นาแปลงใหญ่
นางจุลมณี ไพฑูรย์เจริญลาภ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการผลิตข้าว กรมการข้าว เปิดเผยภายหลังเยี่ยมชมการดำเนินกิจกรรมนาแปลงใหญ่ ในพื้นที่จังหวัดราชบุรี และเพชรบุรี ว่า กรมการข้าวได้ดำเนินโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ (นาแปลงใหญ่) ปี 2558-2561 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวโดยการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตข้าวคุณภาพดี อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มสมรรถนะในการบริหารจัดการการผลิตข้าวของชุมชนแบบครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการผลิต การจัดการคุณภาพ และการจัดการด้านการตลาด เพื่อให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ ซึ่งจนถึงขณะนี้มีจำนวนนาแปลงใหญ่ที่กรมการข้าวรับผิดชอบ จำนวนทั้งสิ้น 1,902 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ 2,433,172 ไร่ เกษตรกรจำนวน 175,647 ราย ในพื้นที่ 71 จังหวัด แบ่งเป็นกลุ่มต่อเนื่องปี 2558-2560 จำนวน 1,172 แปลง และกลุ่มใหม่ปี 2561 จำนวน 730 แปลง โดยกรมการข้าว ได้พัฒนาเกษตรกรเข้าสู่ระบบการผลิตข้าวที่เหมาะสมตามมาตรฐาน GAP แล้วจำนวน 854 แปลง เกษตรกร 47,700 ราย พื้นที่ 594,916 ไร่ โดยรับใบรับรองมาตรฐานแล้ว 143 แปลง และจะเข้าสู่ระบบการตรวจรับรองในฤดูกาลผลิตนี้อีก 711 แปลง ซึ่งคาดว่าจะมีผลผลิตข้า
นายไพศาล สังข์มงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญในเรื่อง การลดต้นทุนการผลิต โดยการรวมแปลงเป็นแปลงใหญ่ที่มีการบริหารจัดการร่วมกัน ให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางในการดำเนินงาน ผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มในการผลิตเพื่อร่วมกันจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพดี ราคาถูก และการใช้เทคโนโลยีการเกษตรที่เหมาะสมเพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ รวมทั้งผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด มีการผลิตร่วมกันเป็นกลุ่มและมีการเชื่อมโยงกับตลาดเพื่อบริหารจัดการให้เกิดสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของสินค้า แก้ปัญหาเรื่องสินค้าล้นตลาดและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ปัจจุบัน พื้นที่การดำเนินงานของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ใน 9 จังหวัดภาคกลาง มีจำนวนแปลงใหญ่ทั้งสิ้น 237 แปลง พื้นที่รวม 348,366 ไร่ เกษตรกร 12,666 ราย 24 สินค้า ได้แก่ ข้าว 140 แปลง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 17 แปลง มันสำปะหลัง 16 แปลง พืชผัก 12 แปลง อ้อยโรงงาน 6 แปลง พืชอาหารสัตว์ 2 แปลง ปาล์ม 2 แปลง เผือก 1 แปลง ข้าวโพดฝักสด 1 แปลง ข้าว/ถั่ว
จากการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินโครงการ “นาแปลงใหญ่” ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพผลผลิต ปี 2559 จนสามารถตั้งกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้ 301 กลุ่ม ในพื้นที่ 58 จังหวัด ภายหลังจากดำเนินการมาระยะหนึ่ง ได้มีการสุ่มเก็บข้อมูลจากเกษตรกร ร้อยละ 20 ของแต่ละกลุ่ม หรือประมาณ 10,674 คน จากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 53,372 คน พบว่า ต้นทุนการผลิตข้าวก่อนเข้าร่วมโครงการเฉลี่ย 4,202 บาท ต่อไร่ คิดเป็น 7,052 บาท ต่อตัน หลังร่วมโครงการแล้วต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ย 3,589 