มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช
นักวิจัยและอาจารย์สาขาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ดร.เอื้องฟ้า บรรเทาวงษ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุจยา ฤทธิศร และ คุณนันท์นภัส ศรโชติ บริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเชนจ์ จำกัด “จัดการขยะอินทรีย์แบบครบวงจรในตลาดไท ด้วยระบบผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน” โดยได้ทุนงานวิจัยสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ดร.เอื้องฟ้า เผยว่า ตลาดไทเป็นตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน มีสินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาดเฉลี่ย 12,000 ตัน ต่อวัน สินค้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรซึ่งจะถูกนำมาคัดเลือกและคัดแยกเอาสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน เน่าเสีย มีตำหนิออก ทำให้ตลาดไทมีขยะที่เป็นเศษผักและผลไม้กลายเป็นขยะเหลือทิ้งจำนวนมากประมาณ 120 ตัน ต่อวัน ซึ่งขยะเหล่านี้เป็นสาเหตุที่สำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของคนในพื้นที่ “ในการจัดขยะมูลฝอยที่แยกได้ โดยเฉพาะขยะมูลฝอยที่เป็นสารอินทรีย์ สามารถใช้กระบวนการย่อยสลายของจุลินทรีย์และการกินของสัตว์หน้าดินคือ ไส้เดือน ทำให้ได้ปุ๋ยมูลไส้เดือนซึ่งสามา
วช. หนุนการพัฒนานวัตกรรมหน้ากากผ้านาโนกันไรฝุ่น (WIN-Masks: Washable Innovative Nano-Masks)เพื่อป้องกัน COVID-19 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้การสนับสนุนการวิจัย และพัฒนานวัตกรรมหน้ากากผ้านาโนกันไรฝุ่น (WIN-Masks: Washable Innovative Nano-Masks)เพื่อป้องกัน COVID-19 แก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ โดยจัดการแถลงข่าว “ร่วมวิจัย และพัฒนานวัตกรรมหน้ากากผ้านาโนกันไรฝุ่น (WIN-Masks: Washable Innovative Nano-Masks) เพื่อป้องกัน COVID-19” เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 ณ ห้อง C 203 อาคารศรีสวรินทิรา ชั้น 2 รพ.ศิริราช โดยมี ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นประธานแถลงข่าวร่วมด้วย ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการ รพ.ศิริราช ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ดร.ศิรศักดิ์ เทพาคำ รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้าน
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดงาน “วันนักประดิษฐ์” เป็นประจำทุกปี เพื่อระลึกถึงวันประวัติศาสตร์ของการจดทะเบียนและทูลเกล้าฯ ถวายสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “เครื่องกลเติมอากาศที่ผิวน้ำหมุนช้าแบบทุ่นลอย” หรือ “กังหันน้ำชัยพัฒนา” แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ซึ่งเป็นสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทย และเป็นครั้งแรกของโลก รวมทั้งทรงเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักประดิษฐ์ไทย ในการสร้างสรรค์ผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า ในปีนี้ วช. ได้จัดงานวันนักประดิษฐ์ขึ้นเป็นครั้งที่ 22 ระหว่าง วันที่ 2-6 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา เพื่อนำเสนอความก้าวหน้าของนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “สิ่งประดิษฐ์สร้างสรรค์ พัฒนาก้าวไกล นวัตกรรมไทยยั่งยืน” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม สอดคล้องกับแผนการขับเคลื่อนของประเทศไทย 4.0 และยุทธศาสตร์ช
