องุ่น
เฝ้าระวังสวนองุ่นในช่วงที่มีความชื้นต่ำ กลางวันร้อน และกลางคืนอากาศเย็น กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกองุ่นให้สังเกตการระบาดของโรคราแป้ง มักพบอาการของโรคได้ในระยะที่องุ่นพัฒนาผล ซึ่งจะพบอาการของโรคได้กับทุกส่วนของพืช โดยจะพบเชื้อราลักษณะคล้ายผงแป้งสีขาวเกิดกระจายเป็นหย่อมๆ ต่อมาผงสีขาวจะเปลี่ยนเป็นสีเทา อาการที่กิ่งอ่อนและยอด จะพบผงสีขาวของเชื้อราตามกิ่งอ่อนและยอด โดยในระยะแรกบริเวณที่ถูกเชื้อราเข้าทำลายจะมีสีเทาและจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หากโรคระบาดรุนแรง จะพบผงสีขาวของเชื้อราขึ้นคลุมเต็ม ทำให้แคระแกร็นและแห้งตาย อาการที่ช่อดอก จะพบผงสีขาวของเชื้อราตามช่อดอก ทำให้ดอกเหี่ยวแห้งและดอกร่วงไม่ติดผล อาการที่ผล จะพบผงสีขาวของเชื้อราบนผลองุ่น ทำให้ผิวของผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ผลองุ่นบิดเบี้ยว บางครั้งทำให้ผลแตก อาการที่ใบ จะพบผงสีขาวของเชื้อราทั้งด้านบนใบและใต้ใบ โดยในระยะแรกบริเวณใบที่ถูกเชื้อราเข้าทำลายจะมีสีเหลืองอ่อนและจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล หากอาการรุนแรง จะทำให้ใบม้วนงอ เสียรูป ใบจะเหี่ยวและแห้งตายในที่สุด เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ตัดแต่งกิ่งองุ่นให้โปร่ง มีอากาศถ่ายเท
ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูงปางอุ๋ง จังหวัดเชียงใหม่ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกองุ่นพันธุ์บิวตี้ ซีดเลส ว่า เป็นสายพันธุ์องุ่นต่างประเทศ ที่นำเข้ามาปลูกในเมืองไทยเมื่อประมาณ 14-15 ปีก่อน พันธุ์นี้จะเเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ เมื่อปลูกในพื้นที่ที่มีภูมิอากาศหนาวเย็น สำหรับการปลูกและดูแลรักษาองุ่นบิวตี้ ซีดเลส อย่างถูกวิธีเพื่อให้มีผลผลิตภายในเวลา 8-12 เดือน ซึ่งองุ่นพันธุ์นี้สามารถบังคับให้ออกผลได้ 2 ปี 5 ครั้ง ผู้ปลูกองุ่นสามารถคืนทุนได้ภายใน 1-2 ปี โดยตัดแต่งกิ่งให้มีผลผลิตออกได้ทุกเดือน แต่ที่นิยมมากคือ การตัดแต่งกิ่งให้มีผลผลิตแก่เก็บเกี่ยวตรงกับช่วงเทศกาล เช่น ปีใหม่ ตรุษจีน เป็นต้น การขยายพันธุ์องุ่นบิวตี้ ซีดเลส สามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี เช่น การตัดกิ่ง ปักชำ การตอน การติดตา การเสียบยอด ทั้งนี้ เกษตรกรควรใส่ใจเรื่องการเตรียมแปลงปลูก เพราะองุ่นจะเจริญเติบโตเร็วหรือช้า ขึ้นอยู่กับการเตรียมดินเป็นสำคัญ ควรปลูกองุ่นในระยะห่างระหว่างต้นและแถวที่ 6-8 เมตร ขนาดของหลุม 70x70x30 เซนติเมตร พร้อมกันนี้ควรทำค้างองุ่นแบบราวตากผ้า ความสูงของค้าง ประมาณ 1.80 เมตร ความกว้างด้านบนของค้าง สูง กว้า
