พลังงานทดแทน
“พลังงาน” เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมมนุษย์ ยิ่งโลกพัฒนามากขึ้นเท่าไร ความต้องการใช้พลังงานก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเท่านั้น ในปัจจุบัน พลังงานหลักที่ได้จากฟอสซิล เช่น ถ่านหิน ปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ นับวันจะค่อยๆ หมดไป อีกทั้งมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเรื่อยๆ จากการสำรวจและขุดเจาะแหล่งน้ำมันใหม่ๆ แถมสร้างมลพิษทางสิ่งแวดล้อมค่อนข้างสูง จากการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมหาศาล เป็นที่มาของภาวะเรือนกระจก และปัญหาโลกร้อนในปัจจุบัน ทุกวันนี้ ทั่วโลกจึงหันมาสนใจใช้ “พลังงานทดแทน” ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานทางเลือกที่สะอาด ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ไม่มีเวลาหมด (Renewal Energy) ได้แก่ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานชีวมวล เป็นต้น พลังงานทดแทนเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาเรื่องมลพิษจากโรงงานไฟฟ้า และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ พลังงานทดแทน พลังแห่งสายพระเนตร ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้มีพระราชดำริเกี่ยวกับการพัฒนาพลังงานมาตั้งแต่คนทั่วไปยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นแนวพระราชดำริที่ทรงมองอย่างรอบด้านเพื่อ
ปัจจุบัน ความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีพลังงานทดแทน จากผลงานวิจัยของสถาบันการศึกษาต่างๆ พบว่า มีประสิทธิภาพดี ลดต้นทุนการผลิตในภาคการเกษตร ประหยัดทรัพยากร แรงงาน และค่าใช้จ่าย เป็นพลังงานสะอาดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้เชื้อเพลิงที่สามารถใช้หมุนเวียนได้อย่างไม่มีวันหมดไป ผักตบชวา วัชพืชตัวร้ายในระบบนิเวศทางน้ำ ประเทศไทย มีภูมิประเทศที่มี หนอง บึง ลำคลอง และแม่น้ำ เป็นจำนวนมาก ซึ่งปัจจุบันมีความหนาแน่นของผักตบชวาสูง เนื่องจากผักตบชวาเป็นพืชที่สามารถขยายพันธุ์และเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ เช่น ขัดขวางการสัญจรทางน้ำ ปิดกั้นทางระบายน้ำของคลองส่งน้ำ ลำน้ำตื้นเขิน ทำให้ออกซิเจนในน้ำน้อยลง ทำให้เกิดน้ำเสียและส่งผลกระทบต่อประชาชนไม่สามารถนำน้ำมาอุปโภคบริโภคได้ และเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำ เสียความสมดุลของระบบนิเวศ อีกทั้งยังเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคและพาหะของพยาธิอีกด้วย ปัจจุบัน วิธีการกำจัดผักตบชวาส่วนใหญ่ใช้แรงงานคน ซึ่งทำให้มีต้นทุนด้านงบประมาณ ด้านกำลังคน และด้านเวลาที่สูง หากเป็นแม่น้ำ ลำคลอง หรือบึงขนาดใหญ่ที่มีผักตบชวาหนาแน่นมาก การใช้แรงงานคนทำได้ไม่สะดวก และ
ภาคเกษตรของไทยหลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าสำหรับใช้ในครัวเรือน และกิจกรรมภาคเกษตร บางท้องถิ่นอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำชลประทาน จึงไม่มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับดูแลแปลงเพาะปลูก ในฉบับนี้จึงขอนำเสนอการผลิตพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือก ที่ช่วยให้เกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้ในหลากหลายรูปแบบ ผลิตไฟฟ้า จาก “แบตเตอรี่ดิน” “แบตเตอรี่ดิน” เป็นแบตเตอรี่ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก มีชื่อเรียกว่า แบตเตอรี่พาร์เทียน หรือ แบตเตอรี่แบกแดด ถูกประดิษฐ์ขึ้นกว่า 2,000 ปีที่แล้ว ในยุคพาร์เทียน (343 ปี ก่อนพุทธศักราช ถึง พ.ศ. 746) ณ นครแบกแดด ประเทศอิรัก แบตเตอรี่พาร์เทียนเป็นไหดิน มีท่อทองแดงล้อมแท่งเหล็กอยู่ภายในไห สันนิษฐานว่าอิเล็กโทรไลต์เป็นกรด จากธรรมชาติ เช่น น้ำผลไม้ หรือน้ำส้มสายชู ได้มีการลองประกอบแบตเตอรี่จำลองโดยใช้น้ำองุ่น ปรากฏว่าให้แรงดันประมาณ 2 โวลต์ สันนิษฐานว่า แบตเตอรี่ดินดังกล่าวอาจใช้สำหรับชุบเคลือบโลหะ ใครๆ ก็สามารถผลิต “แบตเตอรี่ดิน” ที่ให้พลังงานไฟฟ้าได้จริงๆ เพียงแค่นำขวดน้ำขนาดเล็กมาตัดครึ่ง เอาแผ่นสังกะสีใส่เข้าไปให้พอดีกับขนาดขวด จากนั้นเติมดินให้เต็ม แล้วเติมน้ำกับน้ำส้มสายชูอ
