จังหวัดสงขลา
นายขจรจักษณ์ นวลพรมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หลังจากที่ กยท. ได้เร่งประสานงานร่วมกับจังหวัดสงขลา ผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา สถานกงสุลมาเลเซีย กระทรวงคมนาคม และกระทรวงความมั่นคงของมาเลเซีย เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อขอให้ทางรัฐบาลมาเลเซียอนุญาตเปิดด่านนำเข้ายางพาราจากประเทศไทย ผลล่าสุดทางประเทศมาเลเซียได้ตอบตกลงให้มีการเปิดด่านปาดังเบซาร์ ด่านขนส่งทางรถไฟเพิ่ม โดยจะเริ่มเปิดด่านในวันที่ 6 เมษายน 2563 นี้ ซึ่งในแต่ละเที่ยวรถไฟประเทศไทยจะต้องส่งเจ้าหน้าที่ประจำรถไฟ จำนวน 19 คน เพื่อดูแลตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่จะนำเข้าสู่ประเทศมาเลเซีย และต้องผ่านการตรวจคัดกรองของประเทศมาเลเซียทุกครั้ง สุดท้ายนี้ กยท. คาดหวังให้พี่น้องเกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางพารา มีช่องทางการส่งออกยางพาราเพิ่มขึ้น ภายใต้สถานการณ์วิกฤตจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 (COVID-19) ในขณะนี้ เพื่อลดผลกระทบในเรื่องราคายาง และตลาดการส่งออกยาง ซึ่ง กยท. ขอเป็นกำลังใจ และพร้อมจะเดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางให้ผ่านวิกฤตคร
คณะผู้บริหารคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัยร่วมกันวางแผน นำทีมคณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการ ร่วมกันสร้างกล่องป้องกันเชื้อไวรัสฟุ้งกระจาย แทนการใช้วัสดุจาก PVC ซึ่งมีความคงทนและความปลอดภัยในการใช้งานค่อนข้างน้อย เพื่อนำไปมอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลต่างๆ ในพื้นที่ จังหวัดสงขลา เพื่อใช้ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โควิด- 19 ให้กับทีมแพทย์และพยาบาล รศ. จรูญ เจริญเนตรกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลสงขลา ทางโรงพยาบาลต้องการกล่องป้องกันเชื้อไวรัสกระจาย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลที่ต้องเปลี่ยนสายท่อหายใจสำหรับผู้ป่วย ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง จึงได้เสนอแนวคิดแก่คณาจารย์ และบุคลากร เพื่อร่วมกันออกแบบและผลิตกล่องป้องกันเชื้อไวรัส โดยนำต้นแบบมาจากต่างประเทศ ก่อนจะมีการดัดแปลงเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของบุคลากรทางการแพทย์ นายไกรวิทย์ ชูชาติ วิศวกรรมควบคุม สังกัดคณะวิศวกรรมศาสตร์ หนึ่งในทีมงานสร้างกล่องป้องกันเชื้อไวรัสฟุ้งกระจาย ได้ดำเนินการนำกล่องต้นแบบ ซึ่งผลิตจากแผ่นอะคริลิค ขนาดความหนา 4 มิล
“คุณหมู” หรือ คุณกรวิชญ์ มาระเสนา อดีตวิศวกรโยธา ที่ตัดสินใจลาออกแล้วเบนเข็มสู่อาชีพเป็นเกษตรกรอย่างเต็มตัว โดยมุ่งทำสวนเกษตรผสมผสานตามศาสตร์พระราชา นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีและการตลาดมาใช้ผลิตและจำหน่ายสินค้า สร้างรายได้หลายแสนบาทต่อไร่ สร้างวิถีชีวิตแห่งความสุข บนเส้นทางอาชีพเกษตรกร เดิมทีครอบครัวคุณหมูทำธุรกิจเกษตรและประมง พ่อแม่ตั้งใจส่งเสริมให้คุณหมูเรียนจบสูงๆ เพราะไม่ได้อยากให้มาทำอาชีพเกษตรกรรม หลังคุณหมูเรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมโยธาจากมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ก็ทำงานประจำในตำแหน่งวิศวกรโยธา ทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง เมื่อ 10 ปีก่อน คุณหมูจึงตัดสินใจลาออกแล้วกลับมาทำเกษตรที่บ้านเกิด เพื่อจะได้มีโอกาสดูแลพ่อแม่ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง ในระยะแรก คุณหมูไม่มีพื้นฐานด้านงานเกษตร ก็พยายามเรียนรู้ข้อมูลด้านการผลิต-การตลาด จากหนังสือด้านเกษตรและข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เนื่องจากกระแสนิยมบริโภคผักอินทรีย์ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณหมูจึงสนใจเรื่องการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ที่ให้ผลตอบแทนสูง คุณหมูเป็นแกนนำรว
