มีพื้นที่ปลูกหัวไชเท้า รวม 211 ไร่ มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหัวไชเท้า รวม 97 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ปลูกผักกาดหัวหนองโง้ง ตำบลบ้านแฮด พื้นที่ 103
วช. ร่วมกับเครือข่ายวิจัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นำงานวิจัยและนวัตกรรมยกระดับศักยภาพกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ต่อยอดเป็นศูนย์วิจัยชุมชนเมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้าไหมมัดหมี่ จ.ขอนแก่น และศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์อีสาน จ.ร้อยเอ็ด วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกับรศ.ดร.ไชยณรงค์ นาวานุเคราะห์ รองประธานเครือข่ายวิจัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มอบป้ายสัญลักษณ์ “ศูนย์วิจัยชุม” แก่กลุ่มวิสาหกิจและชุมชนที่นำงานวิจัยและนวัตกรรมที่ วช. ให้การสนับสนุน ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและผลิตภัณฑ์ ซึ่งพร้อมเป็นศูนย์เรียนรู้ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยมอบให้แก่ “ศูนย์วิจัยชุมชนเมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้าไหมมัดหมี่ จ.ขอนแก่น” และ “ศูนย์วิจัยชุมชนเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์อีสาน จ.ร้อยเอ็ด” “ศูนย์วิจัยชุมชนเมืองหัตถกรรมโลกแห่งผ้าไหมมัดหมี่ บ้านหนองบัวน้อย อ.พล จ.ขอนแก่น” ได้นำองค์ความรู้จากงานวิจัยและนวัตกรรมยกระดับผ้าไหมมัดหมี่ ให้มีอัตลักษณ์ด้วยการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิดลายผ้าไหมที่สื่อถึงวัฒนธรรมชาวอีสาน
โครงการวิจัยท้าทายไทย : ประเทศไทยไร้พยาธิใบไม้ตับ Fluke Free Thailand โดย สถาบันวิจัยมะเร็งท่อน้ำดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภายใต้การสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมจัดงาน “มหกรรมรณรงค์เพื่อป้องกันและกำจัดโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี อำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น” ในวันที่ 7 มกราคม 2563 ณ ที่ว่าการอำเภอบ้านแฮด จังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อน รวมถึงสร้างเครือข่ายและพัฒนาความร่วมมือทั้งส่วนราชการและเอกชนในการแก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีอย่างบูรณาการและยั่งยืน กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายแพทย์สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี นายทวิช พิมพะ นายอำเภอบ้านแฮด กล่าวต้อนรับและกล่าวรายงาน นายแพทย์สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า “โรคมะเร็งท่อน้ำดี เป็นปัญหาสาธารณสุขที่อยู่คู่ประเทศไทยมาอย่างยาวนาน มีอุบัติการณ์การเสียชีวิตในประชากรวัยทำงานจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการสูญเสียในทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะประชากรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเ
นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่ปลูกข้าวในชั้นความเหมาะสมต่างๆ (Agri-Map) จำนวน 5.67 ล้านไร่ แบ่งเป็น พื้นที่ที่มีความเหมาะสมมาก (S1) และเหมาะสมปานกลาง (S2) สำหรับการปลูกข้าว 2.39 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปีได้ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 3,582 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ เฉลี่ย 2,544 บาท/ไร่/ปี ในขณะที่พื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) และไม่เหมาะสม (N) สำหรับการปลูกข้าว มีจำนวน 3.28 ล้านไร่ เกษตรกรปลูกข้าวเหนียวนาปี ได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน) เฉลี่ย – 871 บาท/ไร่/ปี ข้าวหอมมะลิได้ผลตอบแทนสุทธิ (ขาดทุน) เฉลี่ย -1,502 บาท/ไร่/ปี หากพิจารณาถึงพืชทางเลือกที่จะปรับเปลี่ยนในพื้นที่ปลูกข้าวพื้นที่ไม่เหมาะสม (S3, N) ตามแผนที่ความเหมาะสมของดิน (Zoning) ในจังหวัดขอนแก่น พบว่า พืชทางเลือกที่เหมาะสมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและตลาดมีความต้องการต่อเนื่องในหลายชนิด เช่น อ้อยโรงงาน ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 5,454 บาท/ไร่ อายุการผลิต 12 เดือน โดยเกษตรกรเร