บาท ต่อไร่ คิดเป็น 5,372 บาท ต่อตัน หรืออาจกล่าวได้ว่าเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตข้าวลดลงเฉลี่ย 613 บาท ต่อไร่ คิดเป็นร้อยละ 14.97 หรือประมาณ 1,681 บาทต่อตัน คิดเป็นร้อยละ 23.34 โดยเกษตรกรนาแปลงใหญ่ในภาคกลางสามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ยต่อไร่ได้มากที่สุด คือ 741 บาท ต่อไร่ คิดเป็น ร้อยละ 18.74 ของต้นทุนการผลิต ก่อนเข้าร่วมโครงการของเกษตรกรในภาคกลาง ในกรณีต้นทุนการผลิตข้าวต่อตัน เกษตรกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือสามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ยต่อตันได้มากที่สุด คือ 2,386 บาท ต่อตัน คิดเป็น ร้อยละ 27.72 ของต้นทุนการผลิต ก่อนเข้าร่วมโครงการ นอกจา
ผ่านมาแล้ว 12 ปี สำหรับการจัดตั้ง กรมการข้าว หน่วยงานภายในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นองค์กรภาครัฐอีกหน่วยงานหนึ่ง เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549 เพื่อให้เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการค้นคว้าวิจัยปรับปรุงพันธุ์ข้าว เทคโนโลยีการผลิตข้าว และส่งเสริมการผลิตข้าวทั้งระบบสู่ชาวนาทั่วประเทศ ถือเป็นต้นน้ำที่มีความหมายอย่างยิ่งใหญ่ในการกำหนดอนาคตของข้าวไทย ภารกิจของหน่วยงานกรมการข้าวนี้ ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ เสนอแนะ การจัดทำยุทธศาสตร์ด้านการผลิตข้าวของประเทศ การศึกษาวิจัยพัฒนาพันธุ์ การนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการพัฒนาการผลิตและการแปรรูปข้าวให้เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ การอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว การผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว การส่งเสริมสนับสนุนการจัดการสินค้าข้าว การตรวจสอบและรับรองมาตรฐานข้าว การสร้างมูลค่าเพิ่ม การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องข้าวแก่ชาวนาและผู้ประกอบการค้าข้าว รวมทั้งการอนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านข้าว และการร่วมมือกับต่างประเทศ โดยทุกภารกิจล้วนสนองนโยบายภาครัฐและมุ่งหวังให้ภาคการผลิตข้าวของประเทศถูกยกระดับขึ้น
สศก. ติดตามผลโครงการนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ปี 2560 เกษตรกรยิ้มรับ ได้รับปัจจัยการผลิต องค์ความรู้ และเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้ ช่วยเกษตรกรต้นทุนลด ผลผลิตดี รายได้เพิ่ม สร้างความสามัคคี ความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มนาแปลงใหญ่ได้เป็นอย่างดี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลประเมินโครงการนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ของปี 2560 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์รวมกัน ผลิตข้าวคุณภาพได้มาตรฐานข้าวไทย ลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ภายใต้การบูรณาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยปี 2560 มีพื้นที่ที่สามารถดำเนินการในระบบนาแปลงใหญ่หลักเกณฑ์ใหม่ ปี 2560 รวม 51 จังหวัด จำนวน 747 แปลง พื้นที่ 752,659 ไร่ เกษตรกร 55,087 ราย โดย สศก. ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รวมทั้งประธานกลุ่ม และผู้จัดการแปลง ใน 15 จังหวัด จำนวน 585 ตัวอย่าง ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2560 พบว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมการข้าว ได้ให้การสนับสนุนปัจจัยการผลิตแก่ เกษตรกรกลุ่มนาแปลงใหญ่ที่เป็นสมาชิกไปใช้และบริหารจัดการร่วมกัน ได้แก่ เมล็
