ชาวนา
ปรับปรุงจากคำนำของ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ในหนังสือ ลืมตาอ้าปาก (สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2559) ราคา 140 บาท ล่มสลายนานแล้ว ชนบทดั้งเดิมที่มีกระท่อมชาวนาและคอกควาย แล้วมีชาวนากำลังทำนา แบบ “วันวานยังหวานอยู่” ที่เคยเห็นบนรูปโปสการ์ด ส.ค.ส. ความสัมพันธ์ทางสังคมแนวดิ่ง แบบผู้ใหญ่-ผู้น้อย, เจียมเนื้อเจียมตัว, เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ยอมจำนนต่ออำนาจเหนือ ฯลฯ ก็ลดลงจนเกือบไม่เหลือให้เห็น ไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ความขัดแย้งและความรุนแรงในสังคมไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งที่สำคัญเกิดจากสังคมไทยขาดความเข้าใจเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงและศักยภาพทางการเมืองของคนชนบททำให้นโยบายและโครงการต่างๆ เกี่ยวกับชนบททั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่นส่วนใหญ่มักมีลักษณะเป็นการช่วยเหลือจากบนลงล่าง แทนที่จะยอมให้ชนบทได้ส่วนแบ่งอำนาจ เพื่อให้คนชนบทมีโอกาสและมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในชนบทในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ได้ทำให้ระบบการผลิตและระบบสังคมแบบ “สังคมชาวนา” ล่มสลายลง แล้วนำไปสู่การก่อรูปสังคมชนบทรูปแบบใหม่ขึ้นมา ซึ่งอาจเรียกว่า “สังคมผู้ประกอบการในชนบท”
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ศาลาประชาคมหมู่บ้าน บ้านหนองบัว ต.ปลาปาก อ.ปลาปาก จ.นครพนม ได้มีตัวแทนกลุ่มเกษตรกรชาวนา นำโดยนางกุลภัสสรณ์ วงค์จันทร์ อายุ 57 ปี พร้อมด้วย นายหนูกานต์ คำหาญ อายุ 63 ปี และตัวแทนเกษตรกรในพื้นที่ ต.ปลาปาก กว่า 100 ราย นำเอกสารหลักฐานการขึ้นทะเบียนเกษตรกรมาร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับนายสง่า แสงแก้ว นายก อบต.ปลาปาก อ.ปลาปาก จ.นครพนม เพื่อประสานขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานเกี่ยวข้อง และสื่อมวลชน ให้มีการตรวจสอบแก้ไขปัญหา กรณีได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาการรับเงินในโครงการ ช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ตามโครงการรัฐบาลไร่ละ 800 บาท แต่ชาวบ้านในพื้นที่ไม่ได้รับเงินตามกำหนด เนื่องจากมีปัญหารายชื่อตกหล่น ทำให้ไม่มีสิทธิ์ในการรับเงินตามเกณฑ์ของรัฐบาล สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้าน ไม่ได้รับเงินตามสิทธิ ซึ่งเคยไปเรียกร้องกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร รวมถึงหน่วยงานเกษตรที่ดูแลรับผิดชอบ กับไม่ได้รับการแก้ไข และคำตอบที่ชัดเจน จึงต้องการออกมาเรียกร้องทวงสิทธิ ให้มีการดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่มาตรฐานให้เกษตรกรได้รับสิทธิเท่าเทียมกั
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ จากสภาพความแห้งแล้งที่กำลังขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ทำให้คลองชลประทานวัดโคก อ.มโนรมย์ น้ำแห้งขอด ชาวนาเริ่มปรับตัวหันไปปลูกกล้วยน้ำว้าขาย ทดแทนการขาดรายได้จากการทำนา ซึ่งสามารถสร้างรายได้เดือนละกว่า 9,000 บาท… ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่ต่ำกว่าปากคลองของคลองส่งน้ำวัดโคก ต.