สาธารณรัฐประชาชนจีน
ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้รับเชิญให้บรรยายในการประชุมเสวนาอารยธรรมเอเชีย (Conference on Dialogue of Asian Civilizations: CDAC) ในหัวข้อการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้อารยธรรมเอเชีย และประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน ระหว่างวันที่ 15 – 16พฤษภาคม 2562 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง เป็นประธานในพิธีเปิดงานและกล่าวสุนทรพจน์ มีประมุข ผู้นำประเทศ และนักวิชาการ จาก 47 ประเทศทั่วโลก รวมถึงผู้บริหารองค์กรหลายพันคนจากประเทศต่าง ๆ องค์การยูเนสโก และองค์กรระหว่างประเทศ เข้าร่วม เป็นการประชุมใหญ่เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอารยธรรมของมนุษย์ และมีส่วนร่วมในการสร้างชุมชนที่มีอนาคตร่วมกัน รวมถึงการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนและความเข้าใจร่วมกัน เพื่อปกป้องความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ฯ กล่าวในเวทีเสวนาดังกล่าวว่า วัฒนธรรมและอารยธรรมจากอินเดียและจีนมีบทบาทสำคัญและได้แลกเปลี่ยนกับภูมิภาคเอเชียมานานนับพันปีแล้ว สำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะประเทศไท
ประเทศไทย กำลังก้าวข้ามการทำเกษตรแบบดั้งเดิมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก พัฒนาสู่การเกษตรยุคใหม่ ที่มีเทคโนโลยีการบริหารจัดการแบบ Smart Farming รวมทั้งนวัตกรรม เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย เข้ามาช่วยพัฒนาการผลิตให้มีต้นทุนต่ำลงและได้ผลผลิตคุณภาพดีจำนวนมากขึ้น สอดคล้องกับโมเดลไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป เครื่องทำความสะอาดใบกะเพรา “เครื่องทำความสะอาดใบกะเพรา” เป็นหนึ่งในสิ่งประดิษฐ์ฝีมือคนไทยที่ช่วยแก้ปัญหาภาคการเกษตรและสร้างมูลค่าเพิ่มเชิงเศรษฐกิจได้อย่างน่าสนใจ เครื่องทำความสะอาดใบกะเพรา เป็นผลงานของ น.ส. พนิดา พวงบุบผา และ น.ส. ประภาภรณ์ ธรรมชาติ สาขาการบัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการสุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพมหานครสิ่งประดิษฐ์ชิ้นนี้เกิดจากนักศึกษาลงพื้นที่สำรวจการทำงานของกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกะเพราเพื่อการส่งออก ในพื้นที่อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี พบว่า มีปัญหาในการคัดสิ่งแปลกปลอม และใบที่ไม่ได้มาตรฐานออก และไม่ได้สวมแบบชุดยูนิฟอร์มที่ถูกต้องตามมาตรฐาน ทำให้เส้นผมและสิ่งต่างๆ ตกลงไป และทำให้เกิดความล่าช้าในกา
รมช. ลักษณ์ เปิดงาน “วันยางพาราบึงกาฬ 2562” แจง กระทรวงเกษตรฯ มุ่งดำเนินโครงการ ตามมติ ครม. ใน 3 โครงการสำคัญ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานวันยางพาราบึงกาฬ ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “บึงกาฬ ศูนย์กลางยางพารา เศรษฐกิจก้าวหน้า การค้าก้าวไกล” ณ ที่ว่าการอำเภอบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ ว่า การจัดงานดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ที่มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการค้ายางพาราภาคอีสาน และศูนย์กลางการค้ายางพาราของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งการจัดงานดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ได้แก่ 1. “สนับสนุน” ให้เกิดการผลิต การแปรรูป และการวิจัยอุตสาหกรรมยางพารา เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราในจังหวัดบึงกาฬ 2. “ผลักดัน” การค้าขายและการลงทุนของอุตสาหกรรมยางพาราและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง 3. “ส่งเสริม” การท่องเที่ยวในจังหวัดเพื่อสร้างงานสร้างอาชีพและสร้างแหล่งรายได้เสริมให้กับพี่น้องชาวบึงกาฬ อีกทั้งเสริมศักยภาพของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เพื่อตอกย้ำการเป็นเมืองศูนย์กลางยางพาราของภาคอีสานที่มีความเข้มแข็งทางเ
นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า ในเดือนพฤศจิกายน 2561 กรมได้ตกลงขายข้าวให้ทั้งรัฐบาลจีนและรัฐบาลฟิลิปปินส์ ปริมาณรวม 180,000 ตัน โดยคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้เห็นชอบการตกลงราคาขายข้าวงวดที่ 7 กับ COFCO Corporation (COFCO) รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน ปริมาณ 100,000 ตัน เป็นข้าวขาว 5% ฤดูกาลผลิตใหม่ มีกำหนดส่งมอบปลายเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม 2561 และไทยชนะการประมูลนำเข้าข้าวขาว 25% ฤดูกาลผลิตใหม่ ของหน่วยงาน National Food Authority (NFA) รัฐบาลสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ อีกปริมาณ 80,000 ตัน กำหนดส่งมอบข้าวภายในเดือนธันวาคม 2561 นายอดุลย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ NFA ได้เปิดประมูลนำเข้าข้าวเป็นการทั่วไปหรือประมูลของเอกชน เป็นข้าวขาว 25% ปริมาณ 500,000 ตัน ผลปรากฏว่า ผู้ส่งออกข้าวไทย 2 ราย ชนะการประมูลรวม 144,000 ตัน คิดเป็น 28% ของปริมาณที่เปิดประมูล โดยมีกำหนดส่งมอบเดือนธันวาคม 2561 – มกราคม 2562 ดังนั้น ไทยจะต้องเตรียมส่งออกข้าวทั้งของรัฐบาลและเอกชน ปริมาณรวม 324,000 ตัน ซึ่งถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งส่งท้ายปีสำหรับชาวนาและตลาดข้าวไทย เนื่องจากมีคำสั่งซื้อจาก
ปัจจุบัน สาธารณรัฐประชาชนจีน กำลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรเพิ่มมากขึ้น เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ก้าวเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ ขณะที่คนรุ่นใหม่วัยหนุ่มสาวก็ไม่สนใจอาชีพทำการกษตรเพราะงานหนัก เหนื่อย และมีรายได้น้อย รัฐบาลจีนจึงหันมาส่งเสริมให้เกิดการรวมพื้นที่ทำกินของเกษตรกรรายย่อยเข้ามา และให้คณะกรรมการหมู่บ้านเป็นตัวแทนเจรจากับภาคเอกชนเข้ามาลงทุนทำ “เกษตรแปลงใหญ่” สำหรับนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ของจีน จะเน้นใช้เทคโนโลยีเกษตรที่มีความแม่นยำสูงมาใช้เสริมแรงงานภาคเกษตรในระยะยาว เช่น เทคโนโลยีการให้น้ำ ปุ๋ย และการวิเคราะห์สภาพดินในแปลงเพาะปลูกพืชประเภทนาข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด พืชผัก เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของพืช รวมทั้งสร้างโรงเรือนเพาะปลูก โดยภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุน เนื้อที่กว่า 5 แสนไร่ และมีตลาดรองรับผลผลิตภายในประเทศจีน และส่งออกผลผลิตบางส่วนไปจำหน่ายในต่างประเทศ เช่น รัสเซีย และประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบัน เมืองซานตง นับเป็นเมืองอุตสาหกรรมการเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลและเอกชนของจีน เกษตรแปลงใหญ่ของที่นี่ เน้นปลูกผักในโรงเรือนและใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานคน ซึ