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 30 ก.ย. ที่โรงแรมโฆษะ ถ.ศรีจันทร์ ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น นายเมธี จันทร์จารุภรณ์ ประธานสถาบันประชาชนเพื่อการสาธารณสุขมูลฐาน ได้มาเป็นประธานเปิดโครงการสัมมนา ทางเลือกทางรอด “ชาวนาบอกชาวนาปรับตัวอย่างไรในยุค 4.0” โดยมี นายระวี รุ่งเรือง ผู้ประสานงานองค์กรชาวนาเพื่อการปลดหนี้ ร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ และ เครือข่ายองค์กรชาวนาเพื่อนำไปสู่แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดำเนินการจัดให้มีการเสวนา เรื่อง “ทางเลือกทางรอดชาวนาบอกชาวนาปรับตัวอย่างไรในยุค 4.0” ซึ่งมีพิธีกร คือ ผศ.ไกรเลิศ ทวีกุล อาจารย์ประจำภาควิชาส่งเสริมการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น นายทองคำ แจ่มใส ปราชญ์ชาวบ้าน ต.จันดุม อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ บุคคลต้นแบบด้านการจัดการชีวิตและชุมชน, การสร้างคน สร้างความรู้ : กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิตบ้านม่วงหวาน-โคกเจริญ และผู้นำชาวนาภูมิภาคต่างๆ ซึ่งมีเกษตรกรทำนาใน 12 จังหวัดภาคอีสานเข้าร่วมสัมมนาประมาณ 100 – 150 คน สืบเนื่องจาก ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทยและเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ อาชีพทำนาจึงมีความสำคัญกับประเทศไทยและผูกพันกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของไทยมาแต่โบราณ ชาวน
พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินโครงการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ ปี 2560 ว่า ปัจจุบันมีพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ จำนวน 2,548 แปลง พื้นที่กว่า 3.38 ล้านไร่ เกษตรกร 248,999 ราย มีการผลิตสินค้า 10 กลุ่ม ได้แก่ ข้าว พืชไร่ ไม้ยืนต้น ผักและสมุนไพร ไม้ผล ไม้ดอก หม่อนไหม แมลงเศรษฐกิจ ปศุสัตว์ และประมง ซึ่งผลการประเมินของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พบว่าการส่งเสริมพื้นที่แปลงใหญ่ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 4,864.94 ล้านบาท โดยแปลงใหญ่ของภาคเอกชนมีรายได้เพิ่มขึ้น 1,241-1,565 บาท/ไร่ ขณะที่แปลงใหญ่ของภาครัฐ มีรายได้เพิ่มขึ้น 992-1,168 บาท/ไร่ นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่าใน ปี 2561 มีแผนเร่งสานต่อการพัฒนาเกษตรแปลงใหญ่ โดยจะถ่ายโอนภารกิจด้านผู้จัดการแปลงให้เกษตรกรพร้อมพัฒนาศักยภาพผู้จัดการแปลงและเกษตรกร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างนวัตกรรมใหม่ เพิ่มความเข้มแข็ง เร่งจัดทำแผนพัฒนาเพิ่มแปลงใหญ่สินค้าเกษตรอื่นๆ และพัฒนายกระดับการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพได้รับมาตรฐาน เชื่อมโยงเครือข่ายศูนย์การ
พื้นที่ในตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตเกลือทะเลที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ปัจจุบันเกษตรกรที่ยึดอาชีพการทำนาเกลือมีจำนวนลดลง กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของเกษตรกรผู้ประกอบอาชีพทำนาเกลือ จึงได้นำแนวทางการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่เข้ามาดำเนินการสนับสนุนให้เกษตรกรชาวนาเกลือในพื้นที่นิคมสหกรณ์โคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร รวมกลุ่มกันบริหารจัดการนาเกลือแบบแปลงใหญ่ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร ช่วยลดต้นทุนการผลิต และพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกลือให้ได้มาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะทำให้สามารถส่งไปแข่งขันในตลาดได้กว้างมากยิ่งขึ้น และยังช่วยแก้ไขปัญหาราคาเกลือทะเลตกต่ำได้อีกทางหนึ่ง โดยได้เริ่มดำเนินการที่สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด เป็นสหกรณ์นำร่องด้านการส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่นาเกลือ สหกรณ์กรุงเทพ จำกัด มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ปี 2480 รัฐบาลสมัยนั้นได้จัดสรรที่ดินทำกินให้กับราษฎรที่ไม่มีที่ทำกิน แล้วมีนโยบายให้พื้นที่ที่ติดกับทะเลประกอบอาชีพการทำนาเกลือ ต่อมาใน ปี 2485 ก็เริ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ขึ้นในรูปแบบของสหกรณ์ โดยตั้งชื่อสหกรณ์แห่งแรกว่า “สหกรณ
วันที่ 20 พ.ค. นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจรและแผนปฏิบัติงานเกษตรอินทรีย์ ที่ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา พร้อมพบปะเกษตรกรในพื้นที่แปลงใหญ่ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้ประชุมติดตามการดำเนินงานในเรื่องข้าวครบวงจร นาแปลงใหญ่ และเกษตรอินทรีย์ ร่วมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)เพื่อรับทราบรายงานการปฏิบัติการผลิตข้าวครบวงจรและนาแปลงใหญ่ในพื้นที่ รวมถึงแผนการดำเนินงาน ซึ่งการดำเนินการนาแปลงใหญ่จะทำให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็งและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สามารถลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้ โดยกำหนดเกณฑ์การเข้าร่วมการรวมกลุ่มเกษตรกรอย่างน้อย 30 ราย มีพื้นที่รวมกันตั้งแต่ 300 ไร่ขึ้นไป มีการแบ่งหน้าที่ในด้านต่างๆ เช่น ด้านเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ศัตรูพืช (อารักขาพืช) และด้านเครื่องจักรกลการเกษตร นางสาวชุติมา กล่าวว่า รัฐบาลจะมีหน่วย
นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการสำนักงานจัดรูปที่ดินกลาง กรมชลประทาน กล่าวว่า การดำเนินโครงการเกษตรแปลงใหญ่ประชารัฐ ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่จัดรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรม ตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 800 ไร่ นั้น ภาคเอกชนโดยกลุ่มน้ำตาลมิตรผล ประสานงานติดต่อโรงสีไฟกาฬสินธุ์ 3 เข้ามาร่วมส่งเสริมการปลูกและรับซื้อข้าวคุณภาพเพื่อส่งออก และ บริษัท โรงงานแม่รวย จำกัด ผู้ผลิตถั่วลิสงโก๋แก่ ส่งเสริมการปลูกถั่วลิสงและรับซื้อป้อนโรงงาน แบ่งปลูกตามฤดู โดยในฤดูฝนจะเน้นปลูกข้าวนาปีเพียงครั้งเดียว เพื่อเป็นข้าวคุณภาพโดยไม่ปนกับข้าวนาปรัง ส่วนฤดูแล้งหันไปส่งเสริมปลูกถั่วลิสงซึ่งใช้น้ำน้อยแทนการทำนาปรัง ด้าน นายสุรชาติ เพ็งมีศรี หัวหน้าสำนักงานจัดรูปที่ดินจังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า พื้นที่จัดรูปที่ดินในตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย มีทั้งหมดร่วม 3,000 ไร่ รับการจัดรูปที่ดินเรียบร้อยแล้ว 800 ไร่ ที่เหลือ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง พยายามเร่งรัดให้เสร็จทันฤดูการผลิตข้าวนาปี 2560 “ที่ผ่านมา เกษตรกรปลูกข้าวนาปีแล้วทำถั่วลิสงช่วงฤดูแล้งอยู่แล้ว แต่พอมีการจัดรูปที่ดิน มีน้ำสมบูรณ์ก็เลิกปลู
