ลำไยนอกฤดู
คุณพิสุทธิ์ ต๊ะปิง บ้านเลขที่ 42/2 หมู่ที่ 9 บ้านรักไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทรศัพท์ 081-037-2734 อธิบายว่า หลังจากแตกใบอ่อนได้ราวๆ 10 วัน คือเมื่อใบลำไยเริ่มคลี่แผ่ออก ก็จะต้องเริ่มฉีดสะสมอาหารด้วยปุ๋ยและฮอร์โมนทางใบ ปุ๋ยที่ใช้ก็จะใช้ปุ๋ยเกล็ด สูตร 0-52-34 อัตรา 5 กิโลกรัม ผสมกับน้ำตาลทางด่วน 1 ลิตร ผสมกับแมกนีเซียมเดี่ยว (Mg) อัตรา 1 ลิตรต่อน้ำ 1,000 ลิตร (บวกสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงตามสถานการณ์ไปได้พร้อมกันเลย) การฉีดสะสมอาหารจะฉีดพ่นด้วยสูตรนี้ทั้ง 3 ครั้ง ห่างกันทุกๆ 10 วัน การสะสมอาหารให้ลำไย เมื่ออายุใบลำไยได้ 45 วัน ใบลำไยจะอยู่ในระยะเพสลาด เราจะต้องราดสาร “โพแทสเซียมคลอเรต” การราดสารจะใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต จำนวน 50 กิโลกรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร ซึ่งจะไม่ได้ใช้วิธีคำนวณว่าลำไยต้นนี้ทรงพุ่มกี่เมตร จะต้องใช้สารกี่กรัม เนื่องจากจำนวนต้นลำไยมีมาก จะทำให้การทำงานช้า ยุ่งยาก และอาจเกิดความผิดพลาดได้หากแรงงานไม่มีประสบการณ์ จึงใช้สารอัตราเดียว แต่การราดสารจะใช้วิธีการฉีดลงดินด้วยเครื่องฉีดพ่นยา วิธีการ จะฉีดพ่นในบริเวณรอบทรงพุ่มลำไย (ชายทรงพุ่ม) เดินฉีดเป็นวงกลม
เมื่อเร็วๆ นี้ นายการุณย์ มะโนใจ เกษตรอำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา และ นายสุรชัย ณ มา นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ลงพื้นที่แปลงผลิตลำไยนอกฤดูของ นายนิคม จันทร์แดง หมู่ที่ 9 บ้านบ่อตอง ตำบลบ้านมาง อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา สมาชิกกลุ่มแปลงใหญ่ลำไยคุณภาพตำบลบ้านมาง คาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดประมาณเดือนมกราคม ทั้งนี้ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การผลิตลำไยนอกฤดูเพื่อนำไปเผยแพร่ให้เกษตรกรรายอื่นจะได้แก้ไขปัญหาผลลิตในฤดูล้นตลาดและราคาตกต่ำ
“มนัญญา” ห่วงพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยภาคเหนือ สั่งเร่งกระจายผลผลิตโดยเร็ว สกจ. 3 จังหวัด “เชียงใหม่ ลำพูน น่าน” ขานรับขับเคลื่อนผ่านช่องทางการตลาดต่างๆ ล่าสุดสถานการณ์คลี่คลายในทางที่ดี ขณะผลผลิตเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายฤดู นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรชาวสวนลำไยในพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคเหนือ ซึ่งปีนี้ (2565) มีผลผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 20% แบ่งเป็นลำไยในฤดู 812,818 ตัน และนอกฤดู 259,746 ตัน ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้จัดงบเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจำนวน 95 ล้านบาทจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์หนุนเครือข่ายสหกรณ์ 7 จังหวัดภาคเหนือเปิดจุดรับซื้อผลผลิตในราคานำตลาด พร้อมจัดส่งคู่ค้าเอกชนและเครือข่ายสหกรณ์ปลายทางเพื่อกระจาย สู่ผู้บริโภคทั่วประเทศโดยเร็วที่สุด ล่าสุดสถานการณ์ลำไยเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี อีกทั้งเวลานี้ผลผลิตก็อยู่ในช่วงปลายฤดู ในเกือบทุกพื้นที่ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลกรมส่งเสริมสหกรณ์รายงานผลการกระจายผลผลิตลำไยของสถาบันเกษตรกรต้นทาง 14 แห่งใน
