สารชีวภัณฑ์
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปลูกข้าวเป็นพืชหลักในการเกษตร แมลงหวี่ขาวข้าว (Rice Whitefly) เป็นหนึ่งในศัตรูพืชที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตข้าวอย่างมาก โดยเฉพาะในภาคกลางของประเทศไทยที่มีการปลูกข้าวมากที่สุด ในช่วงเดือนมิถุนายน 2567 พบรายงานการระบาดของแมลงหวี่ขาวข้าวในนาข้าวเป็นครั้งแรกในพื้นที่นาชลประทานภาคกลาง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดสุพรรณบุรี โดยพบในข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1, กข87, กข41 และพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้รับรองจากกรมการข้าว (5451) ซึ่งแมลงหวี่ขาวข้าวนั้นมีวงจรชีวิตที่สั้นและแพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว ทำให้การระบาดของนั้นเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางและยากที่จะควบคุม เกษตรกรจะรับมืออย่างไร? คุณณฎล สว่างญาติ หรือ ก้อง ประธานศูนย์ข้าวชุมชน ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เผยว่า โดยปกติแล้วการทำเกษตรที่ไม่ใช่เกษตรอินทรีย์ 100% การป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืชนั้นจะใช้ทั้งสารชีวภัณฑ์และสารเคมีร่วมกัน ซึ่งหากเราเน้นที่กระบวนการ “ป้องกัน” มีการใช้สารชีวภัณฑ์อย่างสม่ำเสมอมาตั้งแต่ต้น จะช่วยให้ลดปัญหาศัตรูพืชได้ในระดับหนึ่งและลดปริมาณการใช้สารเคมีได้มาก แต่โดยมากเกษตรกรไม่
เกษตรกรชาวสวนยางพารามีการปรับตัว โดยปรับเปลี่ยนทำสวนแบบลดต้นทุนการผลิต แต่ต้นยางพารายังให้ผลผลิตที่มีคุณภาพเหมือนเดิม คุณจำปี เอกพล เกษตรกรจังหวัดบึงกาฬ ได้คิดหาวิธีผลิตยางพาราแบบลดต้นทุนภายในสวน โดยนำน้ำหมักและสารชีวภัณฑ์ต่างๆ เข้ามาช่วยจนประสบผลสำเร็จ ทำให้การขายยางพาราแต่ละครั้งมีผลกำไร คุณจำปี เล่าให้ฟังว่า ได้มีการปรับเปลี่ยนมาทำสวนยางพาราในช่วงปี 2548 ตามที่มีการส่งเสริมในขณะนั้น ทำให้เธอได้นำดินภายในสวนไปตรวจหาค่าวิเคราะห์ดิน ว่าในพื้นที่ของเธอนั้น เหมาะสมกับการปลูกยางพาราหรือไม่ ผลปรากฏว่าสามารถปลูกได้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ทำสวนยางพาราเริ่มแรกจำนวน 6 ไร่ และขยับขยายต่อมาเรื่อยๆ จนมีพื้นที่ปลูกยางพาราทั้งหมด 24 ไร่ “พอเราเริ่มที่จะทำสวนยางพาราอย่างจริงจัง ช่วงแรกก็ได้เข้าไปอบรมเพื่อศึกษาก่อน จากนั้นก็มีปรับพื้นที่และเริ่มปลูกยางพาราภายในสวน การปลูกให้มีระยะห่างระหว่างต้นและแถวอยู่ที่ 7×3 เมตร การดูแลก็เน้นให้ระบบน้ำตามธรรมชาติ พึ่งน้ำฝนเป็นหลัก พอต้นยางพาราเริ่มได้อายุที่พร้อมจะกรีดได้ ก็จะมีการใช้ปุ๋ยเคมีบำรุงเข้าไป เป็นสูตรตามค่าวิเคราะห์ดินที่เหมาะสมกับสวนของเรา ใส่ปุ๋ยปีละ 2
สมุนไพรกระวาน และจันทน์เทศ ผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของอำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังกรมส่งเสริมการเกษตร เข้าไปสนับสนุนให้ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต พัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูป และกำจัดโรคต่างๆ จนมีผลผลิตคุณภาพออกสู่ท้องตลาด สร้างรายได้เพิ่มขึ้นแก่สมาชิก นางอมรรัตน์ สว่างลาภ หัวหน้ากลุ่มยุทธศาสตร์และสารสนเทศ สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยถึงการนำนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร ไปส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นเกษตรแปลงใหญ่ว่า ปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเกษตรแปลงใหญ่ทั้งหมด 199 แปลง ครอบคลุมพื้นที่กว่า 1.7 แสนไร่ มีแปลงใหญ่ด้านพืชสมุนไพร จำนวน 2 แปลง คือ แปลงใหญ่กระวาน และแปลงใหญ่จันทน์เทศ ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอร่อนพิบูลย์ โดยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2564 สำหรับกระวาน เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง นิยมนำมาทำเป็นเครื่องเทศสำหรับเพิ่มรสชาติและกลิ่นหอมให้อาหารและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น น้ำพริก ยาหม่อง ยาดม สเปรย์ไล่ยุง เจลล้างมือ และสบู่สมุนไพร พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นที่ราบเชิงเขาภายในชุมชนป่าอนุรักษ์พื้นที่ตำบลหินตก โดยกระวาน
กรมส่งเสริมการเกษตร ชูแปลงใหญ่มังคุดตำบลกะเฉด จังหวัดระยอง เป็นต้นแบบสวนมังคุด หลังเข้าสนับสนุน และชี้ให้เห็นการทำเกษตรปลอดภัย ลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิต จน 35 สมาชิก พื้นที่ปลูก 322 ไร่ ได้มาตรฐาน GAP ทั้งหมด พร้อมส่งออกต่างประเทศร้อยละ 70 นางสาววรนุช สีแดง เกษตรจังหวัดระยอง พร้อมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่แปลงใหญ่มังคุดตำบลกะเฉด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง เพื่อเยี่ยมชมกระบวนการผลิตมังคุดทั้งระบบที่มีการลดต้นทุน เพิ่มศักยภาพการผลิต การบริหารจัดการที่ดี และเชื่อมโยงการตลาด จนสวนมังคุดของสมาชิกแปลงใหญ่ทั้ง 35 ราย พื้นที่ปลูกรวม 322 ไร่ ได้ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practice) หรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ทั้งหมด 100 เปอร์เซ็นต์ เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ เกษตรจังหวัดระยอง กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร โดยเกษตรจังหวัดระยอง ได้สนับสนุนองค์ความรู้ด้านกระบวนการผลิตมังคุดแก่สมาชิกแปลงใหญ่ทั้ง 35 ราย เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐาน โดยเฉพาะการบำรุงรักษาดินและการให้ปุ๋ย โดยเน้นให้เกษตรกรให้ปุ๋ยในแปลงตามค่าวิเคราะห์ดิน หรือให้ปุ๋ยเท่าที่จำเป็น หรือให้พอดี ซึ
ดร. ตันติมา กำลัง นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดปทุมธานี นำโดย นายธีรเจต มณีโรจน์ หัวหน้าฝ่ายอำนวยการ นางสาวอรุณวดี สว่างดี หัวหน้าส่วนยุทธศาสตร์การเกษตร และ นายธนวัฒน์ พิศดาร นักวิชาการเกษตร จังหวัดปทุมธานี ลงพื้นที่มอบถังขยายชีวภัณฑ์ระดับชุมชน ผลงานวิจัยพัฒนา วว. พร้อมทั้งอบรมการขยายสารชีวภัณฑ์ด้วยถังขยายชีวภัณฑ์ระดับชุมชนผลงานวิจัยพัฒนาของ วว. ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน “เพราะรักกสิกรรม” จังหวัดปทุมธานี เพื่อผลิตสารชีวภัณฑ์สำหรับใช้ในการทำเกษตรกรรมของกลุ่มและการผลิตจำหน่ายในอนาคต ภายหลังจากที่ทางกลุ่มฯ ได้ร่วมทดลองนำชีวภัณฑ์ไปใช้ในนาข้าวตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาพบว่า การใช้ชีวภัณฑ์สามารถทดแทนสารเคมี ช่วยป้องกันและลดการเกิดโรคพืชในข้าวลดลงได้ โดยถังขยายชีวภัณฑ์ระดับชุมชนมีกำลังการผลิตหัวเชื้อเข้มข้น 150 ลิตร และสามารถเจือจางเตรียมเป็นเชื้อจุลินทรีย์พร้อมใช้งานได้ 1,500 ลิตร ครอบคลุมพื้นที่การเกษตรจำนวน 30 ไ
