ปุ๋ยเคมี
จากข้อมูลปริมาณและมูลค่าการนำเข้าปุ๋ยเคมีสูตรที่สำคัญ ปี 2549-2554 ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นทุกปี ในปี 2554 ที่ผ่านมาประเทศไทยต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีสูงถึง 6.1 ล้านตัน เป็นมูลค่า 71.8 หมื่นล้านบาท และสูตรปุ๋ยที่นำเข้ามานั้นไม่ตรงกับความต้องการของพืชแต่ละชนิด อีกทั้งคุณสมบัติปุ๋ยไม่ได้เฉพาะเจาะจงสำหรับพืชแต่ละชนิด การใช้ปุ๋ยของประเทศไทยเราจึงเป็นการใช้ปุ๋ยสูตรเดิมๆในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดปัญหาสภาพดินเสื่อมโทรม และปัญหาธาตุอาหารพืชบางชนิดตกค้างภายในดินปริมาณสูง คำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีในปัจจุบันยังคงเหมือนเมื่อ 50 ปีก่อน กล่าวคือในนาดินทรายใช้ปุ๋ยสูตร 16-16-8 ในนาดินเหนียวใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 เป็นปุ๋ยรองพื้น และใช้ยูเรียเป็นปุ๋ยแต่งหน้า หน่วยงานวิจัยหลายหน่วยงานออกมาแนะนำวิธีการใส่ปุ๋ยข้าวอย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นตามค่าวิเคราะห์ดิน ตามพันธุ์ข้าว ตามค่าวิเคราะห์พืช หากพิจารณาแล้วล้วนเป็นวิธีที่ใช้ได้ผล แต่อาจจะยากแก่การปฏิบัติ ดังนั้นการคิดค้นผลิตภัณฑ์ปุ๋ยละลายช้า หรือ ปุ๋ยควบคุมการละลายที่ประกอบด้วยทั้งปุ๋ยอินทรีย์ที่ช่วยปรับปรุงความเสื่อมโทรมของดิน และปุ๋ยเค
รายงานข่าวจากกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่(กพร.) แจ้งว่า ขณะนี้กพร.อยู่ระหว่างจัดเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอต่อ นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้พิจารณาและเสนอต่อรัฐบาล ในการกำหนดให้ประเทศไทยมีการผลิตปุ๋ยเพื่อการเกษตรจากแร่หลัก 3 ชนิด คือ ไนโตรเจนที่สร้างใบ ฟอสฟอรัสสร้างดอก และโพแทสเซียมสร้างผล โดยแผนการผลิตดังกล่าวจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี(2559-2579)ที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ มั่นใจว่าจะมีส่วนสำคัญในการยกระดับรายได้ของเกษตรกรไทยหากได้ใช้ปุ๋ยราคาถูกที่ผลิตในประเทศ จะทำให้มีรายได้ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นและช่วยให้ไทยพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ซึ่งปัจจุบันไทยมีศักยภาพในการผลิตโพแทสเซียม แต่ยังไม่สามารถผลิตได้ทำให้ภาคเกษตรกรรมต้องนำเข้ามาใช้ในประเทศสูงถึง 1 ล้านตันต่อปี และปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมได้อนุมัติประทานบัตรให้กับเอกชน 2 ราย คาดว่าจะมีผลิตแร่โพแทชออกสู่ตลาดได้ตั้งแต่ปี 2561-2562 นี้ ขณะที่แร่ 2 ชนิดที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของปุ๋ย คือ ไนโตรเจนจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีศักยภาพในการผลิตภายในประเทศต่ำมาก กพร.จึงเตรียมเสนอรัฐบาลให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการ
เกษตรกรชาวนาอำเภอสามง่าม 2 ตำบล เดือดร้อนหนักร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิจิตร หลังจากที่ผ่านมาถูกบริษัทแห่งหนึ่งนำปุ๋ยมาแจกให้ทดลองใช้ฟรี ต่อมา 2-3 เดือนถูกหมายศาลให้ชำระเงิน จากกรณีที่เกษตรกรชาวนา 2 ตำบล ในอำเภอสามง่าม ได้เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมอำเภอสามง่าม จ.พิจิตร เพื่อเรียกร้องให้ทางเจ้าหน้าที่รัฐเข้าช่วยเหลือ หลังจากที่บริษัทพีทีไอ ชีวะอินทรีย์ จำกัด หลอกให้ทดลองใช้ปุ๋ยฟรี แล้วมีการเซ็นชื่อรับของ ก่อนที่จะมีการเรียกเก็บเงินในภายหลัง ล่าสุด เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 6 กุมภาพันธ์ ได้มีเกษตรกรชาวนา 2 ตำบล คือ ตำบลรังนก และตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ได้เดินทางมาที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิจิตร เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียน เนื่องจากเกษตรกรชาวนาได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากตัวแทนบริษัท พีทีไอ ชีวะอินทรีย์ จำกัด นำปุ๋ยมาให้กับเกษตรกรชาวนาทั้ง 2 ตำบล ทดลองในการหว่านปุ๋ยทำนา ได้รับเรื่องร้องทุกข์จากกลุ่มเกษตรกรชาวนาในพื้นที่ตำบลกำแพงดิน และตำบลรังนก ของอำเภอสามง่าม จำนวน 200 คน หลังจากกลุ่มเกษตรกรชาวนาดังกล่าว ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีที่ก่อนหน้านี้ มีบริษัทปุ๋ยแห่งหนึ่ง (บริษัท
กลุ่มไอซีพี ผู้ผลิตปุ๋ยตราม้าบินประกาศร่วมลงทุนกลุ่มลัดดาผู้ค้ายาปราบศัตรูพืชขยายฐานธุรกิจ ขึ้นแท่นผู้นำธุรกิจปัจจัยการผลิตสินค้าเกษตรครบวงจร พร้อมรุกตลาดต่อเนื่อง นายพงษ์โรจน์ รัตนภักดีกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอซีพี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทไอซีพีซึ่งประกอบด้วย บริษัท ไอ ซี พี เฟอทิไลเซอร์ จำกัด และบริษัท ไอซีพี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “ปุ๋ยตราม้าบิน” และ “ปุ๋ยท็อปวัน ตราไอซีพี” ได้บรรลุข้อตกลงเข้าลงทุนร่วมในกลุ่มบริษัทลัดดา บริษัทชั้นนำด้านการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าอารักขาพืช โดยการร่วมทุนทางธุรกิจครั้งนี้จะทำให้กลุ่มบริษัทไอซีพีและกลุ่มบริษัทลัดดามีมูลค่ายอดขายรวมกันมากกว่า 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ขึ้นแท่นผู้นำบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายปัจจัยการผลิตสินค้าเกษตรครบวงจร “ทั้งสองกลุ่มบริษัทอยู่ในธุรกิจการเกษตรมายาวนานกว่า 40 ปี มีฐานลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจต่อผลิตภัณฑ์ของบริษัทมาอย่างยาวนาน รวมถึงมีความแข็งแกร่งในผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างกัน แต่เกื้อหนุนกันเป็นอย่างดี โดยกลุ่มบริษัทไอซีพีเป็นผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยเคม