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ และ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำนวัตกรรมงานวิจัยมาใช้พัฒนายกระดับการผลิตหน่อกะลา ซึ่งเป็นพืชพื้นบ้านของเกาะเกร็ด ตั้งแต่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การใช้เทคโนโลยียืดอายุวัตถุดิบ การใช้ประโยชน์จากของเหลือทิ้งทางการเกษตร และการจัดจำหน่าย เพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจชุมชน กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหน่อกะลาในชุมชนเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี หน่อกะลา หน่อกะลา เป็นพืชท้องถิ่นของเกาะเกร็ด ซึ่งเป็นชุมชนชาวมอญ เดิมสันนิษฐานว่า คนมอญที่อพยพมาจากพม่า ได้นำต้นหน่อกะลาติดตัวมาด้วย คนไทยเชื้อสายมอญส่วนใหญ่นิยมนำหน่อกะลามารับประทานในรูปแบบผักสด ต้มกะทิจิ้มน้ำพริก เนื่องจากหน่อกะลาเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณช่วยขับลม จากการสำรวจเชิงพื้นที่ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ พบว่า หน่อกะลา เป็นพืชที่ขึ้นง่ายตามบริเวณริมน้ำ มีราคาต่อกิโลกรัมที่สูง ถือเป็นพืชอนุรักษ์ตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพร
2 สาว มทร.ธัญบุรี รับกระแสสุขภาพ พัฒนาการชงชารูปแบบเดิม ดึงคุณค่าพืชสวนครัวจากตะไคร้ สู่ชาดอกไม้บาน ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ชูรสชาติความเป็นไทย คำจำกัดความ “ชาดอกไม้บาน” คือ การนำใบชามามัดรวมกันเป็นก้อนกลม ซึ่งจะมัดรวมกับดอกไม้ที่มีสรรพคุณต่อร่างกาย แล้วนำไปอบหรือตากแห้ง เมื่อนำไปชงพร้อมกับน้ำร้อน จะบานออก มีลักษณะคล้ายดอกไม้ มีต้นกำเนิดจากแถบมณฑลฝูเจี้ยนของจีน โดยชาวจีนเรียกชานี้ว่า “กงอี้ฮวาฉา” การนำชามามัดรวมกับดอกไม้นอกจากจะได้กลิ่นหอมแล้วยังให้ความสวยงามอีกด้วย จึงได้พัฒนาชาดอกไม้บาน (Blooming Tea) จากใบชามาเป็นตะไคร้ ซึ่งเป็นพืชสวนครัวที่ทุกคนรู้จักกันดี ผลงานของ นางสาวเสาวลักษณ์ ผ่านสุวรรณ และ นางสาวกนกกานต์ บุญประสพ นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี คณะเทคโนโลยีการเกษตร สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอาหาร และมี ผศ.ดร. นันท์ชนก นันทะไชย เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เหตุที่นำตะไคร้มาทำเป็นชา เนื่องจากมีสรรพคุณในการรักษาบำบัดโรคและอาการป่วยต่างๆ ในคน และจัดเป็นพืชสมุนไพร เมื่อนำไปกลั่นด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันหอมระเหย ซึ่งฤทธิ์ทางยาของสารสกัดจากตะไคร้สามารถออกฤทธิ์