วัดโคก อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ทำให้คลองส่งน้ำสายน้ำแห้งขอด ก้นคลองเหลือเพียงดินแตกระแหง นาข้าวกว่า 4,000 ไร่ที่อาศัยน้ำจากลำคลองสายนี้ต้องเริ่มปรับตัว ชาวนาบางส่วนต้องหันไปพึ่งน้ำบาดาลในการทำนาต่อเนื่อง แต่ยังมีชาวนาจำนวนมากที่หันไปปลูกพืชทดแทนตามนโยบายภาครัฐ ซึ่งในพื้นที่ ต.วัดโคกชาวนาบอกว่ากล้วยน้ำว้าเป็นพืชที่ปลูกได้ผลดีมาก โดยจะใช้การวางระบบน้ำด้วยที่ PVC ในการให้น้ำ ซึ่งถือว่าใช้น้ำน้อยกว่าการทำนาหลายเท่าตัว เมื่อกล้วยติดผลจะมีพ่อค้ามารับถึงสวนในราคาหวีละ 10-12 บาท แต่หากนำไปวางขายเองก็จะได้ราคาถึง 15 บาท โดยในแต่ละรอบการตัดกล้วยขาย ชาวบ้านที่นี่จะมีรายได้กว่า 3,000 บาท และ 1 เดือนจะตัดขาย 3 รุ่น หรือเท่ากับมีรายได้กว่า 9,000 บาทต่อ 1 ไร่/เดือน ซึ่งชาวบ้านบอกว่าเป็นการลงทุ
นายสินสมุทร คงประโยชน์ สมาชิกสภาเกษตรกรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ชี้แจงว่า จากการจัดประชุมเครือข่ายสภาเกษตรกรที่ผ่านมา จะได้รับข้อร้องเรียนความเดือดร้อนของเกษตรกรทำนาจากปัญหาขาดแคลนน้ำ หลังจากที่เริ่มทำนาปรัง เพราะไม่มีการจัดสรรน้ำไปให้ ทำให้ข้าวที่เพาะปลูกได้รับความเสียหาย จึงได้ประสานหน่วยงานภาครัฐเพื่อชี้แจงซึ่งเมื่อวันพุธที่ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ณ ที่ว่าการอำเภอภาชี มีเกษตรกรกรในหลายอำเภอที่ได้รับความเดือดร้อนการจากการทำนารอบที่ 2 ปีเพาะปลูก 2559/60 มาเข้ารับฟังราว 800 คน สาระสำคัญจากภาครัฐคือเกษตรกรต้องมีส่วนร่วมในการช่วยแก้ปัญหาเนื่องจากน้ำต้นทุนมีเท่าเดิม แต่การเพิ่มขึ้นของประชากรนอกภาคการเกษตรมีมากต้องใช้น้ำมาก เกษตรกรควรมีแหล่งน้ำในไร่นาของตนเอง ทำการเกษตรที่ใช้น้ำน้อย สถานการณ์ปัจจุบันชาวนาได้ทำนาปรังมากกว่าพื้นที่จัดสรรน้ำ ในส่วนของเกษตรกรนั้น นายสินสมุทร ฯ ได้กล่าวว่า ปีนี้เกษตรกรในพื้นที่ไม่ทราบถึงแผนการจัดสรรน้ำจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจากเดิมปกติคณะกรรมการจัดการชลประทานกลุ่มผู้ใช้น้ำจะมีการประชุมวางแผนการใช้น้ำร่วมกัน แต่ปีนี้ไม่มีการประชุมจึงทำให้เกิดสภาพปัญ
วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 นางประนอม อานุสาน เกษตรกรบ้านบัว หมู่ 3 ตำบลดงขวาง อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม เปิดเผยว่า การทำนาถือเป็นอาชีพหลักของคนในถิ่นนี้ ซึ่งหลังฤดูเก็บเกี่ยวต่างก็ต้องหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว บางคนก็เลือกที่จะปลูกพืชน้ำน้อย บ้างก็ทำอาชีพรับจ้าง แต่ตนเองและกลุ่มญาติๆ ได้รวมกลุ่มกันสานกระติบข้าวไม้ไผ่ เพราะเป็นสิ่งที่บรรพบุรุษปลูกฝังมาและมองว่าสามารถทำขายได้ตลอดทั้งปี จึงเป็นอาชีพเสริมที่ดีและมั่นคงเพราะเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับใส่ข้าวเหนียวไว้รับประทาน มีจำนวนความต้องการมาก โดยขณะนี้มียอดสั่งจองเข้ามามากจนผลิตแทบไม่ทัน โดยในช่วงแรกๆ ของการสานกระติบข้าวจะเป็นแบบปกติทั่วไป พอไปวางจำหน่ายลูกค้าก็ถามว่ามีลวดลายและรูปทรงอื่นไหม จึงได้นำเอาความคิดนั้นต่อยอดพัฒนามาเรื่อยจนกลายเป็นลวดลายและรูปทรงที่แปลกตาตามความต้องการของลูกค้า เช่น เป็นรูปหัวใจ เป็นอักษรข้อความบนกระติบข้าว หรือว่าลวดลายอื่นๆ อีกมากมายหลายแบบ ซึ่งราคาต่อลูกจะเริ่มที่ 120 บาทไปจนถึง 350 บาท ขึ้นอยู่กับขนาด ลวดลายในการจักสาน และรูปทรงที่ประดิษฐ์ ยิ่งมีความละเอียดมากก็จะราคาสูง แต่ก็ถือว