สํานักงานพาณิชย์จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับ สภาเกษตรกรจังหวัดศรีสะเกษ ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์อันเนื่องมาจาก พระราชดําริ และหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง จับมือจัดสัมมนา การพัฒนาเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ “ศรีสะเกษ เดินหน้าเกษตรอินทรีย์สู่ครัวโลก” ภายใต้โครงการยกระดับเศรษฐกิจพึ่งพาตนเอง ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 (เพิ่มเติม) ผลักดันให้เป็นเมืองแห่งเกษตรอินทรีย์ โดยระดมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาการเกษตรอินทรีย์เป็นไปตาม เป้าหมายของรัฐบาล (เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 60) ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ อําเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางชุติมา บุณยประภัศร อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ นางจันทิรา ยิ้มเรวัติ วิวัฒน์รัตน์ ร่วมเปิดงานสัมมนา เรื่องการพัฒนาเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ “ศรีษะเกษ เดินหน้าเกษตรอินทรีย์สู่ครัวโลก” โดยมีนายเมธี สุพรรณฝ่าย รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ หัวหน้าส่วนราชการ และแขกผู้มีเกียรติให้การต้อนรับ นางชุติมา กล่าวว่า
“ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่” เล็งเจรจาดิวโซลาร์ฟาร์มญี่ปุ่น 1-2 โครงการปีนี้ ล่าสุด EXIM Bank ปล่อยกู้ 2,257.50 ล. ลุยชีวมวล 3 โรง 22.2 MW พร้อมโชว์งบฯ ครึ่งปี 2560 กำไรสุทธิ 224.74 ล้าน บ. ดร. แคทลีน มาลีนนท์ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE เปิดเผยว่า ผลประกอบการครึ่งปีแรกของปี 2560 บริษัทมีกำไรสุทธิ 224.74 ล้านบาท โดยที่กลุ่มบริษัทมีรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้นในส่วนของโครงการใหม่ๆ ทั้งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยมีโรงไฟฟ้าที่สร้างแล้วเสร็จ รวม 4 โรง นอกจากนี้ บริษัทยังรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ใหม่ ขนาด 1 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ปัจจุบัน บริษัทมีโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนทั้งในประเทศไทย และประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งสิ้น 37 โครงการ กำลังการผลิตเสนอขายรวม 298.42 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นในประเทศ 29 โครงการ กำลังการผลิตเสนอขาย 121.7 เมกะวัตต์ และประเทศญี่ปุ่น จำนวน 8 โครงการ กำลังการผลิตเสนอขายจำนวน 176.72 เมกะวัตต์ โดยช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ บริษัทมีกำหนดจ่ายไฟเข้าระบบจากโครงการโรงไฟฟ้า
ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในฐานะประเทศกสิกรรมสำคัญของโลก และตอนนี้ยังเป็นที่รู้จักในฐานะประเทศที่มีการผลิตและพัฒนาพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่องและหลากหลายอีกด้วย โดยเฉพาะพลังงานทดแทนจากพืชผลทางการเกษตร ในอดีตหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรและแปรรูปเพื่อจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว ยังมีของเหลือใช้ทางการเกษตรมากมายที่ถูกทิ้งไว้รอวันย่อยสลายอย่างไร้ประโยชน์ แต่ปัจจุบันทั้งภาครัฐและเอกชนได้หันมาผลิตพลังงานทดแทนโดยใช้ของเหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรมการเกษตรมากขึ้น โดยพลังงานทดแทนที่ผลิตจะอยู่ในรูปชีวมวล (Biomass) และก๊าซชีวภาพ (Biogas) เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับของเหลือใช้เหล่านั้นมหาศาล ก๊าซชีวภาพ : พลังงานทดแทนสะอาดจากของเหลือใช้ ก๊าซชีวภาพ (Biogas) เป็นพลังงานทดแทนสะอาดที่เกิดจากการนำของเสีย เช่น มูลสัตว์ น้ำเหลือใช้จากฟาร์มปศุสัตว์ หรือจากโรงงานอุตสาหกรรม ขยะ และของเหลือใช้ทางการเกษตร มาผ่านกระบวนการหมักเพื่อให้เกิดการย่อยสลายสารอินทรีย์ในภาวะไร้ออกซิเจน (Anaerobic Digestion) โดยใช้แบคทีเรียหลายชนิดในการบำบัดก๊าซชีวภาพที่ผลิตได้จะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงให้ความร้อนของหม้อต้มไอน้ำ
