ประมงพื้นบ้าน
ผลิตไม่ทัน – ปัจจุบันปลาดุกร้าทะเลน้อยพัทลุง ถือเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าโอท็อปที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภค เนื่องจากมีรสชาติอร่อยและราคาไม่แพง หากได้รับการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ความต้องการในตลาดจะเพิ่มสูงขึ้นจนผลิตไม่ทัน พาณิชย์จังหวัดพัทลุงเผย “ผลิตภัณฑ์ปลาดุกร้าทะเลน้อยพัทลุง” จ่อขึ้นทะเบียนสินค้า GI ก.ค. 2562 นี้ ชี้ผลิตจากปลาดุกอุยธรรมชาติในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย อ.ควนขนุน ล่าสุด “วิสาหกิจชุมชนบ้านชุมพล” เล็งขยายลงทุนโรงเรือนเพิ่ม เหตุปีที่ผ่านมายอดขายพุ่งกว่า 80% เนื้อหอมผลิตไม่พอขาย “บิ๊กซี” จองวางขายบนห้าง นางสายช่อ อังศุพานิช พาณิชย์จังหวัดพัทลุง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการเปิดอบรมหลักสูตรการสร้างมาตรฐานสินค้าปลาแปรรูปชุมชนทะเลน้อย ซึ่งจังหวัดพัทลุง สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุง ได้จัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ในเดือนกรกฎาคม 2562 คาดว่าผลิตภัณฑ์ปลาดุกร้าทะเลน้อยพัทลุงจะได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI ) หลังจากที่ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพัทลุงร่วมกับวิทยาลัยภูมิปัญญาชุมชน มหาวิทยาลัยทักษิณ โดยได้รับงบประมาณส่งเสริมจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ดำเนินการขับเคลื่อ
พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในการสัมมนา ทิศทางประมงพื้นบ้านไทยในอนาคต ว่า ภาคการประมงปัจจุบันที่มีเรื่องการค้าเข้ามาเกี่ยวข้อง จำเป็นอย่างยิ่งที่ชาวประมงพื้นบ้าน ต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง โดยต้องเรียนรู้กฎเกณฑ์ทางการค้ามากขึ้น แต่เป้าหมายโดยรวมไม่ใช่เพื่อให้ไทยหลุดพ้นจากใบเหลือง ของการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม หรือไอยูยู ของสหภาพยุโรปหรืออียู แต่การปรับเปลี่ยนทั้งหมดนี้มีเป้าหมายหลักคือเพื่อการทำประมงอย่างยั่งยืน องค์ประกอบการทำประมง เรื่องประมง คน และเครื่องมือ ทั้งหมดนี้ต้องออกกฎหมายรองรับ โดยเรือทุกลำ แรงงานทุกคนต้องขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง และใช้เครื่องมือที่ไม่ทำลายล้าง ผู้ที่กระทำความต้องถูกดำเนินคดีและใช้ ซึ่งประมงพื้นบ้านก็ต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์นี้ เพื่อร่วมกันใช้ทรัพยากรอย่างเสมอภาค ตามที่ประมงได้จัดสรร โควตาการจับปลา ที่มาจากการประเมินผลผลิตสูงสุดที่ยั่งยืน (MSY)ทุกปี ตามการรายงานของกลุ่มเรือประมงพาณิชย์ พบว่า หลังที่รัฐบาลไทยให้ความเข้มงวดไอยูยู ในปี 2560 ประมงไทยสามารถจับปลาได้ 1.17 ล้านตัน ปี 2561 (ม.ค.- ต.ค.) มีการจับปลาได้มากกว
ปัจจุบัน ทะเลหลายที่เต็มไปด้วยขยะ จากผู้คนที่ไปเที่ยวต่างคนต่างทิ้งโดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของสัตว์ที่อาศัยอยู่ใต้ทะเลหรือความสะอาดของริมชายหาด สัตว์ที่อาศัยอยู่ใต้ทะเลทุกวันนี้ก็มีจำนวนลดลงมาก เพราะถูกจับนำไปบริโภคและไม่มีการทิ้งช่วงให้ขยายพันธุ์เพิ่มแต่อย่างใด น้อยครั้งที่จะมีแกนนำพากันเก็บขยะเหล่านั้น แต่ก็ยังมีคนทิ้งเพิ่มขึ้นไปอีก ครั้งนี้จึงมีหน่วยงานใหญ่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องของการเพิ่มที่อยู่อาศัยของสัตว์ใต้น้ำ เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนและวัยเจริญพันธุ์ใต้ท้องทะเล เพิ่มจำนวนสัตว์น้ำและฟื้นคืนความสมบูรณ์ให้ทรัพยากรชายฝั่งทะเล พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านอย่างยั่งยืน คุณชลณัฐ ญาณารณพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี กล่าวว่า เอสซีจี ได้ร่วมกับภาครัฐและชุมชนบริการจัดการน้ำในจังหวัดระยองตั้งแต่ต้นน้ำ ด้วยวิธีการสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่เขายายดา จนถึงปลายน้ำ ซึ่งเป็นโครงการบ้านปลา หัวใจสำคัญที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีตลอดระยะเวลากว่า 6 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เพียงแค่การวางบ้านปลาหรือการสร้างฝายเท่านั้น แต่เ