องุ่น เป็นไม้ที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตหนาว มีการพักตัวในช่วงฤดูหนาว เมื่อนำมาปลูกในเขตร้อนจำเป็นต้องตัดแต่งกิ่ง หรือเถา ให้โกร่นเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้ก่อนตัดแต่งกิ่งต้องงดการให้น้ำอย่างน้อยเป็นเวลา 1 สัปดาห์ สำหรับพันธุ์ คาร์ดินัล ตัดแต่งเมื่อมีอายุ 9-10 เดือน ตัดกิ่งหรือเถาให้สั้น เหลือตา หรือข้อไว้ 3-4 ตา ส่วนพันธุ์ ไวท์มะละกา ตัดแต่งเมื่ออายุ 9-12 เดือน เหลือตาไว้ 5-6 ตา นำกิ่งและใบที่ตัดออกไปทิ้งหรือเผาทำลาย จากนั้นรดน้ำพอชุ่มวันเว้นวัน ภายใน 2 สัปดาห์ ต้นองุ่นจะแตกกิ่งและใบออกมาใหม่ กิ่งใหม่ที่ได้มีทั้งใบพร้อมช่อดอก และแตกใบอย่างเดียวก็มี ต่อมาอีก 15 วัน ดอกจะบานจากส่วนโคนช่อไล่มายังปลายช่อ จากนั้นจัดกิ่งให้เรียบร้อย กิ่งที่ชี้ขึ้นฟ้าจับมัดให้ราบลงกับค้าง จัดแต่งช่อดอกให้ห้อยลง ตัดแต่งช่อดอกที่ไม่สมบูรณ์ทิ้ง เหลือช่อไว้แบบกระจายให้ทั่วบนค้างอย่างสม่ำเสมอ เมื่อผลขนาดเท่าหัวไม้ขีดไฟ ใช้กรรไกรขนาดเล็กตัดแต่งออกบ้าง ไม่ให้ผลอัดกันทำให้เสียรูปทรง และเป็นแหล่งสะสมโรคหรือแมลงศัตรู แล้วใช้ฮอร์โมน จิบเบอร์เรลลิน เพื่อยืดช่อดอก โดยผสมให้ได้ 0.1 เปอร์เซ็นต์ ใส่ลงในถ้วยแก้วหรือถ้วยพลาสติกขนาดพอเห
เฝ้าระวังสวนองุ่นในช่วงที่มีฝนตกติดต่อกัน สลับกับมีอากาศร้อน สภาพอากาศเช่นนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกองุ่นให้สังเกตการระบาดของโรคผลเน่าและโรคใบจุด มักพบอาการของโรคได้ในระยะที่องุ่นติดผลจนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับโรคผลเน่า อาการบนใบ ในระยะแรกจะเห็นแผลจุดสีน้ำตาลขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไปบนใบและกิ่งก้าน อาการบนผล เริ่มแรกเป็นแผลจุดสีน้ำตาลขนาดเล็ก จากนั้นแผลขยายใหญ่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนจนเห็นได้ชัดเจนบนผลองุ่นในระยะใกล้เก็บเกี่ยว แผลฉ่ำน้ำ ยุบตัวลง ไม่มีขอบแผลที่ชัดเจน เนื้อเยื่อกลางแผลฉีกขาด ต่อมาโรคจะขยายลุกลามไปยังผลอื่นๆ ในช่อนั้นจนกระทั่งเน่าเสียหมดทั้งช่อ หากพบอาการของโรคผลเน่า ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชอะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 5 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 10-20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 5-7 วัน ส่วนโรคใบจุดที่พบได้ในช่วงนี้ อาการของโรคบนใบ พบใบอ่อนเป็นจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลอ่อนกระจายอยู่ทั่วใบ ใบหงิกงอ ต่อมาแผลขยายใหญ่ เนื้อใบที่เป็นแผลจะแ
