ศพก.
6 เกษตรกรดีเด่นระดับประเทศปี 2566 จากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เตรียมเข้ารับรางวัล หลังกรมส่งเสริมการเกษตร ประกาศผลการประกวด โดยรางวัลชนะเลิศเป็น ศพก. จากจังหวัดนครราชสีมา โดดเด่นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ จนมีเกษตรกรและประชาชนทั่วไปสนใจเข้าเรียนรู้จำนวนมาก พร้อมสร้างงาน สร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างต่อเนื่อง นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า คณะกรรมการตัดสินการประกวดศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรระดับประเทศ ได้ประกาศผลการประกวดศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ดีเด่นระดับประเทศ ปี 2566 โดยคัดเลือกเกษตรกรต้นแบบที่มีผลงานดีเด่นในการบริหารจัดการศูนย์ฯ ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ในชุมชน เป็นตัวอย่างในการขยายผลส่งเสริมการเกษตร การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านเกษตร โดยผลการประกวดมีดังนี้ 1.รางวัลชนะเลิศ ได้แก่นายอรุณ ขันโคกสูง เกษตรกรต้นแบบ ศพก.อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา 2.รางวัลรองชนะเลิศอัน 1 ได้แก่นายวีรวัฒน์ จีรวงส์ เกษตรกรต้นแบบ ศพก.อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร 3.รางวัลร
นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งเป็นตัวอย่างให้กับชาวนาผู้ปลูกข้าวรายอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี จากผลการดำเนินงานในปัจจุบันซึ่งมีการพัฒนาการผลิตข้าวอินทรีย์อย่างต่อเนื่องได้คุณภาพมาตรฐานสากล เป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ จึงได้เข้ามาส่งเสริมการขยายพื้นที่สร้างเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ สร้างกลุ่มต้นแบบในการผลิต “ข้าวอินทรีย์ วิถีเมืองธรรมเกษตร” ที่สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์จังหวัดอำนาจเจริญที่ว่า “เมืองธรรมเกษตร การเกษตรสร้างมูลค่า ท่องเที่ยวเสริมสร้างสุขภาพ เชื่อมโยงเส้นทางการค้า” เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรชาวนาจังหวัดอำนาจเจริญได้มีอาชีพที่มั่นคง และเป็นการขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของจังหวัด ทำให้มีจำนวนสมาชิกและพื้นที่เกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี “เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์จังหวัดอำนาจเจริญ ปัจจุบันมีสมาชิก จำนวน 839 ครัวเรือน พื้นที่เกษตรอินทรีย์ 24,554 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ 21 ตำบล 96 หมู่บ้าน สามารถผล
การเลี้ยงโคขุนเป็นอาชีพที่กำลังได้รับความสนใจเพราะสามารถทำกำไรได้มากเป็นการสร้างรายได้เสริมอีกช่องทางหนึ่ง การเลี้ยงโคขุนต้องมีการลงทุนและมีแผนงานที่แน่นอนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะเวลาตามที่กำหนด การเลี้ยงโคขุนเปรียบเสมือนการออมทรัพย์ การเติบโตของโคที่เกิดขึ้นคือ ดอกเบี้ยที่เกิดจากการสะสม เมื่อถึงระยะเวลาที่กำหนดก็นำมาขายสร้างรายได้แก่เกษตรกร คุณทวีป สูงสุทธิ์ เกษตรกรบ้านนาโต๊ะหมิง หมู่ที่ 1 ตำบลนาโต๊ะหมิง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เป็นเกษตรกรหัวไวใจสู้ ทำการเกษตรหลากหลายรูปแบบ เช่น การปลูกปาล์มน้ำมันและการเลี้ยงโคขุนร่วมด้วย เป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่อย่างคุ้มค่า สามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปีจนพึ่งพาตนเองได้เป็นคนแรกในชุมชนและนำความสำเร็จสรุปเป็นองค์ความรู้ถ่ายทอดสู่ชุมชน เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอกให้มากที่สุด แก้ปัญหาความเป็นอยู่และมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ กระทั่งได้รับการยอมรับจากคนในชุมชนและหน่วยงานต่างๆ สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองตรังจึงจัดตั้งให้เป็นศูนย์เครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ได้รับการคัดเลือกเป็นประธานคณะกรรมการแปลงใหญ่ระดับจ
