ผักอินทรีย์
เกษตรอินทรีย์เป็นระบบการผลิตที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี เพื่อให้เกษตรกรและผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดีรวมไปถึงระบบนิเวศด้วยเช่นกัน ซึ่งเกษตรอินทรีย์ไม่เพียงแต่ส่งเสริมการผลิตอาหารที่ปลอดภัยและปราศจากสารตกค้าง แต่ยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินและลดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำอีกด้วย นอกจากประโยชน์ทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว เกษตรอินทรีย์ยังตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพชีวิตมากขึ้น โดยการทำเกษตรอินทรีย์หากมีการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานต่างๆ จะช่วยทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจได้ในคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ คุณดาด้า-ณัฐรินี สกุลจงเกษมสุข เจ้าของไร่เกษมสุขผักอินทรีย์ ได้ยึดการปลูกผักอินทรีย์ที่ไม่ใช่เพียงเพราะความรักความชอบเท่านั้น แต่ยังเกิดจากความมีใจล้วนๆ ที่อยากให้ทุกคนในครอบครัวได้กินผักที่มีคุณภาพ และพร้อมส่งต่อความตั้งใจนี้ให้กับลูกค้าที่เข้ามาซื้อผลผลิตในสวนอยู่ตลอดทั้งปี แรงบันดาลใจของการทำเกษตรอินทรีย์ อยากให้ครอบครัวได้กินอาหารที่ปลอดภัย คุณดาด้า
ได้ฟังเพลง “อีสานบ้านเฮา” ที่ขึ้นต้นว่า หอมดอกผักกะแยง ยามฟ้าแดงค่ำลงมา แอ๊บแอ๊บเขียดจะนา ร้องยามฟ้าฮ้อนหวนหวน เขียดโม้เขียดขาคำ เหมือนหมอลำพากินม่วน เมฆดำลอยปั่นป่วน ฝนตกมาสู่อีสานฯ ทำให้คิดถึงผักแขยงที่อยู่ในแกงฟักทองส่งกลิ่นหอมโชยมา แล้วยังคิดไปถึงต้นสดที่นำมากินกับลาบ น้ำตก หรือแหนมเนือง ทั้งรสชาติ กลิ่นหอมของผักแขยงมันช่วยเติมเต็มความอร่อยให้เจริญอาหารได้สุดยอดมาก ผักแขยงปลูกได้ทั้งแบบสวนครัวและในเชิงการค้า ที่ทำให้ผู้ปลูกมีรายได้มั่นคง ผักแขยงเป็นผักอินทรีย์ปลอดภัยที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูงและน่าสนใจ วันนี้จึงนำเรื่อง แขยง ผักอินทรีย์ พื้นที่ปลูกครึ่งงาน ขายได้เงินกว่าหมื่นบาท มาบอกเล่าสู่กัน คุณลุงโชติ สายด้วง ประธานกลุ่มปลูกผักปลอดสารพิษ เล่าให้ฟังว่า ทำนาเป็นอาชีพหลัก พื้นที่ 35 ไร่ ปลูกข้าวพันธุ์ กข 7 ได้ผลผลิต 80-90 ถัง ต่อไร่ นำออกขาย 7,600-7,700 บาท ต่อเกวียน ราคาถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับกลไกตลาด การทำนาใช้ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 4,000-4,500 บาท ต่อไร่ เมื่อปี 2555 มีพ่อค้าเข้ามาซื้อผลผลิตการการเกษตรในพื้นที่ หมู่ที่ 5 ตำบลสิงหนาท อำเภอลาดบัวหลวง ได้ถามว่า มีใครปลูกผักแขยงบ
เกษตรอินทรีย์นอกจากจะเป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพแล้ว เกษตรอินทรีย์ยังนับเป็นนวัตกรรมการเกษตรอีกรูปแบบหนึ่ง เนื่องจากมีลักษณะเด่นที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบการผลิตใหม่ๆ ที่สอดคล้องกับความยั่งยืน และในบางแง่มุมสามารถเกี่ยวโยงกับเทคโนโลยีได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การฟื้นฟูธรรมชาติ ใช้กระบวนการที่ส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น การใช้ปุ๋ยหมักแทนปุ๋ยเคมี หรือการปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อรักษาคุณภาพดิน การปรับกระบวนการผลิต