วันที่ 30 ตุลาคม 2562 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปตรวจราชการในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยได้เดินทางไปยังบ้านท่าลี่ หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านกง อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น เยี่ยมชมกิจกรรมของสมาชิกกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ ปี 2559 จังหวัดขอนแก่น หรือ Young Smart Farmer ของ นายปรีชา หงอกสิมมา และพบปะกับคณะกรรมการ Young Smart Farmer (YSE) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พร้อมชมนิทรรศการผลการดำเนินงาน Young Smart Farmer ของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยกล่าวชื่นชมผลการดำเนินงานของสมาชิกเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ YSF ใน 9 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 30 คน ที่จัดแสดงผลงานและผลิตภัณฑ์ พร้อมกับเน้นย้ำให้เกษตรกรรุ่นใหม่ได้นำความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาใช้พัฒนาและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยใช้หลักตลาดนำการเกษตรตอบสนองความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภค รวมทั้งพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตรให้มีมาตรฐาน ความปลอดภัย เพิ่มช่องทางและขยายเครือข่ายการตลาดผ่านระบบออนไลน์ให้มากขึ้น พร้อมร่วมปฏิรูปภาคการเกษตรให้ก้าวสู่การเป็นครัวของโลกให้ได้ และยินดีประสานงานกับทุกภาคส่วนในการให้การสนับสนุนทุกด้าน ด้าน นายช
นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) เปิดเผยว่า ผักกาดหัว หรือ หัวไชเท้า เป็นพืชทางเลือกชนิดหนึ่งที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ตลอดทั้งปี และเป็นที่ต้องการของตลาด มีอายุเก็บเกี่ยวประมาณ 30 วัน ซึ่งหัวไชเท้ามีคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลาย ช่วยป้องกันและแก้ปัญหาสุขภาพ เช่น ความดันโลหิตสูง แผลในกระเพาะอาหาร ช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหาร และปรับสมดุลในระบบย่อยอาหาร จากการสำรวจพืชทางเลือกในจังหวัดขอนแก่น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 (สศท.4) พบว่า ปัจจุบัน พื้นที่ปลูกหัวไชเท้าที่สำคัญของจังหวัดขอนแก่น อยู่ที่อำเภอบ้านแฮด และอำเภอบ้านไผ่ ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 13,428 บาท/ไร่ หรือคิดเป็นต้นทุน 1.78 บาท/กิโลกรัม เกษตรกรได้ผลผลิต 7,500 กิโลกรัม/ไร่ ขายได้ในราคา 4.18 บาท/กิโลกรัม คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 2.4 บาท/กิโลกรัม หรือ 18,000 บาท/ไร่ สำหรับอำเภอบ้านแฮด มีพื้นที่ปลูกหัวไชเท้า รวม 211 ไร่ มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหัวไชเท้า รวม 97 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ปลูกผักกาดหัวหนองโง้ง ตำบลบ้านแฮด พื้นที่ 103 ไร่ กลุ่มผู้ใช้น้ำบาดาลเพื่อการเกษตร ต
นายฉกาจ ฉันทจิระวัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า การเลี้ยงจิ้งหรีด เป็นอาชีพหรือสินค้าทางเลือกที่น่าสนใจ สามารถสร้างอาชีพ และเศรษฐกิจในท้องถิ่นให้กับเกษตรกรได้ การบริโภคจิ้งหรีดยังเป็นที่นิยมสูง เนื่องจากเป็นแหล่งอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สำคัญ ประกอบด้วย โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรต ส่วนใหญ่นิยมนำมา ทอด ลาบ คั่ว บรรจุกระป๋อง และทำน้ำพริกจิ้งหรีด เป็นต้น จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 (สศท.4) พบว่า จังหวัดขอนแก่น มีพื้นที่การเลี้ยงจิ้งหรีดที่สำคัญ คือ หมู่บ้านแสนตอ หมู่ที่ 8 ตำบลบัวใหญ่ อำเภอน้ำพอง โดยมีจำนวนครัวเรือนทั้งหมด 98 ครัวเรือน มีการเลี้ยงจิ้งหรีดประมาณ 65 ครัวเรือน จิ้งหรีดที่เลี้ยงมี 2 ชนิด คือ จิ้งหรีดทองดำและจิ้งหรีดแดงทองลาย (สะดิ้ง) ตัวอย่างเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงจิ้งหรีด นายเพ็ชร วงค์ธรรม อดีตผู้ใหญ่บ้านบ้านแสนตอ ซึ่งเป็นเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ได้เปิดเผยกับ สศท.4 ถึงข้อมูลการเลี้ยงว่า จิ้งหรีดทองดำ ใช้เวลาเลี้ยงเฉลี่ยรุ่นละ 40-45 วัน จำหน่ายโดยมีพ่อค้ามารั
กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหัวฝาย อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น จัดตั้งเมื่อ 17 เมษายน พ.ศ. 2522 สมาชิกแรกตั้ง17 คน สมาชิกปัจจุบัน 114 คน ประธานกลุ่มคือ นางบุญสิน ราษฎร์เจริญ ที่ทำการกลุ่ม ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 13/1 หมู่ที่ 2 บ้านหัวฝาย ตำบลปอแดง อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น ผลงานดีเด่น ความคิดริเริ่ม สมาชิกกลุ่มฯ ส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอผ้าไหม แต่รายได้ไม่เพียงพอในการดำรงชีวิต เนื่องจากราคาผลผลิตตกต่ำและเกิดวิกฤติภัยแล้งทำนาไม่ได้ผลดี บางส่วนจึงอพยพแรงงานไปทำงานรับจ้างก่อสร้างที่กรุงเทพมหานคร จึงได้มีการรวมตัวกันและจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร เพื่อต้องการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับครอบครัวและชุมชน แรกเริ่มทำกิจกรรมทอผ้าไหมเป็นหลักเนื่องจากสมาชิกกลุ่มฯ มีภูมิปัญญาและมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทุกครัวเรือนโดยมีเจ้าหน้าที่เคหกิจเกษตร เป็นพี่เลี้ยงให้คำปรึกษาในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของกลุ่ม ต่ อมา ในปี 2524 สมาชิกกลุ่มฯ รับฟังข่าวจากสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยว่า พระราชวังสวนจิตรลดา ให้ประชาชนผู้ที่สนใจไปขอรับเส้นไหมที่พระราชวังสวนจิตรลดา สมาชิกกลุ่มฯ จำนวน 5 คน จึง
ผศ.ดร. วิบูลย์ วัฒนนามกุล หัวหน้าโครงการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน จังหวัดขอนแก่น เป็นประธานเปิดการเสวนาเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไร้บ้านเมืองขอนแก่น” ที่โรงแรมไอโฮเต็ล อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จังหวัดขอนแก่น จัดกิจกรรมขึ้นเพื่อสรุปผลการดำเนินงานการแก้ปัญหาคนเร่ร่อนและคนไร้บ้าน ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยมีนักวิชาการ ผู้แทนคนเร่ร่อนและคนไร้บ้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการสัมมนากว่า 60 คน ผศ.ดร. วิบูลย์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาคนไร้บ้านและคนเร่ร่อนในภาพรวม ยังคงต้องเข้าใจและรับฟังในสิ่งที่เกิดขึ้นและความต้องการที่แท้จริงของคนเหล่านี้ ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กำหนดแนวทางการดำเนินงานร่วมกันที่ชัดเจน ดังนั้น ทีมนักวิจัยและคณะทำงานร่วมทุกฝ่ายลงพื้นที่พูดคุย จัดเก็บข้อมูลที่แท้จริงของกลุ่มคนเหล่านี้ โดยได้ข้อสรุปในภาพรวมแล้ว ซึ่งจะเสนอร่างผลงานวิจัยและแนวทางการดำเนินงาน ต่อจากนี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบเพื่อนำไปสู่แนวทางการปฎิรูปและการแก้ปัญหาคน
