จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่เทศกาลแห่งความสุข เทศกาลแห่งการให้ ปีนี้ภาคีเครือข่ายวัฒนธรรมข้าว รื้อฟื้น “เทศกาลข้าวใหม่” เพื่อสร้างความตระหนักในคุณค่าของ “ข้าวใหม่” และซึมซับในเสน่ห์ของกลิ่นข้าว ที่วันนี้แทบจะถูกลืมเลือนไปแล้ว อาคารเทวาลัยเมื่อวันแถลงข่าวจึงหอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นข้าวจากหม้อหุงข้าวทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่นับได้ 6 หม้อ ที่สมาชิกในภาคีเครือข่ายช่วยกันหอบหิ้วมาร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อให้แขกที่มาในงานได้ลิ้มลองและทำความรู้จักกับ “ข้าวใหม่” สำหรับคนกรุงส่วนมากความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “ข้าวใหม่” คือเวลาหุงให้ใส่น้ำแต่พอดี ถ้าเป็น “ข้าวเก่า” ให้ใส่น้ำมากหน่อย ที่สำคัญคือ ข้าว ในสายตาของคนทั่วไปจะมองกันแค่ “คุณค่า” ของข้าวในแง่ของการให้ “สารอาหาร” แต่ไม่ค่อยได้มองลึกเข้าไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังของการได้ข้าวมาแต่ละเมล็ด…ชาวนา สร้อยคำของ “ชาวนา” ที่เคยเป็น “กระดูกสันหลัง” ของประเทศ ทุกวันนี้หายไปแล้ว ช่วงปลายปีเป็นช่วงของการเก็บเกี่ยวข้าวใหม่ จึงเป็นโอกาสดีที่จะส่งเสริมให้มอบ”ข้าวใหม่” เป็นของขวัญแก่กัน รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทางสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า พูดถึง
อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ประสบความสำเร็จในการวิจัยกระบวนการหมักปลาร้าปลอดภัย โดยใช้เวลาเพียง 3 เดือน จากเวลาปกติ 6 เดือน ถึง 2 ปี รูป รส กลิ่น หอม อร่อยเหมือนเดิม ลดต้นทุน เพิ่มปริมาณการผลิต ยื่นจดสิทธิบัตรแล้ว พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม รศ. ชื่นจิต ประกิตชัยวัฒนา อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า กระบวนการผลิตปลาร้าโดยทั่วไปต้องใช้ระยะเวลาในการหมักยาวนาน โดยอาศัยการทำงานของจุลินทรีย์ภายใต้สภาวะที่เหมาะสม ปัจจุบันการผลิตปลาร้าได้ขยายตัวจากการผลิตระดับครัวเรือนไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ ที่มีอัตราการผลิตสูงถึงปีละ 40,000 ตัน ต่อปี รวมมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านบาท มีการจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ เมื่อตลาดปลาร้าขยายตัวมากขึ้น การพัฒนายกระดับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น รศ. ชื่นจิต กล่าวว่า ได้ศึกษาวิจัยกระบวนการหมักปลาร้าปลอดภัยใช้เวลาน้อยลง ซึ่งเป็นโครงการต่อยอดของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ที่ได้เข้าร่วมโครงการสระบุรีชุมชนเข้มแข็ง โดยได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ซึ่งสามารถยกระด
เมื่อวันที่ 20 กันยายน ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดแถลงข่าวการค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ โดย นายวรัตถ์ ศิวายพราหมณ์ นักศึกษาปริญญาโท คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ผู้วิจัยหลักในทีมศึกษาและค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์(Liphostius maewongensis Sivayyapram) กล่าวว่า แมงมุมฝาปิดโบราณนั้นเป็นหนึ่งในซากดึกดำบรรพ์มีชีวิต ยังคงมีลักษณะหลายประการที่เหมือนกับบรรพบุรุษเมื่อหลายล้านปีก่อน จากหลักฐานด้านบรรพชีวินวิทยาแสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษของแมงมุมฝาปิดโบราณอาจมีการถือกำเนิดเมื่อประมาณ 300 ล้านปีก่อน “แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์เป็นแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดที่ 97 ของโลก และเป็นชนิดที่ 33 ถูกค้นพบในประเทศไทย ค้นพบได้เฉพาะในพื้นที่ของอุทยานแม่วงก์ที่ระดับความสูงมากกว่า 1,000 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป พบไม่เกิน 200 ตัว จะทำรังอยู่หน้าผาดินที่มีความชันสูง ขุดดินลึกลงไป 10-20 เซนติเมตร จะชักใยบุผนังโพรงด้านในเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการดำรงชีวิต” นายวรัตถ์ กล่าว และว่า แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์เหมือนแมงมุมส่วนใหญ่ที่มีการพัฒนาของต่อมสร้างพิษที่บริเวณเขี
อุทยานเจ้าไหมฯ ร่วมกับทีมสัตวแพทย์จุฬาฯ ติดตั้งสัญญาณดาวเทียมติดตามพฤติกรรมพะยูน ครั้งที่ 2 รอบนี้เป็นพะยูนเพศผู้ ตั้งชื่อว่า “จักรี” ก่อนปล่อยออกสู่ทะเลตรัง โดยบูรณาการทำงานภายใต้ทฤษฎี “วิ่งผลัด” ลดช่องว่างความผิดพลาดให้น้อยที่สุด ดร.มาโนช วงศ์สุรีรัตน์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง เปิดเผยว่า ตามที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ได้ดำเนินโครงการติดตามพฤติกรรมของพะยูนในทะเลตรัง เพื่อการอนุรักษ์พะยูนและแหล่งหญ้าทะเล ด้วยการจับพะยูนติดตั้งสัญญาณดาวเทียมติดตามตัวครั้งที่ 2 หลังจากที่เคยทำการติดตั้งมาแล้ว ราวปี 2558 รอบนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอีกครั้ง จากความพยายามและความร่วมมือทุกฝ่าย ร่วมกับ ทีมสัตวแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย รศ.สัตวแพทย์หญิง (สพญ.) ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผอ.ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำฯ ครูดรล์ รัตนทัศนีย์ หัวหน้าสาขาวิชาผลิตสื่อภาพยนตร์ และ dive media ครูสอนดำน้ำ NAUI และเครือข่ายประมงพื้นบ้าน ประกอบด้วย กลุ่มอนุรักษ์พะยูนบ้านฉางหลาง และกลุ่มอนุรักษ์พะยูนบ้านเจ้าไหม ที่สำคัญคือการทำงานเป็นทีมวอร์คและมาตรฐานการทำงานสูงมาก จากจำนวน 40-50 คน ร่วมกันภายใต้ทฤษฎี “วิ่งผลัด”