ผู้ช่วยศาสตราจารย์อุดร นามเสน รองอธิการบดี กล่าวว่าโครงการสร้างประติมากรรม และงานศิลปะเชิงสร้างสรรค์ (ถนนชลาทัศน์) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย มีความพร้อมที่จะขับเคลื่อนบทบาท ในการเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคม โดยมีเป้าหมาย คือการสร้างผลประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชนท้องถิ่น และในวันนี้รู้สึกยินดีได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนกิจกรรมในวันนี้ และมีความประสงค์ที่อยากจะให้ทุกภาคส่วนได้ใช้พื้นที่นี้ ในการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง และอยากพัฒนาส่งเสริมสนับสนุนให้เป็นจุดท่องเที่ยวแห่งใหม่บริเวณชายหาดชลาทัศน์ ไว้ต้อนรับและสร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่มาเยือนจังหวัดสงขลา ในเทศกาลต่างๆ ปัจจุบันต้องยอมรับว่า การท่องเที่ยวช่วยสร้างรายได้ให้กับประชาชน และเป็นรายได้หลักของประเทศ อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือในการลดความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ไม่ว่าจะมีการศึกษาระดับใดสามารถเข้าสู่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ (Tourism for All) และหากได้บัณฑิตที่จบการศึกษาด้านการท่องเที่ยวโดยตรงมาช่วยกันพัฒนางานบริการต่างๆ เหล่านี้ ก็จะสามารถสร้างมูลค่าให้การท่องเที่ยว
“ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ผ้าขาวม้าย้อมสีธรรมชาติจากฟางข้าว” บ้านหนองโกวิทย์ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ผลงานการออกแบบโดย อาจารย์กรณัท สุขสวัสดิ์ นักวิจัยและอาจารย์ สาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี พัฒนาลวดลายผ้าขาวม้า เพื่อการแปรรูปผลิตภัณฑ์สิ่งทอ และยกระดับผลิตภัณฑ์สิ่งทอ งบประมาณ ปี 2562 โดยได้รับทุนสนับสนุนการพัฒนาและยกระดับสินค้า OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 อาจารย์กรณัท สุขสวัสดิ์ เล่าว่า ผ้าขาวม้าทอมือบ้านหนองโกวิทย์ มีลักษณะเฉพาะตัวต่างจากผ้าที่อื่น คือ มีลวดลายที่โดดเด่น กระบวนการทอจะใช้กี่โบราณ ทำให้เนื้อผ้ามีความแน่น จึงทำให้มีผู้นิยมนำไปตัดเป็นเสื้อผ้าชุดทำงาน และชุดสากลรูปแบบต่างๆ ทำให้ผ้าขาวม้าทอมือบ้านหนองโกวิทย์ สร้างชื่อเสียง และเป็นสินค้า OTOP ของอำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว เพื่อพัฒนาผ้าขาวม้าโดยการย้อมสีธรรมชาติให้ได้มาตรฐาน มีความคงทนต่อการซัก รวมถึงการพัฒนาลวดลายจากการย้อมสีธรรมชาติที่แตกต่างไปจากเดิม โดยการแปรรูปผลิตภัณฑ์สิ่งทอฯ ให้หลากลาย ทันสมัย เป็นที่
ความใฝ่ฝันของคนเรานั้นแตกต่างกัน…เมื่อเวลาผ่านไป…ผู้คนส่วนหนึ่งวิถีชีวิตไม่เป็นดังที่วาดหวังไว้ แต่มีไม่น้อยที่ได้เดินตามความฝันของตนเอง อาจารย์จักกฤษณ์ ทัพบำรุง อยู่ในข่ายหลัง คือเรียนและทำงานในสิ่งที่ชอบ “ตอนอยู่ประถมเห็นแม่ปลูกผัก เหลือกินสามล้อมาขอซื้อไม่ขาย แจกเขาไปกิน ที่โรงเรียนมีชมรม ก็ปลูกผักกัน เรียนชั้นมัธยม เรียนโปรแกรมเกษตร จากนั้นเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ที่โรงเรียนเกษตรกรรมเชียงราย ต่อมาเรียนหลักสูตร ป.ม.ก. ย่อมาจากประโยคมัธยมครูเกษตร ที่เกษตรบางพระ สุดท้ายจบวิทยาศาสตร์บัณฑิต วทบ.7 สถาบันเดียวกัน เรียนจบรับราชการที่วิทยาลัยเกษตรกรรมสุโขทัย” อาจารย์จักกฤษณ์ เล่า เกษตรบางพระ ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ วิทยาลัยเกษตรกรรมสุโขทัย มีฐานะเริ่มต้นเป็นโรงเรียนเกษตรกรรม ต่อมาขยับเป็นวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ก่อตั้งมานานกว่า 30 ปี ตั้งอยู่อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย อาจารย์จักกฤษณ์ ปักหลักสอนอยู่ที่นี่ตั้งแต่เรียนจบมาแล้ว วันที่ 30 กันยายน 2562 นี้ ถึงเวลาที่อาจารย์จะเกษียณจากราชการ อาจารย์จักกฤษณ์พูดถึงการเรียนเกษตรสมัยก่อนว่า