หากพูดถึงผลไม้ช่อใหญ่ ผลอวบกลม รสชาติหวานกรอบ หอมชื่นใจ ที่นอกจากจะทานสดๆ แล้วยังสามารถนำมาทำของหวานและเครื่องดื่มได้ คงไม่พ้นลำไยที่เป็นที่นิยมของชาวไทยมายาวนาน และปฏิเสธไม่ได้เลยว่าหลายปีมานี้ ชื่อเสียงของลำไยบ้านแพ้วโด่งดังขึ้นเป็นอย่างมาก ลูกดก ราคาดี มีกำไรงาม วันนี้ผู้เขียนได้มีโอกาสมาหาคำตอบว่า เพราะอะไรลำไยบ้านแพ้วถึงติดตลาด เมื่อเดินทางมาถึงตำบลบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร จึงได้มาเจอกับประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ปลูกลำไยพวงทองบ้านแพ้ว คุณไพรัช เทียนทอง ซึ่งเป็นเจ้าของสวนลำไยพื้นที่กว่า 14 ไร่ ทั้งยังเป็นแปลงเรียนรู้โครงการส่งเสริมการเกษตรที่ร่วมทำวิจัยกับมหาวิทยาลัยชั้นนำอีกด้วย มาถึงคุณลุงก็ได้ต้อนรับเป็นอย่างดี คุณไพรัช เทียนทอง ปัจจุบันอายุ 72 ปี เป็นเกษตรกรปลูกลำไยพันธุ์พวงทอง พื้นที่ 14 ไร่ อยู่ที่ตำบลบ้านแพ้ว อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ปัจจุบันปลูกลำไยมาเกือบ 20 ปีแล้ว โดยก่อนหน้านี้ปลูกพืชหลากหลาย เช่น มะนาว กล้วย มะม่วง ก่อนที่จะมีความคิดเริ่มศึกษาเพิ่มเติมถึงการปลูกผลไม้ชนิดอื่นจากเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน จึงเห็นว่าลำไยให้ผลผลิตดี ดูแลง่าย มีผลกำไรต่อ
การทำให้ลำไยให้ออกนอกฤดูปกติเหมือนกับที่หลายจังหวัดทำอยู่ขณะนี้ แม้จะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่หลายแห่งสามารถขายผลผลิตแล้วมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าปกติ แต่แนวทางนี้ต้องอาศัยกระบวนการ วิธี และข้อปฏิบัติ ตลอดจนการปลูกและดูแลที่ปลีกย่อย ใส่ใจทุกขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตัดแต่งกิ่ง การใส่ปุ๋ย การป้องกันแมลง/โรค (ซึ่งแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน) จึงมิใช่เรื่องง่ายที่จะเอื้อประโยชน์แล้วทำให้ผู้ปลูกประสบความสำเร็จได้ทุกราย คุณโอภาส เกษตรสวนเพชร ชาวท่าม่วง เมืองกาญจน์ ปลูกลำไยนอกฤดู ร่วมไปกับการนำแนวทางแบบธรรมชาติมาใช้ดูแลโรค/แมลง โดยไม่ใช้สารเคมี ช่วยทำให้ลำไยมีคุณภาพทั้งขนาดและรสชาติ เป็นลำไยอินทรีย์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคระดับพรีเมี่ยมส่งขายให้โมเดิร์นเทรดมานานนับสิบปี พร้อมยกระดับชุมชนให้หันมาปลูกเพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง คุณโอภาส เป็นเจ้าของสวนลำไยชื่อ “บ้านสวนเพชร” ตั้งอยู่เลขที่ 81 หมู่ที่ 6 ตำบลท่าตะคร้อ อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี เดิมมีสวนชมพู่ที่ดำเนินสะดวก แต่รับภาระต้นทุนไม่ไหวจึงย้ายมาที่ท่าม่วง กาญจนบุรีเมื่อปี 2552 แล้วหันมาปลูกลำไยนอกฤดูแทน เจ้าของสวนลำไยรายนี้บอกว่า เน้นสร้า
