สาหร่ายพวงองุ่น
“ สาหร่ายพวงองุ่น ” หรือ “ สาหร่ายไข่ปลาคาเวียร์ ” เป็นอาหารจานโปรดของใครหลายๆ คน เพราะมีรสชาติอร่อยโดนใจ สาหร่ายพวงองุ่นพบได้ตามธรรมชาติ ในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา เนื่องจากตลาดมีความต้องการบริโภคสาหร่ายชนิดนี้กันมาก แถมขายได้ราคาดี ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมงจึงได้พัฒนาการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นและเผยแพร่องค์ความรู้ให้เกษตรกร นำไปใช้ประกอบอาชีพ ปัจจุบันเกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น เชิงพาณิชย์ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบการเลี้ยงในบ่อพักน้ำแบบธรรมชาติ ระบบการเลี้ยงในบ่อดินหรือบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น บ่อเลี้ยงกุ้ง หรือบ่อเลี้ยงปลา และระบบการเลี้ยงในบ่อคอนกรีต ถ้าเลี้ยงสาหร่ายในบ่อดิน การปลูกจะมีทั้งแบบหว่านและแบบปักชำ ระดับน้ำให้อยู่ในระดับที่แสงส่องถึง ขึ้นอยู่กับความโปร่งแสงของน้ำ โดยมากรักษาระดับน้ำให้มีความลึก ประมาณ 60-100 เซนติเมตร แบบปักชำมีข้อดีกว่าแบบหว่าน เนื่องจากสาหร่ายจะมีอัตราความหนาแน่นที่ใกล้เคียงกันและควบคุมความหนาแน่นได้ ทำให้สาหร่ายที่โตมีแขนงที่ยาวและมีขนาดสม่ำเสมอ นอกจากนี้ สามารถปลูกสาหร่ายบนแผงอวนหรือตาข่ายได้ ท
มกอช. เตรียมยกร่าง “มาตรฐานฟาร์มสาหร่ายทะเล” หวังยกระดับคุณภาพสาหร่ายไทยได้มาตรฐาน พร้อมดันเป็นสินค้าเศรษฐกิจสำคัญ วางเป้าส่งออกจีน ญี่ปุ่น เยอรมนี และฮ่องกง นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ปัจจุบัน สาหร่ายทะเลมีแนวโน้มได้รับความนิยมในการบริโภคสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในประเทศแถบเอเชีย ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เนื่องจากให้พลังงานต่ำและอุดมไปด้วยธาตุอาหารสําคัญต่างๆ ที่จําเป็นต่อร่างกาย เช่น วิตามิน โปรตีน และแร่ธาตุต่างๆ มีใยอาหารสูง ช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด ในขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตสาหร่ายทะเลได้หลายชนิด เช่น สาหร่ายผมนาง สาหร่ายพวงองุ่น และสาหร่ายเม็ดพริก มีปริมาณการส่งออกสาหร่ายทะเลประมาณปีละ 20-200 ตัน โดยน้ำหนักแห้งคิดเป็นมูลค่า 4-10 ล้านบาทเศษ สาหร่ายทะเลแห้งส่วนใหญ่ที่ส่งออก คือ สาหร่ายผมนาง (Gracilaria spp.) ซึ่งจะนําไปแปรรูป (สกัด) เป็นวุ้นและส่งกลับมาจําหน่ายในประเทศไทย ประมาณปีละ 200-300 ตัน คิดเป็นมูลค่า 50-100 ล้านบาท สาหร่ายทะเลที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ยังได้จากการเก็บเกี่ยวจากธรรมช
“ในอนาคตผลผลิตสัตว์ทะเลต่างๆ จากฟาร์มทะเลเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบผสมผสาน จะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญ ทดแทนการออกเรือไปจับสัตว์น้ำในทะเลที่ห่างไกล” พระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2551 ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทรงเล็งเห็นปัญหาสัตว์ทะเลธรรมชาติในน่านน้ำไทยลดน้อยลงมาก รวมทั้งพลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงและปัจจัยอื่นๆ ที่ใช้ในการออกเรือไปจับสัตว์น้ำธรรมชาติมีต้นทุนสูงมาก สัตว์น้ำที่จับได้ขายแล้วไม่คุ้มค่าต้นทุน จึงทรงมีพระราชดำริที่จะแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎร จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งโครงการฟาร์มทะเลตัวอย่างตามพระราชดำริ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ตั้งอยู่ ต.ยางแก้ว อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ซึ่งปัจจุบันเปิดดำเนินงานมาสู่ปีที่ 7 วันนี้ไม่เพียงมีหน้าที่เป็นแหล่งองค์ความรู้การเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์สัตว์น้ำทะเล และพืชหายากใกล้สูญพันธ์ุแล้ว ยังมีบทบาทในการเป็นแหล่งฝึกอบรมอาชีพ สร้างอาชีพสร้างรายได้ให้กับราษฎร