“ชีวภัณฑ์” เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะมาจาก พืช สมุนไพร จุลินทรีย์ มีหลายรูปแบบ ที่คุ้นเคยและเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป คือ EM (Effective microorganisms) เป็นกลุ่มจุลินทรีย์มีหน้าที่ในด้านการย่อยสลายเศษซากพืช ช่วยเร่งปฏิกิริยาในการผลิตปุ๋ย เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ผลิตฮอร์โมน หรือเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมักร่วมกับสมุนไพรเพื่อนำไปใช้เป็นปุ๋ยนำ หรือใช้ป้องกันกำจัดแมลง มีหลายหน่วยงานภาครัฐที่ผลิต EM และนำไปใช้ในเชิงสังคม อาทิ พด. 1-12 ของกรมพัฒนาที่ดิน ปม.1 และ ปม. 2 ของกรมประมง และ PGPR 1 PGPR 2 และ PGPR 3 ของกรมวิชาการเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีจุลินทรีย์เดี่ยวๆ โดยทั่วไปที่ผลิตขายเชิงพาณิชย์และผ่านการขึ้นทะเบียนกับสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร จะมี 5 สายพันธุ์หลัก คือ ไตรโคเดอร์มา บิววาเรีย เมธาไรเซียม บีที และบีเอส ซึ่งจุลินทรีย์ทั้ง 5 ชนิดนี้จะนำไปใช้ในการควบคุมศัตรูพืช คือ โรคและแมลงของพืช ปัจจุบัน ภาครัฐรณรงค์ให้เกษตรกรทำการเกษตรมุ่งเน้น ระบบการผลิตพืชแบบเกษตรปลอดภัย เกษตรอินทรีย์ โดยใช้ชีวภัณฑ์ในการควบคุมศัตรูพืชมากขึ้นเพื่อการขับเคลื่อนเกษตรกรรมของประเทศให้ยั่
“การที่คนเราจะมาทำเกษตร ต้องร้อนให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้” เป็นคติประจำใจของ คุณอลงกรณ์ บุพสังข์ อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 185 หมู่ที่ 4 ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ก่อนจะผันตัวมาทำการเกษตรเหมือนเช่นทุกวันนี้ เดิมทีเรียนจบจากคณะนิเทศศาสตร์ ซึ่งดูห่างไกลจากเรื่องเกษตรมากพอสมควร ก่อนจะมาถึงจุดนี้ได้ล้มลุกคลุกคลานมาไม่น้อย แต่ไม่เคยถอดใจ จนในที่สุดทุกวันนี้สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ด้วยการทำการเกษตร คุณอลงกรณ์ บุพสังข์ เล่าว่า เมื่อก่อนทำงานเกี่ยวกับเบื้องหลัง ทำงานในกองละคร จนกระทั่งมีช่วงเวลาหนึ่งเกิดความรู้สึกว่าอยากกลับบ้าน แต่ตอนนั้นยังไม่มีเงินทุน จึงลาออกแล้วหันไปหางานทำใหม่ ได้มีโอกาสไปทำงานอยู่ที่เชียงคาน ทำงานบริการอยู่ที่โรงแรม แต่ไปเห็นว่าคนเชียงคานเขาอยู่บ้าน แต่ก็มีรายได้เพราะการทำเกษตร จึงหันมาย้อนมองที่บ้านตนเองก็มีพื้นที่ว่างอยู่ แถมยังมีต้นทุนเป็นความรู้ทางด้านการเกษตร เพราะคุณพ่อและคุณแม่เป็นเกษตรกรมาตั้งแต่จำความได้ จึงตั้งใจเก็บเงินทุนได้ก้อนหนึ่งแล้วตัดสินใจกลับมาบ้านเกิด ในปี 2556 ความล้มเหลว คือการเรียนรู้ เริ่มแรกมาตัดสินใจลงทุนทำกล้วยหอมในพื
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร. ตันติมา กำลัง นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ ในฐานะผู้แทน วว. มอบ “สารชีวภัณฑ์” รูปแบบหัวเชื้อสด 1,500 ถุง หัวเชื้อเหลว 200 ลิตร จำนวน 4 สายพันธุ์ คือ ไตรโคเดอร์มา บิวเวอเรีย เมตาไรเซียม และแบคทีเรีย BS ซึ่งมีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดศัตรูพืช ปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษตกค้าง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดการนำเข้าสารเคมีให้แก่ นาย ธงชัย จันทร์จู นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อแก้ปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชให้แก่เกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกหน่อไม้ฝรั่ง อ้อย และพืชผัก ในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอด่านมะขามเตี้ย อำเภอไทรโยค อำเภอพนมทวน อำเภอเมืองกาญจนบุรี และอำเภอศรีสวัสดิ์ ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี ปัจจุบัน วว. โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วิจัยและพัฒนา “สารชีวภัณฑ์” ได้แก่ – BS (Bacillus Subtilis) แบคทีเรียกลุ่ม Bacillus ป้องกันกำจั
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร. ตันติมา กำลัง นักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ พร้อมทีมนักวิจัย ในฐานะผู้แทน วว. มอบ “สารชีวภัณฑ์” ได้แก่ ไตรโคเดอร์มา บิววาเรีย และเมตาไรเซียม จำนวน 500 ถุง/สายพันธุ์ และเชื้อ Bacillus Subtilis จำนวน 200 ลิตร ซึ่งมีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดศัตรูพืช ปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม ไม่มีสารพิษตกค้าง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และลดการนำเข้าสารเคมีจากต่างประเทศ ให้แก่ นาย สุรเชษฐ์ อยู่สวัสดิ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตร จังหวัดนครปฐม พร้อมคณะ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรกลุ่มข้าวและผัก ในพื้นที่ 4 อำเภอ ของจังหวัดนครปฐม ได้แก่ อำเภอบางเลน กำแพงแสน นครชัยศรี และอำเภอเมือง เมื่อเร็วๆ นี้ ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี ทั้งนี้ วว. มุ่งส่งเสริมงานวิจัยเพื่อสร้างเศรษฐกิจสีเขียว นำร่องด้วยการสร้างเกษตรกรรมสีเขียว โดยมี Bio bank ที่รวบรวมสายพันธุ์จุลินทรีย์มากกว่า 10,000 สายพันธุ์ สำหรับนำไปใช้ประโยชน์ทางอุ
สวัสดีครับ สวัสดีผู้อ่านทุกท่าน พบกันเป็นประจำในคอลัมน์ “คิดใหญ่แบบรายย่อย The challenge of smallscale farmers” กับผม ธนากร เที่ยงน้อย วันนี้ในประเทศไทย ใครๆ ก็พูดถึงการทำเกษตรอัจฉริยะ Smart Farm หรือเกษตรอัจฉริยะ คือการทำการเกษตรที่นำเอาเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการดูแลการเพาะปลูก รวมไปถึงกระบวนการผลิต (https://www.dtc.co.th) แนวคิดของการทำเกษตรอัจฉริยะ คือ การเกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculture หรือ Precision Farming) เน้นประสิทธิภาพในการเพาะปลูก สามารถควบคุมปัจจัยการผลิตต่างๆ ได้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น (http://smartfarmthailand.com/) ข้อมูลทั้งหลายเหล่านี้หาอ่านได้ทั่วไปตามอินเตอร์เน็ต แต่เมื่อผมได้ไปสัมผัสจริง แค่เรื่องการให้น้ำในแปลงปลูกพืชโดยใช้ระบบอินเตอร์เน็ตควบคุมการปิด-เปิด ควบคุมการตั้งเวลา ควบคุมการสั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือ ราคาของการติดตั้งอุปกรณ์และติดตั้งระบบอยู่ในกรอบราคาเดียวกัน คือหลักแสนบาททั้งหมดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเอกชนร่วมกับรัฐ ราคาก็ไม่ต่างกัน นั่นทำให้ผมเก็บกลับมาคิดว่า Smart Farm หรือเกษตรอัจฉริยะที่ภาครัฐส่งเสริมคงยากที่
