ผักสวนครัว
หลังนัดสัมภาษณ์เด็กๆ ที่มีใจรักด้านเกษตร รวมถึงอาจารย์ผู้ดูแล ของโรงเรียนวัดเกาะแก้ว หมู่ที่ 1 บ้านเกาะแก้ว ตำบลบางตะบูนนอก อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นที่เรียบร้อย การเดินทางสู่จุดหมายก็เริ่มขึ้น เมื่อถึงปลายทาง สภาพโดยรอบของโรงเรียนทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า เพราะเหตุใด โรงเรียนจึงชื่อวัดเกาะแก้ว ส่วนหนึ่งเพราะโรงเรียนตั้งอยู่บนพื้นที่ของวัด อีกส่วนหนึ่งคือตั้งอยู่บนพื้นดินที่ยื่นออกไปในท้องน้ำ จึงเรียกว่าเกาะแก้ว ที่น่าสนใจและเป็นกรณีศึกษา คือ ความพยายามของครูและนักเรียน ที่แม้จะมีพื้นที่ของโรงเรียนเพียงน้อยนิด ทั้งพื้นที่ทั้งหมดยังเป็นดินเค็ม แม้กระทั่งน้ำโดยรอบก็เป็นน้ำเค็ม แต่ก็สามารถสร้างแปลงผักสวนครัว และตั้งใจทำแปลงไม้พื้นถิ่น เพื่ออนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่นเอาไว้ ในตอนแรกจะเรียกเด็กนักเรียนว่า กลุ่มยุวเกษตรกร ตามที่โรงเรียนทั่วไปเรียก แต่อาจารย์ที่โรงเรียนบอกว่า โรงเรียนไม่มีกลุ่มยุวเกษตรกร เพราะจำนวนนักเรียนไม่เพียงพอ และไม่สามารถทำการเกษตรได้หลากหลาย ที่ทำได้และเห็นเป็นรูปธรรมมีเพียงการปลูกผักสวนครัว อาจารย์พจน์ เผ่าเจริญ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดเกาะแก้ว กล่าวว่า พื้นที่บ้าน
การประกอบ “สัมมาชีพ” เป็นการทำมาหากินโดยไม่ได้เอากำไรสูงสุดเป็นตัวตั้งหรือเป็นเป้าหมายสุดท้าย แต่เป็นการคำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคม กล่าวคือ เป็นความสุขของตนและคนทำงาน รวมถึงประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้รับบริการเป็นหลัก สัมมาชีพชุมชน คือชุมชนมีการประกอบอาชีพโดยชอบ ซึ่งมีรายได้มากกว่ารายจ่าย โดยลดการเบียดเบียนตนเอง เบียดเบียนผู้อื่น และเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ต้องสอดคล้องกับวิถีของชุมชน เพื่อความมุ่งหมายในการสร้างระบบเศรษฐกิจชุมชน ทุกเย็น ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา ริมกว๊านพะเยา จะมีผู้คนที่รักสุขภาพมาออกกำลังกายกันทุกวัน ถ้าหากสังเกตจะเห็นชายคนหนึ่งกำลังง่วนอยู่กับแปลงผักของเขา และยังมีอีกประมาณ 4-5 ครอบครัว ก็ปลูกผักเหมือนกัน แปลงผักที่เขียวชอุ่ม ปลอดภัยจากสารพิษ เป็นจุดดึงดูดใจของผู้คนที่มาออกกำลังกาย เมื่อออกกำลังกายเสร็จแล้วก็จะมาอุดหนุนผักปลอดภัยจากสารพิษที่นี่ไปทำอาหารรับประทานกันที่บ้าน คือได้ทั้งสุขภาพกายแข็งแรงแล้ว ยังได้รับประทานผักปลอดภัยจากสารพิษอีกด้วย คุณสืบสวัสดิ์ รินสาร เจ้าหน้าที่นายท้ายเรือของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดพะเยา จะปลูกผักหลากหลายชนิดในช่
สองผัวเมียเกษตรกรสงขลา ยึดเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ 1 ไร่รายได้เดือนละ 5-6 หมื่นบาท ใช้เวลาถึง 14 ปี คุ้มค่ากับการรอคอย ผลผลิตมีราคาสูงกว่าที่จำหน่ายตามท้องตลาดกว่า 1 เท่าตัว รายงานข่าวว่า นายคำนึง สร้อยสีมาก อายุ 48 ปี และนางยุพิน สร้อยสีมาก อายุ 48 ปี สามีภรรยาชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ 2 บ้านดีหลวง ต.ดีหลวง อ.สทิงพระ จ.สงขลา หันมาประกอบอาชีพทำเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นเกษตรอินทรีย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ โดย “ใช้เนื้อที่เพียงแค่ 1 ไร่แต่สามารถมีรายได้ถึงเดือนละ 5-6 หมื่นบาท” โดยภายในแปลงเกษตรอินทรีย์ซึ่งมีเนื้อที่ 1 ไร่ ได้ถูกเนรมิตให้เป็นสวนผักที่มีพืชผักเกือบครบทุกชนิดที่นิยมบริโภคและตลาดต้องการ ทั้งผักกินใบและผักสวนครัว พืชสมุนไพร เช่น ผักคะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง มะเขือ ถั่วฝักยาว แตงกวา ผักขมแดง ผักขมเขียว โหระพา แมงลัก กระเพา ขิงข่า พริก มะนาว ดอกชมจันทร์ เรียกว่ามีครบจบภายในสวนเดียวและทุกอย่างเป็นผักปลอดสารพิษ ผ่านการรับรองจากกระทรวงเกษตรฯที่ส่งเจ้าหน้าที่ลงมาตรวจสอบทั้งดิน น้ำ และผล
ชาวอำเภอเนินมะปราง หันมาปลูกพืชผักสวนครัวขายแทนการทำนา โดยเฉพาะข่า ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตา เพราะเป็นพืชเครื่องเทศที่มีความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนประกอบในหลากหลายเมนูอาหาร อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้งใช้น้ำน้อย ต้านทานโรคทางวัชพืชได้ดี ปลูกและดูแลง่าย สรรพคุณมากมายและตลาดมีความต้องการสูง นางมัธวรรณ แสนลาด หรือป้าน้อย อยู่บ้านเลขที่ 98/1 ม.1 ต.เนินมะปราง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก มีอาชีพทำนา จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จึงได้คิดหาอาชีพใหม่ด้วยการเริ่มต้นปลูกข่าในพื้นที่ 1 ไร่ ผลปรากฏว่ารายได้จากการปลูกข่าอ่อนขาย สามารถทำรายได้ดีกว่าการทำนาและมีการดูแลรักษาน้อยกว่า จึงยึดเป็นอาชีพหลักสำหรับครอบครัว ปัจจุบันป้าน้อย ได้ขยายพื้นที่ปลูกข่าในพื้นที่ 6 ไร่ สภาพดินที่เหมาะต่อการปลูกข่ามากที่สุดควรเป็นดินร่วนปนทรายและจะต้องไม่มีน้ำท่วมขัง การเตรียมดินมีการไถดะ, ไถแปรและพรวนชักร่องเหมือนกับการปลูกอ้อย ระยะปลูกที่นิยมคือ 80×80 เซนติเมตร พื้นที่ 1 ไร่ปลูกได้ 2,500 หลุม ต้นพันธุ์ที่จะใช้ปลูกจะใช้เหง้าอ่อนหรือเหง้าแก่ก็ได้ โดยข่าที่ปลูกไปแล้วจะเริ่มขุดขายเมื่อมีอายุตั้งแต่ 8 เดือน และจะทยอยขุดขายไปเรื่อย
