สวนยาง
ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คิดค้น “สารบีเทพ” BeThEPS ช่วยยืดอายุน้ำยางสดได้นาน 1-3 วัน จากเดิม 6-8 ชั่วโมง เพิ่มทางเลือกใหม่ให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง และทำให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตยางแผ่นซึ่งมีคุณภาพดีเยี่ยม ดร.จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวถึงประเด็นปัญหาซึ่งเป็นที่มาของงานวิจัยและพัฒนา “สารบีเทพ” BeThEPS ว่า เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรชาวสวนยางต้องประสบกับปัญหาการยืดอายุน้ำยางพาราด้วยสารที่มีกลิ่นฉุนรุนแรงและเป็นอันตรายต่อร่างกายเป็นระยะเวลานาน และยังต้องประสบปัญหาด้านการขนส่ง สวนอยู่ไกลจากจุดรับซื้อน้ำยางสด ทำให้แทนที่จะขายเป็นน้ำยางพาราสดกลับต้องแปรสภาพเป็นยางก้อนถ้วยแทน “จังหวัดน่าน นับเป็นพื้นที่นำร่องในการทดลองใช้สารบีเทพเพื่อยืดอายุน้ำยางสด พื้นที่ปลูกยางส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูงลาดชันและอยู่ห่างไกลจากจุดรับซื้อ ทำให้การขนส่งน้ำยางมายังจุดรับซื้อล่าช้า ส่งผลทำให้เกษตรกรเสียประโยชน์ในหลายด้าน” ดร.จุลเทพ บอก เนื่องจากน้ำยางสดที่กรีดจากต้นยางพาราจะคงส
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม นายสุนทร รักษ์รงค์ นายกสมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้และเลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย (สคยท.) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่และประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร ในวันที่ 20-21 สิงหาคม ที่จังหวัดชุมพรและระนอง ในฐานะเจ้าบ้านที่เป็นเกษตรกรชาวสวนยางต้องขออภัย ที่ไม่สามารถอยู่ต้อนรับได้เพราะติดภารกิจ แต่มีเรื่องการแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำที่จะฝากให้พิจารณา ด้วยการทวงข้อเสนอเดิมและมีคำถามเพื่อให้ท่านตอบ หลังจากการแก้ไขวิกฤตยางพาราไทย ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2557 ของรัฐบาล คสช. จนถึงปัจจุบัน แม้จะเปลี่ยนรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบมาหลายคน แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ราคายางพาราสูงขึ้นได้ สมาคมเกษตรกรชาวสวนยาง 16 จังหวัดภาคใต้ ได้เสนอแนวทางปฏิรูปยางพาราไทย 5 ด้าน ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายกฤษฎา บุญราช เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2560 โดยมี 1.ปฏิรูปเกษตรกรชาวสวนยาง ด้วยการใช้กลไก พ.ร.บ. การยางแห่งประเทศไทย 2558 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรชาวสวนยาง เช่น การจัดสวัสดิการให้เกษตรกรชาวสวนยาง โดยเฉพาะคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อ
3,000 โรงรมควันยางพารา สูญ 2 พันล้านบาท เหตุพิษกำแพงภาษี สหรัฐ-จีน ทำราคา “ยางรมควัน” ผันผวนรายวัน เร่งพลิกกลยุทธ์การผลิต เพิ่มแปรรูปน้ำยางสดเป็นน้ำยางข้น 70% ลดยางรมควันเหลือ 30% น้ำยางข้นแปรรูปได้หลากหลาย พร้อมวอนรัฐผ่อนปรนเงื่อนไขเข้าถึงแหล่งเงินกู้ ธ.ก.