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดตรังว่า เกษตรกรตรังทิ้งสวนยางหันมาเพาะเลี้ยงสาหร่ายขนนก-สาหร่ายพวงองุ่น ส่งขายทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด ซึ่งมีราคาดี สร้างรายได้ เผยตลาดมีความต้องการสูง โดยเฉพาะตลาดคนรักสุขภาพตามโรงพยาบาลต่างๆ เพราะคุณค่าทางโภชนาการเพียบ นายจิรวุฒิ วงศ์เทพวณิชย์ เกษตรกรเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นและสาหร่ายขนนก บ้านเลขที่ 377 ม.8 ต.ท่าข้าม อ.ปะเหลียน จ.ตรัง เปิดเผยว่า หลังจากราคายางพาราตกต่ำมาอย่างต่อเนื่อง ตนจึงหันมาเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นและสาหร่ายขนนก ส่งขายให้กับลูกค้าทั้งขาประจำและขาจร เนื่องจากสาเหร่ายที่เพาะเลี้ยงมีราคาสูง สามารถทำอาหารได้สารพัดเมนู และเป็นเมนูสำหรับคนรักสุขภาพ ซึ่งในปัจจุบันนิยมกินกันอย่างแพร่หลาย สำหรับสาหร่ายขนนกเป็นสาหร่ายพื้นถิ่นทางฝั่งอันดามัน ซึ่งจังหวัดตรังจะมีอยู่ในท้องถิ่นอยู่แล้ว การนำมาเลี้ยงในกระชังเพื่อง่ายต่อการขายและจำหน่าย เพราะว่าหากของธรรมชาติเมื่อเก็บแล้วเก็บรักษาไม่ได้ แต่หากนำมาเก็บรักษาในกระชังสามารถขายให้กับลูกค้าได้ทั้งปี ส่วนสาหร่ายพวงองุ่นซื้อพันธุ์มาจากจังหวัดเพชรบุรี จากศูนย์วิจัยของประมงเพชรบุรีแล้วนำมาเพาะเลี้ยง ซึ่งสาห
สาหร่ายทะเลได้ถูกนำมาปรุงเป็นอาหารต่างๆ มากมายตามภูมิปัญญาของคนที่อยู่ริมชายฝั่งทะเล หรือบนเกาะ ชาวญี่ปุ่นและชาวจีนขึ้นชื่อในเรื่องเมนูอาหารที่ทำจากสาหร่ายเนื่องจากชาวจีนและญี่ปุ่นนิยมรับประทานอาหารที่ปรุงจากสาหร่าย ในการบริโภคส่วนใหญ่จะเป็นการบริโภคสาหร่ายแห้งที่ผ่านกรรมวิธีมาแล้ว เช่น ข้าวห่อสาหร่ายของญี่ปุ่นซึ่งปัจจุบันคนไทยคุ้นเคยกันดีเพราะมีการจำหน่ายกันแพร่หลายแม้ในตลาดนัด ส่วนสาหร่ายที่ชาวไทยรู้จักกันดีของชาวจีนคือ จี๋ฉ่าย ที่นำมาทำแกงจืดสาหร่ายรับประทานกันอยู่ทั่วไป ส่วนในประเทศไทยสาหร่ายทะเลเป็นเมนูอาหารที่มีรับประทานทางภาคใต้และภาคตะวันออกมาเนิ่นนานแล้ว เช่น ยำสาหร่าย ชุบแป้งทอด หรือนำมาจิ้มรับประทานกับน้ำพริก สาหร่ายบางชนิดผ่านการอบแห้ง เช่น สาหร่ายผมนาง สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานและนำมาปรุงอาหารได้สะดวกกว่าเดิม ส่วนสาหร่ายที่นำมาเป็นขนมในซองสำเร็จรูปก็เป็นที่นิยมของผู้บริโภคจนเจ้าของขึ้นแท่นเป็นเถ้าแก่ สาหร่ายเม็ดพริกหรือสาหร่ายพวงองุ่น เป็นสาหร่ายทะเลที่นำมารับประทานสด สมัยก่อนต้องอาศัยเก็บจากชายหาดเมื่อถูกคลื่นซัดมาจากทะเล ซึ่งมีในบางฤดูเท่านั้น ปัจจุบันสาหร่ายเม็ดพริกสามาร
ขึ้นชื่อว่า สาหร่าย ในท้องทะเล ก็ให้ความรู้สึกว่ามีประโยชน์ ตอนนี้มีสาหร่ายอยู่ชนิดหนึ่ง ที่คล้ายพวงองุ่น จึงเรียกกันว่า สาหร่ายพวงองุ่น หรือ สาหร่ายไข่ปลาคาเวียร์ แต่เดิมนั้นผู้ที่ไปเที่ยวต่างประเทศ อย่าง ประเทศญี่ปุ่น จะพบเห็นสาหร่ายชนิดนี้เสิร์ฟบนโต๊ะอาหาร ลองลิ้มชิมรสต่างติดใจ จะซื้อกลับมาเมืองไทยก็ยุ่งยาก แต่หารู้ไม่ว่าสาหร่ายประเภทนี้ในเมืองไทยก็มี โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา ในตลาดสดมีขาย ในภาคกลางที่จังหวัดเพชรบุรี ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง พัฒนาการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นได้เป็นอย่างดี ไม่ต้องหอบหิ้วข้ามน้ำข้ามทะเลมา กลุ่มนักเรียนจากวิทยาลัยประมงสมุทรสาคร อาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมี คุณสิริณทิพย์ ต้นไม้ทอง คุณภานุวัฒน์ สังข์คุ้ม คุณปวีณา เชี่ยงว่อง คุณรานิษฐ์ สุนทรรุจิพันธ์ และ คุณสิทธินัย อถรรกำธร ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับสาหร่ายพวงองุ่น พร้อมทั้งประดิษฐ์คอนโดสาหร่ายพวงองุ่น เพื่อทดลองการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น ในครั้งนี้มี ครูอุบล ภู่เกิด พร้อมคณะ เป็นครูที่ปรึกษา ก่อนอื่นได้ให้ความรู้ทั่วๆ ไปว่า สาหร่ายพวงองุ่น เป็นสาหร่ายทะเลสีเขียว มีแขน