วันที่ 5 ก.พ. นายกาจบัณฑิต รามมาก รองประธานสภาเกษตรกร จ.สงขลา เปิดเผยว่าเกษตรกรคาบสมุทรสทิงพระได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมประมาณ 5,000 ราย พื้นที่การเกษตรเสียหาย 100,000 กว่าไร่ ขอให้รัฐบาลช่วยหาเมล็ดพันธุ์ข้าวประมาณ 2,500 ตันให้โดยเร็ว เพื่อให้ทันกับฤดูกาลเพาะปลูก หากเพาะปลูกข้าวช้าจะถึงฤดูแล้ง เกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้ง น้ำจากชลประทานอาจทำให้น้ำมีความเค็มเกินค่า เกษตรกรไม่ได้ก่อม็อบตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ นายกาจบัณฑิตเปิดเผยว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเปิดรับบริจาคเงินซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว เป็นสิ่งที่ดี แต่กลัวว่าเงินที่ได้รับจะซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวมาแจกจ่ายให้เกษตรกรไม่พอกับความต้องการ 2,500 ตัน และล่าช้า ทางสภาเกษตรกรและภาคการเมืองเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรอีกทางหนึ่งเท่านั้น ไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝงตามที่โฆษกรัฐบาลเข้าใจอยู่ และไม่ได้กดดันภาครัฐในพื้นที่ นายกาจบัณฑิตเปิดเผยว่า เกษตรกรและนักการเมืองไม่ได้กดดันรัฐบาล แต่ขอให้รัฐบาลช่วยชาวนาให้เร็วขึ้น กรมการข้าวรวบรวมเมล็ดพันธุ์จากภาคอื่นๆ ของประเทศที่กำลังเก็บเกี่ยวอยู่ นำมาช่วยชาวนาภาคใต้ จะเป็นการช่วยเกษตรกรชาวนาภาคกลางและภาคใต้ไปพร้อมกัน และให้นำปัญห
น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กำกับดูแลแผนการบริหารจัดการข้าวครบวงจรว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการจัดทำแผนข้าวครบวงจรอยู่ระหว่างการทบทวนแผนข้าวครบวงปี 2560/61 ก่อนนำเสนอคณะกรรมการนโยบายและการบริหารจัดการข้าว(นบข.)พิจารณา หลังจากตามแผนข้าวครบวงจรปี 2559/60 มีปัญหาหลายอย่างที่ไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด อาทิ การให้เงินจูงใจเกษตรกรให้เลิกปลูกข้าว เปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น พอเกษตรกรรับเงินเพื่อไปปลูก ข้าวโพด ปอเทือง จากรัฐบาลแล้วก็กลับไปปลูกข้าวแบบเดิม ซึ่งนี่คือปัญหา ส่วนหนึ่งมาจากการที่เกษตรกรได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลไปแล้ว รัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นปีการผลิต 2560/61 การจะควบคุมผลผลิตให้ได้เหมาะสมไม่เกินความต้องการตลาด ที่อาจกระทบต่อราคาที่ชาวนาจะขายได้ จึงจำเป็นต้องทบทวนแผนการเพาะปลูกใหม่ รวมทั้งการจูงใจ โดยการให้เงินทั้งสำหรับการเปลี่ยนอาชีพจากชาวนาไปปลูกพืชอื่น ต้องทำให้ชาวนารู้ว่าปลูกพืชอื่นมีรายได้ดีกว่าปลุกข้าวให้ได้ แต่ต้องยอมรับว่า เรื่องการเปลี่ยนโครงสร้างการเพาะปลูกข้าว ไทยเพิ่งเริ่มเพียง 1 ปี ขณะที่หลายๆประเทศต
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 4 มกราคม 2560 นายธรรมศักดิ์ รัตนธัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว เป็นประธาน การประชุม คณะกรรมการ พิจารณาข้อเรียกร้อง ของเกษตรกรชาวนา จำนวน 12 ราย ที่เข้าไปเช่าพื้นที่ในประเทศกัมพูชา ปลูกข้าวและขอนำเข้าในราชอาณาจักรไทย และในที่ประชุม ได้มีมติเห็นชอบไม่อนุมัติให้นำเข้าข้าวเปลือกทั้งหมดที่ชาวบ้าน ไปเช่าที่ดินปลูกไว้ในประเทศกัมพูชา นำเข้าในประเทศได้ เนื่องจากข้าวเปลือกเป็นสินค้าที่ห้ามนำเข้า ตามพระราชบัญญัติกักกันพืช กระทรวงพาณิชย์จึงไม่สามารถอนุญาตให้นำเข้าราชอาณาจักรได้ หากจะนำเข้า