ผู้ช่วยศาสตราจารย์อุดร นามเสน รองอธิการบดี กล่าวว่าโครงการสร้างประติมากรรม และงานศิลปะเชิงสร้างสรรค์ (ถนนชลาทัศน์) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย มีความพร้อมที่จะขับเคลื่อนบทบาท ในการเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม โดยมีเป้าหมาย คือการสร้างผลประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่น และในวันนี้รู้สึกยินดีได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกิจกรรมในวันนี้ และมีความประสงค์ที่อยากจะให้ทุกภาคส่วนได้ใช้พื้นที่นี้ ในการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และอยากพัฒนาส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่บริเวณชายหาดชลาทัศน์ ไว้ต้อนรับและสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มาเยือนจังหวัดสงขลา ในเทศกาลต่างๆ ปัจจุบันต้องยอมรับว่า การท่องเที่ยวช่วยสร้างรายได้ให้กับประชาชน และเป็นรายได้หลักของประเทศ อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะมีการศึกษาระดับใดสามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ (Tourism for All) และหากได้บัณฑิตที่จบการศึกษาด้านการท่องเที่ยวโดยตรงมาช่วยกันพัฒนางานบริการต่างๆ เหล่านี้ ก็จะสามารถสร้างมูลค่าให้การท่องเที่ยว
นายสุธรรม ธรรมปาโล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา (สศท.9) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลการศึกษา เรื่อง การจัดการโลจิสติกส์สินค้าเกษตรอินทรีย์ กรณีศึกษา มังคุดอินทรีย์ ปี 2561 โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 (สศท.9) จังหวัดสงขลา ได้สำรวจข้อมูลเกษตรกรผู้ผลิตมังคุดอินทรีย์ พื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา พัทลุง และสตูล ที่ได้รับตราสัญลักษณ์เกษตรอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) เพื่อศึกษาระบบโลจิสติกส์สินค้ามังคุดอินทรีย์ และแนวทางการพัฒนาโลจิสติกส์ สำหรับให้หน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หน่วยงานราชการต่างๆ เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ส่งออก รวมถึงผู้สนใจ สามารถใช้เป็นข้อมูลในการบริหารจัดการ ส่งเสริมและวางแผนในด้านการจัดการโลจิสติกส์มังคุดอินทรีย์ จากการสำรวจพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัด พบว่า มีเกษตรกรผลิตมังคุดอินทรีย์ที่ได้รับตราสัญลักษณ์เกษตรอินทรีย์ไทย (Organic Thailand) รวม 8 ราย แบ่งเป็นเกษตรกรในจังหวัดสงขลา 3 ราย พัทลุง 2 ราย และสตูล 3 ราย โดยเกษตรกรมีเนื้อที่ผลิตมังคุดอินทรีย์ 3 จังหวัดรวม 24.62 ไร่ หรือเฉลี่ยรายละ 3.08 ไร่ ได้รับผลผลิตเฉลี่ย 1,
นายกมลวิศว์ แก้วแฝก ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดงาน “ตลาดสินค้าเกษตรคุณภาพ อ.ต.ก.จังหวัดสงขลา” ด้วยการคัดสรรสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ จากเกษตรกรโดยตรงมาจำหน่ายกว่า 40 ร้านค้า และยังมีนิทรรศการทางการเกษตร กิจกรรมสาธิตต่างๆ เช่น การทำมะพร้าวบอนไซ ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้มีการเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สินค้าเกษตร การจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคราคาพิเศษ นาทีทอง การแจกกล้วยไม้ฟรีสำหรับผู้ที่ซื้อสินค้าภายในงาน จำนวน 100 ต้นทุกวัน และกิจกรรมการแสดงดนตรีทุกวัน ณ พื้นที่บริเวณ สำนักงาน อ.ต.ก. จังหวัดสงขลา เมื่อเร็วๆ นี้
เมื่อเร็วๆ นี้ นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรชาวสวนยางที่นำยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควันมาขายที่สำนักงานตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์ราคายาง และพูดคุยกับเกษตรกรชาวสวนยางที่นำยางมาขายเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน และสิ่งที่ กยท. กำลังดำเนินการและประชุมหารือกับเจ้าหน้าที่สำนักงานตลาดกลางยางพาราจังหวัดสงขลา เพื่อวางแผนดำเนินการซื้อขายยางผ่านสำนักงานตลาดกลางยางพาราให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและรักษาเสถียรภาพราคายาง ให้เป็นไปตามกลไกของตลาด ทั้งนี้ ได้ขอบคุณผู้ประกอบกิจการยางพาราภาคเอกชนที่ให้ความร่วมมือในการซื้อขายยางผ่านสำนักงานตลาดกลางยางพาราของ กยท. ด้วยดีเสมอมา
สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดสงขลา (สำนักงาน กศน. จังหวัดสงขลา) เป็นหน่วยงานทางการศึกษาในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) มุ่งส่งเสริมให้ชาวสงขลาได้รับการศึกษาตลอดชีวิตและการศึกษาวิชาชีพเพื่อการมีงานทำอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ มุ่งสร้างสังคมฐานความรู้ สร้างกลุ่มอาชีพชุมชน จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ในพื้นที่เพื่อสร้างความเข้มแข็ง และความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนใต้ “คุณธนกร เกื้อกูล” ผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดสงขลา ได้ส่งเสริมสนับสนุนและประสานงานให้สถานศึกษา กศน. และภาคีเครือข่ายจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา จำนวน 16 อำเภอ และมีห้องเรียนอยู่ทุกตำบล จำนวนทั้งสิ้น 127 ตำบล ผอ. ธนกร กล่าวว่า สำนักงาน กศน. จังหวัดสงขลา ได้จัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมทั้งดำเนินงานตามนโยบายของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) และปฏิบัติตามนโยบายข้อสั่งการของ พลเอกสุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการ
ผู้คนส่วนใหญ่ รู้จัก “จังหวัดสงขลา” ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์กลางการค้าสำคัญของภาคใต้ ความจริงจังหวัดสงขลาเป็นแผ่นดินทองทางการเกษตร มีพืชเศรษฐกิจสำคัญหลายชนิด ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน นาข้าว พืชผักผลไม้และสินค้าประมง สร้างอาชีพและทำรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรจำนวนมากมาอย่างยาวนาน หากใครอยากรู้ทิศทางสินค้าเกษตรของจังหวัดสงขลาปรับตัวไปในทิศทางไหน ต้องลองฟังคำตอบจากบทสัมภาษณ์ของ “คุณประสงค์ พีรธรากุล” เกษตรจังหวัดสงขลา ได้ในฉบับนี้ ภาพรวม “การเกษตร” จังหวัดสงขลา จังหวัดสงขลา มีพื้นที่ทั้งหมด 4.6 ล้านไร่ มีเกษตรกรกว่า 139,000 ครัวเรือน มีพื้นที่การเกษตร 2.6 ล้านไร่ พืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ สวนยางพารา 1.97 ล้านไร่ เกษตรกร 87,525 ครัวเรือน พื้นที่ปลูกข้าว 210,104 ไร่ เกษตรกร 20,000 ครัวเรือน สวนปาล์มน้ำมัน 66,503 ไร่ เกษตรกร 6,253 ครัวเรือน ไม้ผลไม้ยืนต้น 206,138 ไร่ พืชผัก 26,540 ไร่ สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา มีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่าย เป็นแหล่งให้บริการทางการเกษตรและแหล่งถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรในพ
นายดลเดช พัฒนรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ติดตามการกำจัดขยะ ที่โรงไฟฟ้าขยะหาดใหญ่ ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งดำเนินการโดย บริษัท จีเดค จำกัด พร้อมร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อข้อกังวลของประชาชนในพื้นที่โดยรอบโรงไฟฟ้าขยะหาดใหญ่ โดยมี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงผู้บริหารบริษัท จีเดคฯ เข้าร่วม โดยการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อติดตามการแก้ปัญหาหลังประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนโดยรอบโรงไฟฟ้าขยะนับพันครัวเรือน เข้าร้องเรียนให้แก้ปัญหา ใน 3 ประเด็น คือ ปัญหาเรื่องกลิ่นขยะ และควันจากการเผาขยะ, ความกังวลต่อการปล่อยสารไดออกซินจากปล่อง และปัญหาน้ำเสีย ทั้งนี้ตัวแทนบริษัท จีเดค จำกัด ได้ชี้แจงว่าได้มีการดำเนินการแก้ปัญหาทั้งต้นทาง คือ การก่อสร้างผนังกำแพงและหลังคาอาคารพักขยะให้เป็นอาคารแบบปิด เพื่อลดปัญหากลิ่น พร้อมออกแบบระบบการฉีดละออง EM บริเวณอาคารแรกรับขยะ เพื่อป้องกันแมลงวัน และกลิ่นเหม็น โดยไม่เป็นอันตรายต่อพนักงานของบริษัทฯเอง รวมถึงปลายทาง ด้วยการติดตั้งระบบโอโซน ปล่อยอากาศเข้าไปในปล่องอากาศ ซึ่งนอกจากจะช่วยกำจัดกลิ่นจากการเผาไหม้แล้ว ยังเป็นการฆ่าเชื้อโรครวมถึ
