สภาเกษตรกร
เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา เพื่อขับเคลื่อนงานของสภาเกษตรแห่งชาติกล่าวว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนา “เพื่อขับเคลื่อนงานของสภาเกษตรกรแห่งชาติในการส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งแก่เกษตรกรและองค์กรเกษตรกร” ในวันนี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นด้วยความคาดหวังจากเกษตรกร องค์การและหน่วยงานต่างๆ ให้เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เชื่อมประสานในการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง กับเกษตรกรเพื่อให้เกิดการพัฒนาและแก้ไขปัยหาด้านการเกษตรอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถแก้ไขปัญหาความต้องการของเกษตรกร นำพาเกษตรกรและภาคเกษตรกรรมของประเทศไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างเข้มแข็ง มั่นคง ยั่งยืนในระยะยาว รัฐบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเกษตร และแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการผลิตและแปรรูปตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อก่อให้เกิดผลิตภัณฑ์ของชุมชน โดยดำเนินการร่วมกันของทุกภาคส่วนในรูปแบบของโครงการประชารัฐ การที่สภาเกษตรกร
จากการเข้าร่วมงานมาตรการ เสริมแกร่ง เพิ่มทุน ครอบคลุมทุกกลุ่ม SMEs เมื่อวันที่ 22 ม.ค.2561 ณ อาคารสำนักงานใหญ่ SME Bank นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาเกษตรกรฯ ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(SME Bank ) เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงเป็นตัวกลางประสานหน่วยงานต่างๆ ในการส่งเสริมเกษตรกรทั่วประเทศให้มีรายได้สูงขึ้น และเติบโตอย่างยั่งยืน โดยพัฒนาเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ด้วยการยกระดับอาชีพจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิมสู่การใช้ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิต และตรงตามความต้องการของตลาด โดยกระทรวงอุตสาหกรรมสนับสนุนด้านความรู้ ขณะที่ SME Bank เติมเต็มด้านเงินทุน โดยนำร่องที่ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง ซึ่งมีการส่งเสริมให้ปลูกไผ่ และต่อยอดด้วยการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ถ่านเชื้อเพลิง ไผ่สำหรับใช้ในภาคอุตสาหกรรม เฟอร์นิเจอร์จากไม้ไผ่ และบ้านจากไม้ไผ่ เป็นต้น ซึ่งแนวคิดดังกล่าวจะขยายผลไปทั่วประเทศ ตั้งเป้าว่าจะต้องเกิดผู้ประกอบการเอสเอ็มอีภาคเกษตรครอบคลุมอย่างน้อยทุกอำเภอทั่วประเทศ
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาเกษตรกรได้มีการจัดเวทีแนวทางการจัดทำระบบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วมของไทย (Thai PGS) เพื่อทำความเข้าใจสร้างกลไก กระบวนการในการขับเคลื่อนการรับรองเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นระบบที่เกษตรกรรวมกันเป็นเครือข่าย ติดตามตรวจสอบซึ่งกันและกันเอง โดยสภาเกษตรกรฯเป็นองค์กรกลางทำหน้าที่ในการสร้างความร่วมมือของทุกภาคส่วนกำกับให้ข้อมูล ความรู้ทางวิชาการ ระบบนี้จะทำให้เกษตรกรทั้งองค์กรยกระดับการผลิตตัวเองขึ้นมา และมีการช่วยกันดูแล สอดส่องสมาชิกในองค์กรของตนเอง ทำการผลิตการเกษตรให้อยู่ในมาตรฐานที่ตรงกัน หากเกษตรกรรายใดไม่ทำตามมาตรฐานที่ตกลงกันไว้ก็จะถูกตำหนิหรือแม้กระทั่งถูกไล่ออกจากกลุ่มได้ โดยคาดหวังว่าระบบเกษตรอินทรีย์ Thai PGS นี้จะสามารถเป็นระบบหลักอีกหนึ่งระบบในประเทศควบคู่กับระบบเกษตรอินทรีย์ของราชการและมกอช. ด้านนายธีระ วงษ์เจริญ ประธานคณะกรรมการด้านเกษตรตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบ PGS เป็นการรับรองโดยชุมชนทำหน้าที่รับรองกันเอง กำหนดกฎ กติกาของตัวเองไม่ให้ต่ำกว่ามาตรฐานอื่นที่มีอยู