“ระหัดวิดน้ำ” เป็นนวัตกรรมภูมิปัญญาพื้นบ้านที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองทางการเกษตรของประเทศไทยในอดีต ซึ่งเป็นระหัดวิดน้ำที่ทำจากไม้ เพื่อใช้ประโยชน์ในการวิดน้ำเข้าสวนและไร่นา มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำเกษตรกรรมของประเทศ เมื่อพิจารณาจากหลักการและทฤษฎีทางด้านวิศวกรรมชลศาสตร์จะพบว่า “ระหัดวิดน้ำภูมิปัญญาโบราณเป็นปั๊มน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง แต่มีข้อจำกัดในด้านความสูงของการสูบน้ำ” ถ้าหากระดับการสูบน้ำทำมุมมากกว่า 30 องศา น้ำที่ชักลากจะไหลย้อนลงมาตามรางวิดน้ำ ซึ่งเป็นข้อจำกัดทางด้านประสิทธิภาพของระหัดวิดน้ำโบราณ ด้วยเหตุผลดังกล่าว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ จึงได้สร้างระหัดวิดน้ำพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อเกษตรกรรมขึ้น เพื่อพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระหัดวิดน้ำให้มีความทันสมัยมากขึ้น ลดข้อด้อยของระหัดวิดน้ำแบบเดิม เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น ราคาถูก ง่ายต่อการนำไปสร้างและใช้งานได้จริง ตลอดจนการนำเอาพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งมีอยู่อย่างเหลือเฟือ มาใช้ขับเคลื่อนมอเตอร์แทนที่การใช้พลังงานลมเพื่อลดข้อจำกัดด้านพื้นที่การใช้งาน และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและลดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นผ
“ข้าวคุณภาพดี” เวลาสีจะต้องได้ข้าวเต็มเมล็ด และมีปริมาณข้าวหักน้อย จึงสามารถขายข้าวได้ราคาดี แต่ชาวนาจำนวนไม่น้อยที่ขายข้าวได้ราคาถูก เพราะผลิตข้าวได้คุณภาพต่ำ มีปัญหาข้าวหักในระหว่างการสี ซึ่งเกิดจากหลายกรณี เช่น เมล็ดข้าวบิดเบี้ยวไม่สมบูรณ์ ปัญหาเมล็ดข้าวร้าวก่อนการสี เนื่องจากเก็บเกี่ยวช้า หรือเจอปัญหาข้าวแช่น้ำ รวมทั้งการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวไม่เหมาะสม ทุกข์ของชาวนาดอกคำใต้ “อาชีพการทำนา” เป็นรายได้หลักของชาวบ้านในพื้นที่บ้านใหม่ หมู่ที่ 2 ตำบลหนองหล่ม อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ตั้งแต่ปี 2559 ที่ผ่านมา เกษตรกรตำบลหนองหล่มได้พบกับปัญหาความยากจน หนี้สิน และปัญหาภัยแล้ง ทำให้เกษตรกรที่ผลิตข้าวไม่ได้คุณภาพ เพราะประสบปัญหาเรื่องการจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ชาวนาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้สูงวัยที่ใช้บริการรถเกี่ยวนวดข้าว เพราะขาดแคลนแรงงานเกี่ยวข้าว แม้เครื่องจักรกลจะทำงานได้ไวกว่าแรงงานคน แต่ข้าวที่เก็บเกี่ยวโดยรถเกี่ยวนวดมักมีความชื้นสูง จำเป็นต้องตากข้าวเพื่อลดความชื้นก่อนขายเข้าโรงสี เนื่องจากชุมชนแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ภูเขา มีพื้นที่ลานตากข้าวน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องกา