ศกอ. จ.นครราชสีมา ลุยปลูก ‘ดอกกระเจียว’ สร้างกำไรปีละ 51,472 บาท/ไร่ มุ่งขยายผลสู่เกษตรกรในพื้นที่ ผ่าน ศพก. สร้างอาชีพ-รายได้ ช่วงวิกฤตโควิด นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 5 นครราชสีมา (สศท.5) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า “ดอกกระเจียว” นับเป็นสินค้าเกษตรทางเลือกที่มีอนาคต สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี ซึ่งจังหวัดนครราชสีมาเริ่มมีเกษตรกรให้ความสนใจและมีการปลูกกระเจียวกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากดอกกระเจียวเป็นพืชที่ปลูกได้ง่าย ได้รับความนิยมนำไปประกอบอาหารได้หลายเมนู มีรสเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอม สรรพคุณแก้อาการท้องอืด ลดกรดในกระเพาะอาหาร จึงทำให้ดอกกระเจียวเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งในจังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง จากการติดตามสถานการณ์การผลิตและตลาดสินค้าดอกกระเจียวในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา โดยการสัมภาษณ์ นายนพนันท์ คงพุดซา เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา ของ สศก. ที่ประสบความสำเร็จในการปลูกดอกกระเจียวเพื่อจำหน่าย บอกเล่าว่า เดิมครอบครัวตนมีอาชีพทำนาอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก จึงต้องแบกรับความเสี่ยงสูง
กรมส่งเสริมการเกษตรส่งสุขปีใหม่มอบให้เกษตรกร จัดงาน Field Day ตลอดปี 2563 เชิญชวนเกษตรกรร่วมเรียนรู้และเข้าถึงเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตใหม่ๆ เพื่อนำไปใช้เริ่มต้นฤดูกาลผลิตที่จะมาถึงนี้ ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ทั่วประเทศ ฟรี!!! นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรจึงได้ดำเนินการโครงการส่งความสุขปีใหม่มอบให้เกษตรกรตลอดปี 2563 โดยมอบหมายให้หน่วยงานในสังกัดจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในการสร้างความสุขให้กับคนในชาติด้วยการดำเนินกิจกรรมสร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรกร และเกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหนึ่งในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มีบทบาทภารกิจในการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายเกษตรกรและบูรณาการการทำงานกับทุกภาคส่วน จึงได้กำหนดจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 แห่งและเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลู
เรื่องที่ใหญ่ที่สุดในรอบประวัติศาสตร์ภาคการเกษตรของไทย ความขัดแย้งลุกลามขยายวงกว้าง กระทบไปยังประชาชนหลายกลุ่ม หลายองค์กร หลายหน่วยงาน และที่สำคัญที่สุดอาจกระทบกับรัฐบาลทั้งแง่บวกและลบ เมื่อของขวัญปีใหม่ คือ การยกเลิกใช้ พาราควอต-ไกลโฟเซต-คลอร์ไพริฟอส แต่อาจเป็นการทำลายโครงสร้างปัจจัยการผลิต สร้างความหายนะต่ออาชีพของเกษตรกรไทย และอุตสาหกรรมเกษตร นายเชิดชัย จิณะแสน เกษตรกรต้นแบบ ประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรระดับประเทศ และคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการจำกัดการใช้สารเคมีทางการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบายว่า สารเคมีทั้งสามชนิด ใช้ในประเทศไทยมาประมาณ 50 ปีที่แล้ว โดยไม่เสียภาษีนำเข้า เพราะต้องการลดราคาต้นทุนช่วยเหลือเกษตรกร และทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำทางการเกษตรระดับต้นของโลก มีมูลค่าการส่งออกสูงขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีการใช้สารเคมีเข้ามาเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ดั้งนั้น เกษตรกรจึงจำเป็นต้องใช้เป็นปัจจัยการผลิตและลดต้นทุนการผลิตสินค้าเกษตร สภาพภูมิอากาศของไทย ง่ายต่อการเกิดโรค แมลง และวัชพืช ประกอบกับระบบชลประทานไม่ทั่วถึงและไม่เพียงพอ โดยเฉพาะภาคเหนือและอีสาน
กรมส่งเสริมการเกษตร จัดงานรวมพลเกษตรกรแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเครือข่ายเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) กว่า 2,000 คน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และเกษตรกรรุ่นใหม่ (young smart farmer) และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ได้เรียนรู้การทำงานในรอบปีที่ผ่านมาและสรุปบทเรียนร่วมกัน นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน ว่า ทั้ง 3 เครือข่ายประกอบด้วย เกษตรแปลงใหญ่ ศพก.และเกษตรกรรุ่นใหม่ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากเกษตรกรทั้ง 3 เครือข่ายนี้ ได้ผ่านการอบรมรับองค์ความรู้จากกรมส่งเสริมการเกษตรมาเป็นอย่างดี สามารถเชื่อมโยงกับเครือข่ายภายนอกเพื่อยกระดับอาชีพและรายได้อย่างมั่นคง รวมถึงจะเป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายด้านอื่นๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไปในอนาคตอีกด้วย ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายที่จะขยายเครือข่ายทั้ง 3 ส่วนให้เพิ่มมากขึ้นพร้อมกับ