นายเสน่ห์ วิชัยวงศ์ รองเลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวถึงการสำรวจข้อมูลสภาพปัญหาและความต้องการในการพัฒนาของเกษตรกร ว่าเมื่อ 2 ปีที่แล้วประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติมีนโยบายที่จะพัฒนาภาคเกษตรจากเกษตรกรผู้ขายวัตถุดิบไปเป็นอุตสาหกรรม จึงเป็นแนวทางให้สภาฯได้จัดทำแผนพัฒนาตำบลในทุกตำบลโดยเริ่มต้นที่อำเภอละ 1 ตำบล เจตนาที่ลงไปทำแผนก็เพื่อต้องการที่จะค้นหาศักยภาพของตำบลนั้นๆ ของกลุ่มเกษตรกร, เกษตรกรรายบุคคลว่ามีศักยภาพด้านใดบ้าง การที่เราลงไปทำแผนตำบลจะได้ข้อมูลที่เป็นข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลที่เป็นความต้องการของเกษตรกรจริงในความต้องการที่อยากจะได้รับการพัฒนาในเรื่องอะไร ความต้องการที่อยากจะต่อยอดเป็นเกษตรอุตสาหกรรมเรื่องใด โดยสภาเกษตรกรฯทำมาทุกปี ปีละ 888 อำเภอ 888 ตำบลในทุกปี ตอนนี้ขึ้นปีที่ 3 ซึ่งข้อมูลที่ได้มาเบื้องต้น 2 ปีนี้ก็จะมีอยู่ประมาณ 2,000 ตำบล 2,000 กลุ่ม ในจำนวนนี้แต่ละจังหวัดต้องสำรวจและจัดเก็บข้อมูลว่าเกษตรกร/หมู่บ้าน/องค์กรนี้เหมาะที่จะทำอะไร มีความสนใจเรื่องอะไร มีองค์ความรู้เดิมเรื่องอะไร เหล่านี้เป็นพื้นฐานข้อมูลที่สำคัญ เมื่อได้ข้อมูลมาสิ่งที่เราต้องดำเนินการต่อคือคลังข้อม
ในการประชุมสภาเกษตรกรแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2560 (18 ก.ย.60) ณ ห้องประชุมพึ่งบุญ อาคารสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นพยานในการลงนามความร่วมมือระหว่างสภาเกษตรกรแห่งชาติและสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 ภาค โดยมีว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ ลงนามกับ ผู้แทนสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร นายพรณรงค์ วรศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายประจักษ์ ทาสี ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคเหนือ นายคัมภีร์ สายะสนธิ ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคกลาง นายวิศวะ คงแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรภาคใต้ ภายหลังการลงนาม นายประพัฒน์ได้กล่าวว่า จากสภาพการณ์ของประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่าปี 2564 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ คือการมีประชากรสูงอายุ 20% ของประชากรทั้งหมด ส่วนตั้งแต่ปี 2579 ประชากรไทยจะมีน้อยกว่าปัจจุบันและจะมีสัดส่วนประชากรสูงอายุ 30% เป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสูงสุด ซึ่งจะเกิดการสร้างภาระพึ่งพิงต่อวัยแรงงานแล
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า การขับเคลื่อนแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม พ.ศ.2560-2564 ถึงแม้จะผ่านมาช่วงระยะเวลาไม่นานนักแต่สภาเกษตรกรแห่งชาติได้นำแผนดังกล่าวมาขับเคลื่อนแล้ว ในหลายจังหวัดผู้ว่าราชการกับในส่วนของภาคประชาชนที่มีความพร้อมสภาเกษตรกรฯก็จะลงไปทำงานในพื้นที่นั้นๆ โดยกลุ่มจังหวัดที่มีความชัดเจนมากในการนำแผนแม่บทไปขับเคลื่อนร่วมกับประชาชนและทำแผนแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ของตนเองคือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศอ.บต.) โดยได้มีโอกาสพบกับผู้บริหารและได้หารือร่วมกันถึงการทำแผนพัฒนาเกษตรกรรมในระดับตำบล หมู่บ้านในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งแนวทางปฏิบัติงานร่วมกัน คือ ศอ.บต.เป็นหน่วยงานสนับสนุนงบประมาณตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย สภาเกษตรกรฯจัดเรื่องคน , กระบวนการทำแผน ซึ่ง ศอ.บต.เห็นด้วย โดยจะเริ่มเชิญสมาชิกและที่ปรึกษาสภาเกษตรกรแห่งชาติใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา 4 อำเภอ มาจัดประชุมเชิงปฏิบัติการที่ จ.ยะลา ภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อที่จะซักซ้อมความเข้าใจและวิธีทำงานร่วมกันก่อนที่จะกระจายไปทำงานในพื้น
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวภายหลังเข้าร่วมประชุม “การปฏิรูประบบและพัฒนาข้าวไทย” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการศึกษาแนวทางการปฏิรูประบบและพัฒนาข้าวไทย มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา ว่า ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต พร้อมคณะผู้บริหาร และสภาเกษตรกรแห่งชาติโดยประธานสภาเกษตรกรจังหวัดภาคกลาง ได้ร่วมหารือกันถึงแนวทางการพัฒนาข้าวไทย ซึ่งทางมหาวิทยาลัยรังสิตมีคณะนวัตกรรมเกษตร ศึกษาแนวทางพัฒนาคุณภาพข้าว มีงานวิจัยเพื่อลดต้นทุนการผลิตและการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ การวิจัยข้าวเพื่อสุขภาพ ซึ่งเป็นเรื่องที่สภาเกษตรกรฯให้ความสนใจ มองว่าเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรและจะนำไปสู่การร่วมมือกันอย่างเป็นทางการต่อไป ทั้งนี้ สภาเกษตรกรฯ ได้เสนอทิศทางการพัฒนาข้าวไทยควรต้องหนีคู่แข่งให้ได้ ต้องไม่ผลิตข้าวแบบเดิมอย่างที่เป็นมา ต้องดูคู่แข่งการตลาด เช่น เวียตนาม อินเดีย หรือแม้แต่เมียนมาร์ มีข้าวพันธุ์อะไรบ้างที่นำมาแย่งตลาด ไทยต้องพัฒนาสายพันธุ์อย่างไรให้เหนือกว่า เช่น ข้าวหอมมะลิ 105 ที่ส่งเสริมการเพาะปลูกและการตลาดมาไม่น้อยกว่า 10 ปีนั้น ควรมีเวอร์ชั่น 2 ท