แม้บรรพบุรุษจะทำการเกษตรมาก่อน แต่ก็ใช่ว่าจะสืบทอดกันได้ทางสายเลือด เพราะต้องมีการเรียนรู้ ฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ ทั้งยังต้องมีความคิดต่อยอด นำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแปลงเกษตรที่ทำอยู่ เช่นเดียวกับ จ.ส.อ. นิกร บุญชัย อดีตข้าราชการทหาร ที่มีพ่อและแม่ทำสวนลำไยพันธุ์อีดอ ที่ตำบลเจดีย์หลวง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เห็นครอบครัวทำสวนลำไยมานานหลายสิบปี แต่ไม่เคยจับงานเกษตรในสวนลำไยแม้แต่น้อย กระทั่งปี 2546 ลาออกจากข้าราชการทหาร กลับมาเริ่มต้นจับสวนลำไยสืบทอดงานเกษตรกรรมต่อจากพ่อและแม่ ทั้งที่ไม่มีความรู้ในงานเกษตรเลย โดยเฉพาะในรุ่นของพ่อและแม่ทำสวนลำไย ก็ไม่ได้มีเทคนิคใดๆ ปล่อยให้ธรรมชาติดูแล และให้น้ำบ้างตามความต้องการของพืชอย่างลำไย ผลผลิตที่ได้จึงได้มากน้อยตามสภาพดินฟ้าอากาศของแต่ละปี ไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ราคาลำไยแปรผันตามปริมาณลำไยที่ออกสู่ตลาดในแต่ละปี เมื่อ จ.ส.อ. นิกร กลับมา เขาจึงเริ่มตั้งใจอย่างจริงจัง ศึกษา จดบันทึก และปรับปรุง เพื่อให้มีเทคนิคใหม่ๆ เข้ามาใช้ในสวนของครอบครัว “ประมาณปี 2555 กว่าผมจะทำได้” จ.ส.อ. นิกร บอกว่า สิ่งสำคัญ
ชาวสวน-โรงคัดบรรจุลำไยภาคตะวันออกตื่นตัว เข้าสู่ระบบรับรองมาตรฐานการผลิตพืช GAP และ GMP ด้าน สวพ.6 ระดมเจ้าหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจรับรองแปลง GAP พืช และโรงคัดบรรจุ GMP ให้ทันต่อฤดูกาลส่งออกลำไยไปจีน พร้อมเร่งอบรมให้ความรู้การใช้สารรมชัลเฟอร์ไดออกไชด์ ล่าสุดผ่านการรับรองรอแปลง GAP แล้วจำนวน 2,998 แปลง ส่วนโรงคัดบรรจุผ่านการรับรอง GMP จำนวน 65 โรง พร้อมคาดปีนี้จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 4 แสนตัน นายชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 (สวพ.6) กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เพื่อหลีกเลี่ยงและป้องกันปัญหาด้านการส่งออกผลผลิตลำไยนอกฤดูพื้นที่ภาคตะวันออกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน 62 เป็นต้นมา สวพ.6 ได้ระดมเจ้าหน้าที่อย่างเต็มกำลังพร้อมกำหนดกลยุทธ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจรับรองแปลง GAP พืช และโรงคัดบรรจุ GMP ให้ทันต่อความต้องการของเกษตรกรและผู้ประกอบการที่จะต้องใช้ใบรับรองในการจำหน่ายผลผลิตเพื่อการส่งออกไปจีน อาทิ สนับสนุนให้โรงคัดบรรจุรับซื้อผลผลิตจากสวนที่เป็นลูกค้าของโรงคัดบรรจุเองและเป็นสวนที่ได้รับการรับรองแปลง GAP ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ล
ลำไย เป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยชนิดหนึ่ง เนื่องจากลำไยสามารถชักนำการออกดอกได้ ลำไยเป็นไม้ผลที่ไม่จำเป็นต้องห่อผล เพียงแต่ต้องมีการตัดแต่งช่อผลบ้าง เมื่อลำไยติดผลต่อช่อมากจนเกินไปเพื่อให้ผลลำไยมีขนาดผลใหญ่และผลมีขนาดสม่ำเสมอ ลำไยนอกจากจำหน่ายในรูปผลสดแล้ว ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นลำไยอบแห้ง ลำไยกระป๋อง เป็นต้น การผลิตลำไยนอกฤดู ลำไย จัดเป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทย สามารถทำรายได้จากการส่งออกปีละไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท แหล่งผลิตลำไยที่สำคัญอยู่ในภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา เป็นต้น และทางภาคตะวันออก เช่น จังหวัดจันทบุรี ระยอง เป็นต้น การผลิตลำไยในอดีตเกษตรกรต้องรับภาระความเสี่ยงเกี่ยวกับการให้ผลผลิตของลำไย เนื่องจากการออกดอกติดผลขึ้นอยู่กับความหนาวเย็น หากปีใดที่มีอุณหภูมิต่ำและหนาวเย็นยาวนาน ลำไยจะออกดอกติดผลมาก ในขณะที่บางปีอากาศไม่หนาวเย็นพอ ต้นลำไยจะออกดอกติดผลน้อย ทำให้ลำไยถูกจัดอยู่ในกลุ่มไม้ผลที่มีนิสัยการออกดอกติดผลเว้นปี นับตั้งแต่มีการค้นพบ สารโพแทสเซียมคลอเรต ด้วยความบังเอิญของคนทำดอกไม้ไฟว่ามีคุณสมบัติ
แม้บรรพบุรุษจะทำการเกษตรมาก่อน แต่ก็ใช่ว่าจะสืบทอดกันได้ทางสายเลือด เพราะต้องมีการเรียนรู้ ฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ ทั้งยังต้องมีความคิดต่อยอด นำนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับแปลงเกษตรที่ทำอยู่ เช่นเดียวกับ จ.ส.อ. นิกร บุญชัย อดีตข้าราชการทหาร ที่มีพ่อและแม่ทำสวนลำไย พันธุ์อีดอ ที่ตำบลเจดีย์หลวง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เห็นครอบครัวทำสวนลำไยมานานหลายสิบปี แต่ไม่เคยจับงานเกษตรในสวนลำไยแม้แต่น้อย กระทั่งปี 2546 ลาออกจากข้าราชการทหาร กลับมาเริ่มต้นจับสวนลำไยสืบทอดงานเกษตรกรรมต่อจากพ่อและแม่ ทั้งที่ไม่มีความรู้ในงานเกษตรเลย โดยเฉพาะในรุ่นของพ่อและแม่ทำสวนลำไย ก็ไม่ได้มีเทคนิคใดๆ ปล่อยให้ธรรมชาติดูแล และให้น้ำบ้างตามความต้องการของพืชอย่างลำไย ผลผลิตที่ได้จึงได้มากน้อยตามสภาพดินฟ้าอากาศของแต่ละปี ไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ราคาลำไยแปรผันตามปริมาณลำไยที่ออกสู่ตลาดในแต่ละปี เมื่อ จ.ส.อ. นิกร กลับมา เขาจึงเริ่มตั้งใจอย่างจริงจัง ศึกษา จดบันทึก และปรับปรุง เพื่อให้มีเทคนิคใหม่ๆ เข้ามาใช้ในสวนของครอบครัว “ประมาณปี 2555 กว่าผมจะทำได้” จ.ส.อ. นิกร บอกว่า สิ่งสำคั
“คุณดำรงค์ จินะกาศ” เจ้าของสวนลำไยแปลงใหญ่ ได้เปิดบ้านเป็นศูนย์การเรียนรู้ การเพิ่มประสิทธิภาพลำไย หมู่ที่ 1 บ้านท้องฝาย ตำบลทากาศ อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน กล่าวว่า ขั้นตอนการผลิตลำไยนอกฤดู ทำได้ไม่ยาก เริ่มจากการเตรียมต้นหลังการเก็บเกี่ยว ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง ใช้ใบลำไยที่ตัดแต่งกิ่งคลุมใต้โคนต้นบางๆ ใส่ปุ๋ยคอก และปุ๋ยเคมี สูตร 25-7-7 หรือ 46-0-0 + ปุ๋ย สูตร 15-15-15 ในอัตราส่วน 1: 2 (ใส่รอบทรงพุ่ม 1 กิโลกรัม ต่อต้น) รดน้ำให้ชุ่ม ทุกๆ 5-7 วัน จนเริ่มแทงยอดอ่อนใน 21 วัน พ่นปุ๋ยทางใบ สูตร 15-15-15 + ฮอร์โมน+ธาตุอาหารรอง เมื่อใบแก่จัด 45-60 วัน เริ่มปฏิบัติตาม ข้อ 2-4 ใหม่ การเตรียมต้นก่อนราดสาร 1 เดือนนั้น วันที่ 1 คุณดำรงค์ จะพ่นปุ๋ยทางใบ สูตร 0-52-34 + ปุ๋ย สูตร 10-52-10 อย่างละ 500 กรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร วันที่ 7-21 พ่นปุ๋ยทางใบ สูตร 0-52-34 + ปุ๋ย สูตร 10-52-10 อย่างละ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร (พ่นอย่างน้อย 2 ครั้ง) วันที่ 10 ใส่ปุ๋ยทางดิน สูตร 8-24-24 จำนวน 1 กิโลกรัม ต่อต้น ทำความสะอาดรอบโคนต้นบริเวณที่ต้องการราดสาร กว้าง 1 เมตร คุณดำรงค์ ใช้เทคนิคการผลิตลำไยนอกฤดู สูตรราดบนดินโดยใช