ว่าที่ร้อยตรี สมสวย ปัญญาสิทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นพลังงานชีวมวล ระหว่าง ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร/เครือข่าย กับบริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) ณ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ (เมื่อ 30 เมษายน 2562) ว่าตามที่รัฐบาลได้มีนโยบายสำคัญที่จะระดมพลังภาคีทุกภาคส่วนในการมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาการเกษตรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เกิดคุณค่า และมูลค่าในการพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรที่เติบโต แข่งขันได้บนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมการเกษตรได้มีแนวนโยบายในการนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่มที่เกิดประโยชน์แก่เกษตรกร ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อลดปัญหามลพิษหมอกควันจากการเผาในพื้นที่ทางการเกษตรหลังการเก็บเกี่ยว โดยได้กำหนดแนวทางผ่านกลไกประชารัฐเพื่อการมีส่วนร่วมระหว่างส่วนราชการ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการนี้ กรมส่งเสริมการเกษตร ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)/ศูนย์เคร
สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว กำหนดจัดวิเคราะห์ศักยภาพ ศพก. ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ในวันที่ 25 มกราคม 2561 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอเกาะยาว หมู่ที่ 7 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวว่า สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว กำหนดจัดวิเคราะห์ศักยภาพ ศพก. ภายใต้โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ในวันที่ 25 มกราคม 2561 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอเกาะยาว หมู่ที่ 7 ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย เกษตรอำเภอ คณะกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรผู้รับผิดชอบ ศพก. เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในระดับอำเภอ ได้แก่ ประมงอำเภอ ปศุสัตว์อำเภอ ฯลฯ และผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ ประชุมร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพ ศพก. เพื่อจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ และกำหนดแนวทางการพัฒนาโดยใช้ข้อมูลพื้นที่ คน สินค้า ข้อมูล Zoning และข้อมูลอื่น
ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ถือเป็นกลไกสำคัญอย่างหนึ่งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ในการขับเคลื่อนและผลักดันการพัฒนาภาคเกษตรของไทยให้มีความมั่นคงและเข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้ส่งเสริมและพัฒนา ศพก.อย่างเป็นรูปธรรม จำนวน 882 ศูนย์ทั่วประเทศ เป็นต้นแบบและเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร พร้อมขยายผลการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบที่ประสบความสำเร็จสู่พื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ช่วยลดต้นทุน เพิ่มปริมาณผลผลิตที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรงตามความต้องการของตลาด และยกระดับรายได้ของเกษตรกรเพิ่มสูงขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสการแข่งขันให้กับเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากการ ที่กรมส่งเสริมการเกษตรได้ดำเนินการพัฒนา ศพก. มาตั้งแต่ปี 2558 ปัจจุบันมี ศพก. ทั้งหมด 882 ศูนย์ สามารถแบ่งพืชตามลักษณะพื้นที่ ประกอบด้วย ข้าว 450 ศูนย์ พืชไร่ 78 ศูนย์ พืชผัก 31 ศูนย์ ไร่นาสวนผสม/เกษตรผสมผสาน 78 ศูนย์ ไม้ผล 139 ศูนย์ ยางพารา 52 ศูนย์ ปาล์มน้ำมัน