ต้องนำไปแปรสภาพเป็นข้าวสารก่อน แล้วจดทะเบียนกับกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้นำเข้าเสียก่อน หรือไม่ก็ต้องขายผลผลิตดังกล่าวในประเทศกัมพูชา ส่วน นาย อารยันต์ ท่าใหญ่ นายอำเภอตาพระยา กล่าวว่า ในฤดูทำนาที่ผ่านมามีชาวบ้าน ในอำเภอตาพระยา ประมาณ 12 ราย ได้เข้าไปทำนาในประเทศกัมพูชา โดยเช่าที่ดินจากชาวกัมพูชา ได้ผลผลิตประมาณ 200-300 ตัน ได้ไปร้องขอให้ทางอำเภอช่วยเหลือในการนำเข้าผลผลิตที่ได้ทั้งหมด ตนจึงได้ทำเรื่องถึงจังหวัด เพื่ออนุญาตผ่อนผัน และมีการประชุมหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางช
ประเทศไทยนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน ประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพเป็นเกษตรกร และอาชีพเกษตรกรที่เป็นหน้าตาพร้อมกับนำรายได้มาหล่อเลี้ยงประเทศชาติคือชาวนา แม้โลกจะพัฒนาไปไกล มีอุตสาหกรรมใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่เคยละทิ้งการทำนา ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวก็ว่าได้ที่พระมหากษัตริย์ทรงห่วงชาวนาและทรงลงเกี่ยวข้าวในท้องทุ่งนา ด้วยความสำคัญของอาชีพการทำนา ในหลวงพระองค์ท่านจึงได้ค้นคว้าวิจัยทดลองในการที่จะส่งเสริมชาวนาให้ได้รับการปลูกข้าวที่มีคุณภาพและสร้างรายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัวได้อย่างมั่นคง ครั้งหนึ่งพระองค์ท่านได้พระราชทานพระราชดำรัสแก่ผู้นำกลุ่มชาวนา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2504 ความตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้ามีโอกาสได้ศึกษาการทดลองและทำนามาบ้าง และทราบดีว่าการทำนานั้นมีความยากลำบากอยู่มิใช่น้อย จำเป็นจะต้องอาศัยพันธุ์ข้าวที่ดี และต้องใช้วิชาการต่างๆ ด้วยจึงจะได้ผลเป็นล่ำเป็นสัน อีกประการหนึ่ง ที่นานั้น เมื่อสิ้นสุดฤดูการทำนาแล้วควรปลูกพืชอื่นๆ บ้าง เพราะจะเพิ่มรายได้ให้อีกไม่ใช่น้อย ทั้งจะช่วยให้ดินร่วน ช่วยเพิ่มปุ๋ยกากพืช ทำให้ลักษณะเนื้อดินดีขึ้น เหมาะสำหรับจะทำนาในฤดูต่อไป” จากพระราชดำรัสดังกล่าวสะ
โครงการการริเริ่มข้าวที่ดีขึ้นแห่งเอเชีย (Better Rice Initiative Asia-BRIA) หรือ “เบรีย” เป็นโครงการที่ริเริ่มตั้งแต่ปี 2557 จนถึง 2560 โดยองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ในนามของกระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ) เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในการผลิตข้าว การเชื่อมโยงตลาด และการปรับปรุงโภชนาการในภาคอาหาร ซึ่งมี 4 ประเทศเป้าหมาย ได้แก่ ไทย, เวียดนาม, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศไทย โครงการเบรียดำเนินการโดยความร่วมมือกับกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และไบเออร์ ครอปซายน์ โดยล่าสุดโครงการเบรียลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจเยี่ยมโครงการ และมอบเกียรติบัตรให้แก่ชาวนาในพื้นที่ที่ผ่านการอบรม “มนตรี พรหมลักษณ์” ผู้ประสานงานโครงการการริเริ่มข้าวที่ดีขึ้นแห่งเอเชีย จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า โครงการเบรียในประเทศไทยปีนี้จัดทำการนำร่องการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน (SRP – Sustainable Rice Production) โดยนำร่องที่ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี จำนวน 2 ศูนย์ข้าวชุมชน ได้แก่ ศูนย์ข้าว