ส. 15,000 ล้านบาท โดยเฉพาะกำหนดสถาบันเกษตรกรต้อง “กำไร” เหตุราคายางตกขาดทุนต่อเนื่องกันหลายปี นายกัมปนาท วงศ์ชูวรรณ ผู้จัดการ กลุ่มเกษตรกรทำสวนธารน้ำทิพย์ สถาบันเกษตรกรผู้ส่งออกยางรายใหญ่ภาคใต้ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีที่สหรัฐอเมริกาขึ้นภาษีการค้า 45% กับประเทศจีน และการที่นักลงทุนซื้อขายล่วงหน้าที่ตลาดยางเซี่ยงไฮ้ ล้วนส่งผลให้เกิดการกดราคายางลดลง และส่งผลต่อสถาบันการเกษตร เนื่องจากไทยส่งออกยางไปสู่จีนปริมาณมาก และจีนนำไปผลิตล้อยางรถยนต์ส่งออกไปสหรัฐอเมริกาถึง 40% ทั้งนี้ สถานการณ์ราคายางพาราผันผวนเกิดขึ้นทั้งในส่วนน้ำยางสด และยางรมควัน ส่งผลให้สถาบันในกลุ่มสหกรณ์ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการที่ราคายางรมควันลดต่ำกว่าราคารับซื้อน้ำยางดิบในช่วงราคาผันผวน แต่ผู้ค้ายางรายใหญ่ไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากมีการป้องกันความเสี
วันที่ 27 ธันวาคมนี้ ที่ศาลากลางจังหวัดสงขลา ตัวแทนสมาพันธ์เกษตรกรจังหวัดสงขลา นำโดยนายปรีชา สุขเกษม เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรกรจังหวัดสงขลา นายกาจบัณฑิต รามมาก นายครรชิต เหมะรักษ์ รองประธานสมาพันธ์เกษตรกรจังหวัดสงขลา นางปรินดา ปาลาเร่ ที่ปรึกษาสมาพันธ์ฯ พร้อมตัวแทนเกษตรกรชาวสวนยางพารารายย่อย เดินทางมาเพื่อเข้ายื่นหนังสือถึง นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านนายดลเดช พัฒนรัฐ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เรียกร้องให้แก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำในระยะยาว ภายใต้โครงการปรับเปลี่ยนพืชแทนยางเพื่อลดพื้นที่ปลูกยางพารา หลังจากที่ผ่านมาได้เรียกร้องให้แก้ปัญหาในระยะสั้นเน้นเรื่องราคาเป็นหลัก โดยแผนระยะยาวควรปรับลดพื้นที่ปลูกยางพารา และมีมาตรการรองรับชัดเจนสำหรับพืชใหม่ที่ปลูก โดยให้จังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดนำร่อง ก่อนขยายผลไปยังจังหวัดต่างๆ ที่สนใจ โดยมีข้อแนะนำใน 7 ประเด็น อาทิ จังหวัดสงขลา ควรลดพืนที่ปลูกยางพาราลง 30% ของพื้นที่ปลูกยางพาราทั้งหมด ให้ปรับเปลี่ยนพืชแทนยางพาราที่เหมาสมกับพื้นที่ เน้นมะพร้าวและกาแฟ ซึ่งเป็นพืชประจ
สำหรับความคืบหน้าเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางการเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคายางผันผวนและตกต่ำอย่างต่อเนื่อง ที่ห้องประชุมชั้น 2 สำนักงานการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาเครือข่ายสถาบันเกษตรกรยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) ประชุมคณะกรรมการ สยยท.และผู้เกี่ยวข้องด้านยางพารา เพื่อแก้ไขปัญหาราคายางตกต่ำ ได้ข้อสรุปแนวทางแก้ไขปัญหายางพาราทั้งระบบต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ให้นายกรัฐมนตรีใช้ มาตรา 44 ปลดผู้ว่าการ กยท.และคณะกรรมการ กยท.เนื่องจากบริหารงานผิดพลาด พร้อมให้สรรหาผู้ว่าการคนใหม่ที่เป็นมืออาชีพ มีความรอบรู้ยางพารามาแก้ปัญหา นายอุทัย กล่าวว่า นอกจากนั้นในแนวทางแก้ไขปัญหาเป็นกรณีเร่งด่วน นายกฯ ควรสั่งให้ กยท.ลดอัตราจัดเก็บเงินค่าธรรมเนียมการส่งออก (เซส) เป็นการชั่วคราว จาก 2 บาท ต่อกิโลกรัม (กก.) เป็น 1.40 บาท เท่ากับมาเลเซีย นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาลสนับสนุนหน่วยงานราชการใช้ยาง อาทิ สร้างสนามฟุตบอล สนามเด็กเล่น และอื่นๆ แต่กระทรวงคมนาคมยังดำเนินการอย่างไม่เป็นรูปธรรม ควรสั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำการสำรวจพื้นที่ปลูกยางทั