ใช้เทคนิคการจัดการศัตรูพืชโดยไม่พึ่งพาสารเคมี เช่น การใช้ชีวภัณฑ์หรือศัตรูธรรมชาติ การมุ่งเน้นความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างระบบเกษตรที่ยั่งยืน แม้เกษตรอินทรีย์จะไม่ได้พึ่งพาเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเหมือนเกษตรสมัยใหม่ แต่สามารถรวมกับเทคโนโลยีบางอย่างได้ เช่น การตรวจสอบคุณภาพดิน ใช้อุปกรณ์วัดค่าความเป็นกรด-ด่างในดินเพื่อปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับพืช การจัดการข้อมูล ใช้แอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มดิจิทัลในการวางแผนการผลิตและจัดการผลผลิต และ การตลาดออนไลน์ เชื่อมโยงเกษตรอินทรีย์กับผู้บริโภคผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล คุณแอม พรมศักดิ์ หรือ
งานทางด้านการเกษตรเป็นอีกหนึ่งความสุขที่ทำให้ผู้ดำเนินงานทางด้านนี้ ได้ต่อยอดและพัฒนาองค์ความรู้อยู่เสมอ เพราะยิ่งเป็นยุคปัจจุบันด้วยแล้ว ในเรื่องของการทำตลาดค่อนข้างมีการแข่งขันสูง จึงทำให้เกษตรกรต้องมีการปรับตัวและพัฒนาสินค้าอยู่เสมอ อย่างน้อยก็ช่วยให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มและเป็นที่ต้องการของตลาด สามารถมีอำนาจต่อรองการทำตลาดได้หลายทิศทาง ไม่ต้องถูกกดในเรื่องของราคาหรือไม่มีทางเลือกในการค้าขาย คุณก่อศิม มายุดิน อยู่บ้านเลขที่ 96/1 ถนนท่าเสร็จ เทศบาลเมืองตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ได้ผันตัวจากนักธุรกิจมาทำอาชีพทางการเกษตร โดยเน้นปลูกผักสลัดบนโต๊ะด้วยระบบอินทรีย์ ทำให้ผักสลัดเป็นที่ต้องการของตลาด พร้อมทั้งปรับตัวอยู่เสมอด้วยการเพิ่มมูลค่าสินค้า นำมาทำเป็นสินค้าแปรรูปและอยู่ในรูปแบบของอาหาร จึงทำให้เพิ่มมูลค่ามีกำไรจากการขายผักสลัดที่ปลูกได้เป็นเท่าตัว จากทำธุรกิจส่วนตัว ผันตัวทำเกษตรอินทรีย์ คุณก่อศิม เล่าให้ฟังว่า เมื่อทำธุรกิจเกี่ยวกับการจำหน่ายจักรยานมาได้สักระยะ การค้าขายค่อนข้างมีปัญหาไม่เป็นผลดีมากนัก ด้วยความที่เขาเองเป็นครูและไม่มีประสบการณ์ในการจัดการเท่าที่ควร จึงทำให้ร
เกษตรกรสาวพิสูจน์ตัวเองจากงานที่ทำ ใบปริญญาไม่ได้ชี้วัดความสำเร็จเสมอไป ความตั้งใจ และการขยันศึกษาหาความรู้พัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลาต่างหากที่จะเป็นหนทางสู่ความสำเร็จได้ คุณประกายมาศ น้อยมา (คุณมาศ) อยู่บ้านเลขที่ 8 ตำบลคณฑี อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร คนรุ่นใหม่หัวใจเกษตร เล่าว่า ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เรียนจบสูง แต่ก็สามารถประสบความสำเร็จในอาชีพที่เลือกอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เลือกที่จะไม่เรียนต่อ เพราะค้นหาตัวเองเจอตั้งแต่แรกว่า เหมาะกับงานเกษตรมากกว่า จึงตัดสินใจหันมาช่วยพ่อแม่ปลูกข้าวและทำไร่อ้อย “ปี 2555 เริ่มปลูกข้าวทำนา เพราะตอนนั้นข้าวราคาดี พอมาถึงยุคที่อ้อยแพงก็หันมาทำอ้อย แล้วผันตัวเองเป็นเถ้าแก่อ้อย ออกรถคีบ รถสิบล้อ รถหกล้อ แบบครบวงจร เพื่อทำไร่อ้อย ซึ่งทุกอย่างเป็นไปได้ดี จนกระทั่ง ปี 2559 ราคาอ้อยตกต่ำ สู้ค่าคนงานไม่ไหว ต้องติดหนี้จากการกู้เงินมาทำไร่อ้อยเป็นหลักล้าน จึงคิดว่าถ้าทำไร่อ้อยต่อไปไม่รอดแน่นอนจึงเบนเข็มเปลี่ยนมาทำเกษตรผสมผสาน บนพื้นที่ 24 ไร่ โดยเริ่มจากการปลูกปาล์มน้ำมัน กล้วย พริก พืชผักสวนครัว และมะละกอ เป็นพืชหลัก” คุณมาศ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นทำเกษตรผสมผสาน ติดหนี้จ
กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าขยายผลโครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรบ้านกูแบสีราตามพระราชดำริ จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การทำการเกษตรตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดย นายดาโอะ บือแน เกษตรกรต้นแบบเกษตรผสมผสาน ของบ้านกูแบสีรา และนางพาซียะ เนือเร็ง เกษตรกรต้นแบบปลูกผักอินทรีย์ จากจังหวัดปัตตานี ถ่ายทอดความรู้ ให้เกษตรกรในพื้นที่ เพื่อยกระดับรายได้ และขยายผลองค์ความรู้ไปสู่ชุมชน สร้างรายได้ เพิ่มขึ้นเฉลี่ยสัปดาห์ละ 500 บาท/คน นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรกูแบสีราตามแนวทางพระราชดำริ เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริไว้ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสภาพพื้นที่และทรงเยี่ยมราษฎร รับทราบถึงความเดือดร้อนของราษฎร ที่ต้องประสบปัญหาน้ำท่วมขังที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำการเกษตรเป็นเวลานาน รวมถึงยังขาดแคลนน้ำในการอุปโภคและบริโภคในช่วงหน้าแล้ง โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาแก้ไขปัญหาให้แก่ราษฎรเป็นการเร่งด่วน พร้อมทั้งให้ดำเนินการศึกษาในภาพรวมทั้งระบบ เมื่อศึกษาภาพรวมทั้งระบบได้แล้วให้ดูว่า ส่วนใดควร
จากสาวออฟฟิศที่เคยใช้ชีวิตท่ามกลางตึกสูงในเมืองใหญ่ วันนี้ คุณแจง-คุณปรมพร สีเหนี่ยง ได้พลิกวิถีชีวิต หันมาจับจอบจับเสียม แปลงพื้นที่ว่างเล็ก ๆ ในกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นสวนผักอินทรีย์กลางเมือง ด้วยหัวใจรักสุขภาพและความตั้งใจจริง แม้เริ่มต้นแบบสมัครเล่น ไม่มีพื้นฐานเกษตร แต่ด้วยความมุ่งมั่นและเรียนรู้ไม่หยุด ก็ทำให้เธอก้าวสู่การเป็น “เกษตรกรอินทรีย์มือทอง” ที่ลูกค้าต่อคิวสั่งผักไม่เคยขาด จนผลิตแทบไม่ทัน ทำให้ในทุกวันหลังเลิกงานและวันหยุด ใช้เวลาให้มีความสุขในสวนเกษตรอินทรีย์อันเป็นที่รัก ชอบกินผัก จึงคิดทำแปลงผักอินทรีย์ คุณแจง เล่าให้ฟังว่า สนใจในเรื่องของสุขภาพมาก โดยแต่ละวันในมื้ออาหารของคุณแจงจะต้องมีผักร่วมอยู่เสมอ นอกจากนี้ ยังปั่นน้ำผักน้ำผลไม้ดื่มเองอยู่เป็นประจำ ซึ่งการนำพืชผักเหล่านี้มาบริโภคนั้น ต้องเลือกผักที่ไร้สารพิษจริงๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจปลอดภัยในทุกมื้อ คุณแจงจึงได้ปรึกษากับแฟน และเริ่มต้นมาปลูกผักอินทรีย์ เพื่อใช้บริโภคในครัวเรือนและต่อมาสามารถสร้างรายได้ด้วยเช่นกัน “ประมาณปี 2559 คุยกับแฟนเรื่องการทำเกษตร ว่าน่าจะปลูกผักอินทรีย์ไว้กินเอง เพราะเรายังมีพื้
ความสำเร็จจากการปลูกพืชผักอินทรีย์ไม่ได้เกิดขึ้นจากเทคนิควิธีการหรือทรัพยากรปุ๋ย ดิน น้ำเท่านั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการทุ่มเทและใส่ใจลงไปทุกกระบวนการขั้นตอน แม้ราคาขายเป็นแรงจูงใจให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวทางปลูกแบบทั่วไปมาเป็นอินทรีย์ แต่พบว่าหลายรายไม่สมหวังแล้วต้องม้วนเสื่อกลับไปทำแบบเดิมเพราะไม่สามารถฝ่าด่านการทำเกษตรอินทรีย์ที่มีมาตรฐานมากมายได้ ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้าเล่มนี้อยากเชิญชวนผู้อ่านไปทำความรู้จักกับชาวบ้านกลุ่มเล็กที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เพราะพวกเขามีผลงานยิ่งใหญ่สามารถปลูกพืชผักอินทรีย์ได้ตามมาตรฐานทั้งของไทยและต่างประเทศ ส่งผลผลิตกว่า 90% เปอร์เซ็นต์ ไปขายต่างประเทศ สร้างเม็ดเงินจำนวนมาก ช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้ดีขึ้น แล้วบางรายยังปลดหนี้ได้ ก่อนหน้าที่จะมาสู่ความสำเร็จเช่นนี้ คุณสันติภาพ จุลิวัลลี ในฐานะประธานแปลงใหญ่ คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังนำพาชาวบ้านในชุมชนเปลี่ยนแปลงวิถีการทำเกษตรกรรมจากพืชเชิงเดี่ยวสู่แนวผสมผสาน ยกระดับการปลูกให้เป็นพืชอินทรีย์ ร่วมใจกันสร้างมาตรฐานจนได้รับรองเป็น ORGARNIC THAILAND เป็นที่ยอมรับพร้อมส่งขายต่างประเทศ คุณสันติภาพไม่ได้เติบโตมา
การปลูกผักในเมืองส่วนใหญ่จะทำเพื่อการบริโภคภายในบ้าน เพราะต้องการให้คนในครอบครัวบริโภคผักที่ปลอดภัย ส่วนใหญ่คนในครอบครัวหรือตัวเองมักจะเป็นโรคภัยกันแล้ว จึงแสวงหาผักอินทรีย์ที่แท้จริงเนื่องจากการซื้อหาผักอินทรีย์ในปัจจุบันไม่สามารถเชื่อถือได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพื่อลดความเสี่ยงนี้ เลยมีแรงบันดาลใจที่จะต้องปลูกผักกินเอง คุณชลธิชา เหลืองทองคำ หรือ คุณตู๋ จบการศึกษาปริญญาตรีด้านวิศวกรรมเกษตร จากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้ทำงานเกี่ยวกับงานวิศวกรรมอยู่หลายบริษัท ทำงานอยู่ได้ประมาณ 15-16 ปี รู้สึกถึงความไม่มั่นคง ด้วยเห็นว่ารุ่นพี่ที่ทำงานก่อนเธอ ด้วยอายุงานและเงินเดือนที่มากกว่าถูกกดดันจากการทำงาน โดยรับเด็กรุ่นใหม่ที่เงินเดือนน้อยกว่าแต่กลับมอบหน้าที่การงานที่สำคัญกว่าคนรุ่นพี่ หลายครั้งและหลายบริษัททำแบบนี้ คุณตู๋มีความรู้สึกว่าไม่มั่นคง และคิดว่าถ้าเราตั้งใจทำงานในหน้าที่ของเราเหมือนกับที่เราตั้งใจทำงานให้บริษัท แต่เรามาทำงานของตัวเอง กิจการของเราก็จะประสบผลสำเร็จเหมือนกันแต่ดีกว่า เพราะสุดท้ายทุกสิ่งอย่างก็จะเป็นของเรา ก่อนลาออก 2 ปี คุณตู๋ได้ทดลองไปเช่าที่ดินใกล้ที่
เกษตรในเมืองในความหมายของเรื่องที่เขียน ไม่ใช่การเกษตรที่ทำในกรุงเทพฯ หรือในเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น แต่หมายรวมถึงการทำเกษตรที่ทำในที่แคบๆ เช่น หลังบ้าน ข้างบ้าน หน้าบ้าน บนหลังคาคอนโดฯ ดาดฟ้าสำนักงาน ที่เน้นเฉพาะในที่แคบๆ เนื่องจากมีคนส่วนหนึ่งบอกกับเราว่า ไม่มีพื้นที่ในการปลูกต้นไม้ แต่จริงแล้วพื้นที่ว่างเพียงแปลงเล็กๆ หลายส่วนเราสามารถทำเป็นพื้นที่ปลูกต้นไม้ได้ทั้งสิ้น ขอเพียงอย่าให้เราถูกจำกัดในการทำสิ่งที่เรารักด้วยพื้นที่เล็กน้อยนี้เลย นอกจากปลูกเพื่อการบริโภคภายในบ้านแล้ว ที่เหลือเรายังแจกหรือขายได้อีกด้วย เกษตรกรในพื้นที่แคบวันนี้ ขอนำเสนอในพื้นที่เพียง 5 ไร่ แต่ทำเองแค่ 3 ไร่ เหลืออีก 2 ไร่ ทำไม่ไหว เนื่องจากทำงานคนเดียวเลยต้องให้เขาเช่า ในพื้นที่ 3 ไร่ ที่ทำก็มีพื้นที่เป็นบ่อน้ำเสีย 1 ไร่ เหลือพื้นที่เพาะปลูกจริงๆ คือ 2 ไร่ ในบ้านไชยนารายณ์ ตำบลเวียงชัย อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย ของ คุณนฤมล เทพวรรณ์ เจ้าของเกษตรท้ายบ้าน คุณนฤมลจบการศึกษาคณะนิติศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ระบบสารสนเทศ ซึ่งเป็นโปรแกรมการศึกษาของมหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก ใช้เวลาเรียนควบคู่กันไป 5 ปีจะได้รับ 2 ปร