เอสซีจี เคมิคอลส์ ร่วมกับจังหวัดระยอง สำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 1 (ระยอง) กลุ่มประมงพื้นบ้าน จังหวัดระยอง จัดงาน “จิตอาสาสร้าง บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์” ณ สวนสาธารณะแหลมเจริญ จ. ระยอง โดยมีจิตอาสาร่วมสร้างบ้านปลากว่า 500 คน ซึ่งบ้านปลาทั้งหมดจะส่งมอบให้กับกลุ่มประมงพื้นบ้าน เพื่อเพิ่มพื้นที่อนุรักษ์และแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน คืนความสมบูรณ์ให้กับทะเลชายฝั่งและให้ประมงพื้นบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน โดย เอสซีจี เคมิคอลส์ ได้วางบ้านปลาหลังแรกในปี 2555 จนถึงปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 1,100 หลัง ในจังหวัดระยองและชลบุรี สามารถสร้างพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลได้กว่า 30 ตารางกิโลเมตร โครงการ บ้านปลา เอสซีจี เคมิคอลส์ เริ่มวางบ้านปลาครั้งแรกในปี 2555 จากการได้รับรู้ปัญหาของกลุ่มประมงพื้นบ้านในจังหวัดระยองว่า ปริมาณปลาและสัตว์น้ำมีจำนวนลดน้อยลงเป็นอย่างมาก ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่ของกลุ่มประมงพื้นบ้าน เอสซีจี เคมิคอลส์ จึงได้หารือกับสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 (สบทช.) และได้ออกแบบบ้านปลาที่ทำมาจากท่อน้ำที่ผลิตจากเม็ดพลาสติกโพลิเ
ปลากะพงตัวขนาด 10 กิโล นอนอยู่บนถาดน้ำแข็ง ยังมีกุ้งแชบ๊วยขนาดเท่าฝ่ามือ ปูทะเล กั้ง รวมทั้งอาหารทะเลแปรรูป เช่น ปลากุเลาเค็ม กุ้งแห้ง กะปิ ฯลฯ เหล่านี้คือส่วนหนึ่งของผลผลิตจากทะเลอันอุดมสมบูรณ์ ที่เกิดจากการทำประมงพื้นบ้านแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับการทำงานอนุรักษ์ท้องทะเล ทำให้สามารถส่งผลิตภัณฑ์จากทะเลที่สดใหม่ได้คุณภาพ และปลอดสารเคมีมาให้กับผู้บริโภคในกรุงเทพฯ ได้เลือกซื้อหากันในราคาที่เป็นธรรม กำลังพูดถึง “โครงการประมงพื้นบ้าน-สัตว์น้ำอินทรีย์” โดยมูลนิธิสายใยแผ่นดิน ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2556 กระทั่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักอย่างคึกคักในหมู่ผู้บริโภคสายสุขภาพ ที่ก้าวเข้ามาเป็นแฟนเอฟซี ออเดอร์สินค้าผ่านทางออนไลน์ เพราะติดใจในคุณภาพ และมั่นใจในความเป็นสินค้าอินทรีย์ที่สดใหม่ ดร.สุภาภรณ์ อนุชิราชีวะ ผู้นำเครือข่ายรักษ์ปลา-รักษ์ทะเล เล่าให้ฟังว่า โครงการประมงพื้นบ้าน-สัตว์น้ำอินทรีย์เริ่มเมื่อปี 2556 วัตถุประสงค์คือ ต้องการโปรโมตตัวตนของชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งมีวิถีที่อนุรักษ์ ใช้ทรัพยากรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และทำงานหนักมากในการที่จะดูแลชายฝั่
ผู้สื่อข่าวเดินทางไปดูวิถีชาวประมงพื้นบ้านที่ประกอบอาชีพจับเคยตามแนวชายฝั่งทะเลจ.ตราด ซึ่งเป็นอาชีพหลักของประมงพื้นบ้าน ระหว่างเดือนพฤษภาคม – เดือนธันวาคม ที่จะมีชาวประมงพื้นบ้านหลายตำบล หลายหมู่บ้าน ออกหาเคยหรือกุ้งเคย เพื่อนำมาทำกะปิ นายประนอม อ่อนเพชร ชาวประมงพื้นบ้าน บ้านตาหนึก ต.คลองใหญ่ อ.คลองใหญ่ ปกติก่อนหน้านี้ตนเองจะออกหาปู หาปลา ตามแนวชายฝั่ง ซึ่งเป็นอาชีพหลักเลี้ยงปากท้องและครอบครัวมาตลอด แต่ในช่วงนี้เป็นช่วงลมมรสุมหรือมีฝนตก มักจะพบกุ้งเคยจำนวนมาก ไหลตามกระแสตามแนวชายฝั่ง ซึ่งเวลานี้เอง หลังจากหาปูหาปลาเสร็จแล้ว ก็มาจับกุ้งเคย ได้เฉลี่ยวันละ 30-60 กิโลกรัม แต่บางวันได้มากถึง 100 กิโลกรัม นายประนอม กล่าวว่า หลังจากจับกุ้งเคยมาได้แล้ว จะใช้น้ำล้างทรายออก เสร็จแล้วแยกขยะหรือปลาที่ติดมากับอวน ขณะจับกุ้งเคย เมื่อแยกได้เฉพาะกุ้งเคยแล้ว นำไปคลุกเคล้ากับเกลือในอัตราส่วนที่เท่ากัน หรืออัตราเกลือ 1 ส่วน กุ้งเคย 10 ส่วน เป็นต้น แล้วแต่สูตรของแต่ละเจ้า จากนั้นนำไปตากแดด 2-3 แดด จากนั้นนำมาตำให้แหลก และตากแดดอีกครั้ง จนได้กะปิส่งร้านขายชุมชุนในท้องถิ่น ในราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท แต่หา
