ฟาร์มโคนม
จากการที่กลุ่มเกษตรกรโคนมในพื้นที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดนครปฐม ประสบปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด ในปี พ.ศ. 2512 จึงได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกา ธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อขอพระราชทานความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหา จากพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนั้น นำมาซึ่งการก่อตั้งโรงงานนมผงและศูนย์รวมนมหนองโพ เพื่อรับซื้อน้ำนมดิบจากสมาชิก และเติบโต ก้าวหน้า จนกลายเป็นสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ผู้ผลิตสินค้า แบรนด์หนองโพ ที่มาพร้อมสโลแกน “นมสดหนองโพ นมโคแท้แท้” ในปัจจุบัน ระยะเวลาเกือบ 50 ปี นับแต่ปีก่อตั้งสหกรณ์ เกิดการเปลี่ยนผ่านจากรุ่นสู่รุ่น ครอบครัวเม่งผ่อง เป็นหนึ่งในครอบครัวสมาชิกเกษตรกรโคนมที่รับมรดกตกทอดทางอาชีพมาจากรุ่นปู่ ย่า จนปัจจุบันสืบทอดมาถึงรุ่นหลานและดำเนินกิจการฟาร์มโคนมเข้าปีที่ 7 แล้ว นายปฐมพร เม่งผ่อง สมาชิกสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นว่า คุณปู่กับคุณย่าเป็นเกษตรกรฟาร์มโคนมรุ่นแรกของสหกรณ์ แต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ไม่ได้สืบสานต่อ พอมาถึงรุ่นตน ซึ่งในขณะนั้นอยู่ในวัยมัธยมศึกษาตอนปลาย ปู่กั
องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ให้การสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรและสหกรณ์โคนมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรและสหกรณ์ฟาร์มโคนมไทย ทั้งการให้ความรู้การจัดตั้งฟาร์มโคนม การเลี้ยงโคนม การดูแลและบริหารจัดการกิจการฟาร์มโคนมแก่เกษตรกรทุกด้าน ทั้งด้านการจัดการฟาร์ม ด้านการจัดการอาหารที่เพียงพอต่อโคนมในฟาร์มของเกษตรกร รวมถึงการจัดการฟาร์ม และยังพัฒนาพันธุ์โคนมให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในประเทศไทยที่มีอากาศร้อน ในขณะเดียวกันโคนมก็ยังสามารถผลิตน้ำนมได้มากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรได้ผลผลิตน้ำนมดิบเพิ่มและทำกำไรให้แก่เกษตรกรมากขึ้น ดร. ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวว่า การเลี้ยงโคนมให้มีกำไรสามารถทำได้โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคนม สำหรับในประเทศไทยเรื่องที่ต้องมีการปรับปรุง พัฒนาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคนม มี 3 เรื่องหลักๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการจัดการฟาร์ม คือ 1. การบริหารจัดการอาหาร 2. การบริหารจัดการฟาร์มที่ต้องควบคุมอุณหภูมิคอกพัก 3. บริหารจัดการคอกโคนมให้ปลอดโปร่ง ไม่ร้อนชื้น พื้นไม่เปียกแฉะ โดย 3 ปัจจ
ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เปิดเผยว่า จากการที่ อ.ส.ค.ได้พัฒนาและปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยงโคนมของฟาร์มโคนม ทำให้ฟาร์มเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง ได้รับการรับรองมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์จากกรมปศุสัตว์ จากเดิมประมาณ 133 ไร่เพิ่มขึ้นเป็น 1,000 ไร่ ซึ่ง อ.ส.ค. เป็นฟาร์มที่ตั้งอยู่ที่ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี มีโคนมอินทรีย์กว่า 376 ตัว เป็นแม่โครีดนม ประมาณ 94 ตัว มีกำลังผลิตน้ำนมดิบอินทรีย์ 1,000-1,500 กิโลกรัม/วัน จากเดิมที่มีพื้นที่ฟาร์มโคนมอินทรีย์ จำนวน 134 ไร่ โคนมอินทรีย์ 45 ตัว เป็นแม่โครีดนม 23 ตัว ซึ่งผลิตน้ำนมอินทรีย์ได้วันละ 300-350 กิโลกรัมเท่านั้น การที่ฟาร์มโคนมอินทรีย์ของ อ.ส.ค. ได้รับการรับรองมาตรฐานครอบคลุมทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ ทำให้สามารถขยายกำลังการผลิตน้ำนมดิบอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น จึงได้นำไปแปรรูปเป็นนมพาสเจอร์ไรซ์ออร์แกนิค ตราไทย-เดนมาร์ค “มอร์แกนิค” (Morganic) ป้อนเข้าสู่ตลาดเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้รักสุขภาพและผู้ที่มีกำลังซื้อ ประกอบกับสินค