มนุษย์รู้จักและบริโภคองุ่นมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 15,000 ปี องุ่น เป็นพันธุ์พืชป่าที่มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมในทวีปอเมริกาก่อนจะกระจายพันธุ์เข้าสู่ทวีป ยุโรป จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ มีการบ่งบอกว่ามีการปลูกองุ่นกันมามากกว่า 5,000 ปี การปลูกองุ่นในเมืองไทย สำหรับประเทศไทยไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่านำเข้ามาในสมัยใด แต่ในกฎมณเทียรบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา มีข้อความกล่าวถึง “ป้อมสวนองุ่น” จึงเป็นไปได้ว่าน่าจะมีการนำพันธุ์องุ่นมาปลูกแล้วตั้งแต่สมัยอยุธยา เมืองไทยเริ่มสนใจปลูกองุ่นในสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 อันเกิดแต่การติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ และทรงเสด็จเยี่ยมเยือนนานาชาติอยู่เสมอ จึงโปรดเกล้าให้นำ “ องุ่น ” หนึ่งในพันธุ์ไม้แปลกจากต่างประเทศที่ได้เสด็จประพาสมาปลูกในประเทศไทยด้วย องุ่นเป็นพืชเมืองหนาว กว่าจะปลูกและพัฒนาพันธุ์ให้เหมาะสมกับการปลูกในประเทศไทยซึ่งเป็นพื้นที่เขตร้อนได้ ต้องใช้เวลาทดลองปรับปรุงพันธุ์กันนานมาก ช่วงรัชกาลที่ 7 เมืองไทยเริ่มมีการปลูกองุ่นกันบ้าง แต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะผลองุ่นที่ได้มีรสเปรี้ยว ทำให้การปลูกองุ่นซบเซาลง ปี พ.ศ. 249
ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่า อาชีพทางการเกษตรไม่ได้เป็นงานที่สนใจเฉพาะผู้อยู่ในวัยเกษียณหรือผู้ที่เข้าสู่วัยกลางคน แต่ยังเป็นอาชีพที่คนหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันให้ความสนใจมากขึ้น โดยบางท่านเมื่อเรียนจบการศึกษาแล้ว เมื่อได้ไปทดลองทำงานในบริษัทได้สักระยะ รู้สึกว่ายังไม่ตอบโจทย์กับความต้องการของชีวิต จึงลาออกจากงานนั้นมาประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตรก็มี เพราะได้ทำในสิ่งที่รักและที่สำคัญยังมีเวลาอยู่กับครอบครัวโดยที่ไม่ต้องจากบ้านไปไหนไกล คุณบุญทวี ประดิษฐ อยู่บ้านเลขที่ 21/3 หมู่ที่ 4 ตำบลแม่แรม อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีความสนใจที่อยากจะมีอาชีพทางการเกษตร ซึ่งเขามีดีกรีเป็นบัณฑิตแม่โจ้ รุ่นที่ 76 สาขาการผลิตสุกร คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเขาได้มาปลูกองุ่นโดยใช้พื้นที่บริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์ เรียกว่าการปลูกองุ่นแทบไม่ได้ตรงกับสายที่เขาเรียนมาเลยก็ว่าได้ แต่เขาสามารถดูแลองุ่นให้มีผลผลิตที่ทำรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี ชอบงานเกษตร มาตั้งแต่เด็ก คุณบุญทวี เล่าให้ฟังว่า ได้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เมื่อประมาณ ปี 2558 จากนั้นได้ไปทำงานในบริษั