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธาน สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้กล่าวถึง พระราชบัญญัติ การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 และ พระราชบัญญัติ แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป ว่า ต้องขอบคุณรัฐบาลที่กรุณาให้เกียรติตั้งตัวแทนเกษตรกรเป็นหนึ่งในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อำนาจหน้าที่หลักๆของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ คือ จัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี กำกับดูแลการปฎิรูปประเทศให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้เห็นโครงสร้างแล้วเชื่อว่าเป็นประโยชน์เพราะประเทศเราควรมียุทธศาสตร์ระยะยาว แต่จะทำอย่างไรให้สอดคล้องกับปัญหาของประเทศและของโลก คงต้องมีการคุยกันในคณะทำงานยุทธศาสตร์ชาติ ในส่วนของสภาเกษตรกรแห่งชาตินั้นได้จัดทำยุทธศาสตร์ของเกษตรกรไว้กับแผนแม่บทเพื่อพัฒนาเกษตรกรรมที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งต้องนำมาปรับให้เข้ากับยุทธศาสตร์ชาติ โดยจะนำเสนอเรื่องนี้ให้เป็นแผนยุทธศาสตร์ของเกษตรกรเพื่อนำไปบรรจุไว้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนั้
นายธีรพงศ์ ตันติเพชราภรณ์ ประธานคณะกรรมการด้านยางพารา สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากข้อเสนอของสภาเกษตรกรแห่งชาติต่อการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) ในการเปิดให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ให้สามารถแจ้งข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราได้ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐบาลได้ทราบและมีข้อมูล จำนวนพื้นที่ปลูก และผลผลิตที่เป็นจริง สำหรับใช้ประกอบในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับยางพาราของรัฐบาลรวมทั้งการให้ความช่วยเหลือยามมีภัยพิบัติหรืออื่นๆอย่างถูกต้องครบถ้วนตามความเป็นจริง ซึ่งกยท.ได้รับข้อเสนอนี้ และได้ประกาศให้เกษตรกรแจ้งข้อมูลดังกล่าวระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม ถึง 30 ธันวาคม 2559 นั้น ปรากฏว่ามีเกษตรกรที่ยังไม่ได้แจ้งข้อมูลกับทาง กยท.จึงได้ขยายเพิ่มระยะเวลาการแจ้งตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม ถึง 30 กันยายน 2560 สภาเกษตรกรแห่งชาติในฐานะหน่วยงานที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรจึงขอแจ้งถึงเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ที่ยังไม่ได้แจ้งข้อมูลต่อการยางแห่งประเทศไทย ขอให้ติดต่อหน่วยงานของการยางในพื้นที่เพื่อแจ้งข้อมูล ทั้งนี้ การแจ้งข้อมูลไม่ได้เกี่ยวข้องกับเอกสารสิทธิในที่ดิ
นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ระบบตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม หรือ PGS (Participatory Guarantee System) เป็นงานตรวจรับรองเกษตรอินทรีย์ในระดับแนวราบของเกษตรกรเอง โดยมีองค์กรที่ทำหน้าที่นี้ก็คือมูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทยดำเนินงานมานานจนเป็นที่ยอมรับในตลาดระดับบน ซึ่งองค์ประกอบสำคัญของระบบ PGS นั้นคือ การมีวิสัยทัศน์ร่วม การมีส่วนร่วม ความโปร่งใส ความเชื่อมั่นต่อกัน กระบวนการเรียนรู้ ความเชื่อมโยงในแนวราบ เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงได้ ระบบการทำงานไม่ยุ่งยากซ้ำซ้อน และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันกับระบบมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้ สภาเกษตรกรแห่งชาติได้มีการระดมความคิดเห็นจากองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานขับเคลื่อนเรื่องระบบ PGS ทุกองค์กร อาทิ มูลนิธิเกษตรอินทรีย์ไทย , กรีนเนท , มูลนิธิเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน(ประเทศไทย) เป็นต้น ให้ความเห็นตรงกันว่าควรขยายผล โดยเริ่มจากจังหวัดที่มีความพร้อม คือ จันทบุรี นำร่องขับเคลื่อนจนมีการรับรองสินค้าของตนเอง หลากหลายและกว้างขวาง เป้าหมายต่อไปคือจังหวัดภูเก็ต อย่างไรก็ตาม การ