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 จังหวัดสงขลา จัดหารือระดมแนวทางบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้าเกษตรที่สำคัญ หรือ Zoning ของจังหวัดสงขลา ยกพืชร่วมยางพาราที่น่าสนใจ เช่น สละ เพราะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน และพืชสมุนไพร ที่สามารถแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ระบุ พืชเสริมและพืชทดแทนอื่นที่มีศักยภาพในพื้นที่ยังมีอีกมาก เช่น กระจับในร่องน้ำ มะพร้าวน้ำหอม และ มะม่วงเบา เป็นต้น นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการประชุมหารือโครงการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสินค้าเกษตรที่สำคัญ (Zoning) ปี 2560 ของจังหวัดสงขลา ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 9 (สศท.9) จังหวัดสงขลา จัดขึ้นเมื่อกลางเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เขตตรวจราชการที่ 8 (ว่าที่ ร.ต. ไพเจน มากสุวรรณ์) เป็นประธาน เพื่อนำเสนอหลักคิดในการบริหารจัดการในพื้นที่ และรับฟังความคิดเห็นเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการเป็นรายพื้นที่ต่อไป สำหรับจังหวัดสงขลา นับเป็นหนึ่งในจังหวัดนำร่อง โดย สศท.9 ได้ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐก
วันที่ 23 มิ.ย. 60 นายทศพล ขวัญรอด ประธานภาคีเครือข่ายชาวสวนยางและสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย (คยปท.) กล่าวว่า ตนได้เสนอในที่ประชุมร่วมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับสภาเครือข่ายยางและสถาบันเกษตรกรสวนยางพาราแห่งประเทศไทย (สยยท.) ที่ผ่านมา ให้นำยางพารามาทำถนนลาดยางไปทั่วประเทศ ประมาณ 84,000 หมู่บ้าน และทำถนนดินพาราซีเมนต์ “ถนนพาราซีเมนต์ใช้น้ำยางสด ส่วนถนนลาดยางพาราแอสฟันด์ติก ใช้ยางแห้ง สร้างหมู่บ้านละ 1 กิโลเมตร / ปี โดยใช้ยางประมาณ 2.7 ตัน / 1 กม. เป็นการใช้ยางทันทีทั่วประเทศ 260,000 ตัน ส่วนถนนพาราซีเมนต์ใช้ลูกรังบดอัด ใช้น้ำยางสด 12,000 กก. / 1 กกม.ซึ่งใช้แล้วที่ จ.บึงกาฬ” นายทศพล กล่าวว่าปัญหาขณะนี้ที่จากการปรึกษากับ อบจ.นครศรีธรรมราช มีเหตุผลว่า ไม่สามารถใช้ยางพาราทำถนนได้ ติดอยู่กับกฎกระทรวง ที่ให้ใช้ยางมะตอยแอสฟันด์ติก ดังนั้นจะต้องแก้กฎกระทรวง ให้เป็นพาราแอสฟันด์ติก ซึ่งในการสทำถนนจะต้องนำยางพารามาผสม และจะเป็นที่ถูกต้องตามกฎหมาย “ผู้มีอำนาจเต็มที่จะแก้ คือนายกรัฐมนตรี ขอให้นายกรัฐมนตรีทำเพื่อชาวสวนยาง นำมาตรา 44 มาดำเนินการ ยางพาราจะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ดี และชาวสวนยางทั่วปร
ในฉบับนี้ ขอเก็บตกการจัดงาน “วันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2560” อีกครั้งหนึ่ง เพราะแต่ละโซนมีกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย โดยเฉพาะเวทีเสวนา ที่อัดแน่นด้วยสาระความรู้ เพื่อถ่ายทอดแนวทางการเพิ่มผลผลิตและรายได้เสริมให้แก่เกษตรกรชาวสวนยาง หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้ ก็คือ ช่วง Special Talk ฉลองครบรอบ 30 ปี ของนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านได้จัดเวทีเสวนา ในหัวข้อ “เกษตรกรจะปรับตัวเข้าสู่สวนยาง 4.0 ได้อย่างไร” ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณเชาว์ ทรงอาวุธ รองผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) คุณศิริชัย ศรีสุธรรม บริษัท เซาท์แลนด์รีซอร์ซ จำกัด และ คุณสงกรานต์ คำพิไสย์ เกษตรกรชาวสวนยางพาราจังหวัดบึงกาฬ มาตรการเชิงรุก “ไทยแลนด์ ยุค 4.0” คุณเชาว์ รองผู้อำนวยการ กยท. กล่าวว่า เมืองไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ผลิตสินค้าเกษตรใช้ในประเทศเป็นหลัก (ไทยแลนด์ ยุค 1.0) เมื่อนำสินค้าเกษตรมาแปรรูปสู่อุตสาหกรรมเบา (ไทยแลนด์ ยุค 2.0) เช่น อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ เมื่อไทยพัฒนาสู่ภาคอุตสาหกรรมหนัก ผลิตสินค้าป้อนตลาดส่งออก (ไทยแลนด์ ยุค 3.0) เช่น ปูนซีเมนต์ เหล็กกล้า รถยนต์ ฯลฯ ปัจจุบัน ทั่วโลกตั้งเป้าพัฒนา
กยท.ลั่นเดินหน้าขายยางต่อหลังราคาร่วงจนต้องเบรกประมูลลอตสุดท้าย 1.2 แสนตันกลางเดือน มี.ค.นี้ออกไป ด้าน “ฉัตรชัย-จินตนา” กำชับเข้มหวั่นผู้ไม่หวังดีกดราคา ให้ทบทวนช่วงเวลาขายยางลอตสุดท้ายใหม่ นายธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้ กยท.ทบทวนการระบายยางในสต๊อกรัฐบาลที่เหลืออยู่ประมาณ 1 แสนตัน จากยางสต๊อกรัฐที่มีทั้งหมดประมาณ 3.1 แสนตัน เพราะเห็นว่าราคายางแกว่งตัวในทิศทางที่ลดลงกับราคาตลาดโลก แต่ส่วนตัวเชื่อว่าการปรับตัวลดลงของราคายางไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เห็นได้จากตลาดจีนมีการแกว่งตัวลดลงประมาณวันละ 2-3 บาท/กก. จึงน่าจะเป็นการปรับฐานเพื่อรอการดีดกลับรับช่วงฤดูปิดกรีดที่ยางจะไม่ค่อยออกสู่ตลาดแล้ว “สต๊อกยางภาครัฐขณะนี้เหลือประมาณ 1 แสนตัน และขายไปแล้ว 2 แสนตัน ขายได้ลอตแรกราคา 69 บาทต่อ กก.ขายลอต 2 ได้ราคาประมาณ 72-73 บาท/กก. รวมประมาณ 14,000 ล้านบาท มีบางส่วนโอนเข้าใช้หนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพราะตามระเบียบการบริหารสต๊อกรัฐบาล หากมีการขายยางได้จะต้องคืนเงินแก่เจ้าหนี้ภายใน
คุณสมพิศ ชูสังฆ์ เกษตรกรชาวสวนยาง วัย 48 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ได้ผันอาชีพไปปลูกสตรอเบอรี่ทดแทน ทำรายได้เดือนละกว่าแสนบาทในช่วงหน้าหนาว ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คุณสมพิศ ยึดอาชีพทำสวนยางพารา ประมาณ 20 ไร่ เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว แต่ระยะหลังเจอวิกฤตราคายางพาราตกต่ำกว่า 2 ปี ทำให้ครอบครัวเขาประสบปัญหาขาดแคลนรายได้และแบกภาระหนี้สินก้อนโตจากการทำสวนยาง คุณสมพิศจึงมองหาอาชีพใหม่เพื่อเสริมรายได้ช่วงราคายางตกต่ำ คุณสมพิศ สนใจปลูกสตรอเบอรี่ผลไม้เมืองหนาว เพราะมองว่าสตรอเบอรี่เป็นผลไม้ที่หายากและมีราคาแพง เนื่องจากสตรอเบอรี่เป็นพืชใหม่ ทำให้เขาต้องเดินทางไปศึกษาดูงานแหล่งปลูกสตรอเบอรี่ จนมั่นใจจึงเริ่มทดลองปลูกสตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน 80 ที่นำมาจากทางภาคเหนือเมื่อปี 2556 ลองผิดลองถูกนานข้ามปี จนถึงปัจจุบันสวนสตรอเบอรี่ของเขาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่พอใจในด้านผลผลิตและรายได้ กลายเป็นที่ศึกษาดูงานของเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป ระยะแรกสวนสตรอเบอรี่แห่งนี้เน้นขายผลสตรอเบอรี่ แต่หลังจากกิจการของเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทำให้มีเกษตรกรจำนวนมากมาติดต่อขอซื้อต้นสตรอเบอรี่บรรจุ