ปกติ องุ่น ในบ้านเรามักปลูกกันในภาคเหนือและบางส่วนที่ปากช่อง-เขาใหญ่ ในพื้นที่อื่นอาจมีบ้างประปราย ยังไม่เคยได้ยินว่ามีการปลูกองุ่นกันในภาคใต้ แต่ล่าสุด “คุณนิกร สาระการ” อายุ 53 ปี อยู่ที่ตำบลมะรุ่ย อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา ปลูกองุ่นหลากหลายสายพันธุ์ และได้ผลผลิตออกมาแล้ว สร้างความตื่นเต้นดีใจให้กับเจ้าตัวและผู้คนในชุมชนเป็นอย่างมาก เพราะน่าจะเป็นเจ้าแรกของพังงาหรือของภาคใต้ก็ว่าได้ที่สามารถปลูกองุ่นจนออกลูกได้สำเร็จ เชื่อมั่นภาคใต้ปลูกองุ่นได้ดี คุณนิกร สาระการ เล่าที่มาที่ไปของการมาปลูกองุ่นว่า ตนเองนั้นทำอาชีพหลายอย่าง นอกเหนือจากการเป็นไกด์ คือเป็นวิทยากรด้านงานศิลปะผ้าบาติกและงานเพ้นต์สีอะคริลิก เรื่องการปลูกองุ่นนั้นเป็นความฝันมาตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว เพราะเป็นพืชที่ไม่มีในแถบภาคใต้ ตอนอายุประมาณ 20 ปี ไปซื้อหนังสือการปลูกองุ่นมาศึกษา ได้ความรู้ว่าภูมิอากาศทางภาคใต้เป็นพื้นที่ที่เหมาะกับการปลูกองุ่นที่ดีมาก โดยเฉพาะเหตุผลที่ว่า ภาคใต้ส่วนใหญ่มีพื้นที่ลาดเอียงเป็นส่วนมาก ในที่สูงมีป่าไม้ที่อุ้มน้ำไว้ การปลูกองุ่นในพื้นที่แบบนี้ไม่ต้องรดน้ำ ซึ่งเป็นข้อดี แต่ปัญหาคือ ภาคใต้มีน้ำเยอะ
ห้ามพลาด! 3 วันเท่านั้น…กับองุ่นราคาพิเศษ สดจากดอยส่งตรงถึงมือผู้บริโภค กว่า 1 ตัน พร้อมให้ทุกท่านได้ลิ้มลองและเลือกซื้อในเทศกาลองุ่น (Grape Fair) ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2560 เวลา 09.00 – 17.00 น. ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่ นับว่าเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ “ตลาดเกษตรกร (Farmer’s Market)” กับกิจกรรมแรก “เทศกาลองุ่น (Grape Fair)” ที่ได้นำองุ่นไร้เมล็ด “พันธุ์บิวตี้ซีดเลส และพันธุ์เฟลมซีดเลส” ผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงป่ากล้วย และโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงขุนสถาน ส่งตรงจากดอยมาจำหน่ายเฉพาะในงานนี้เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากองุ่นให้เลือกซื้อเป็นของฝากมากมาย อาทิ น้ำองุ่นสดเพื่อสุขภาพ แยมองุ่น องุ่นอบแห้ง เบอเกอรี่ที่ทำจากองุ่นหลากหลายชนิด ฯลฯ รวมทั้ง ผัก ผลไม้ตามฤดูกาล ไม้ดอกไม้ประดับนานาพรรณ ชา กาแฟ หัตถกรรมพื้นบ้านจากเกษตรกรตัวจริงบนพื้นที่สูง อาทิ โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงดอยปุย พื้นที่ห้วยเป้า พื้นที่ปางมะโอ พื้นที่ปางหินฝน พื้นที่ผาแตก พื้นที่ป่าแป๋ พื้นที่ปา
วิจัยและพัฒนาโดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร (ศนส.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยการนำสารสกัดเมล็ดองุ่นไทยป๊อกดำ Vitis viniferra (Pok Dum) ที่อุดมด้วยสาร oligomeric proanthocyanidin (OPC) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่โดดเด่นและมีศักยภาพสูงกว่าวิตามินซีและวิตามินอี โดยอาศัยวิทยาการนาโนเทคโนโลยีช่วยให้สามารถกักเก็บสาร OPC ให้มีความคงตัวและมีขนาดอนุภาคเล็กกว่า 100 นาโนเมตร จึงสามารถซึมลงสู่ใต้ผิวหนังและออกฤทธิ์กระตุ้นเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ให้ผลิตคอลลาเจนมากขึ้นถึง 70 % และกระตุ้นการสร้างอีลาสตินเพิ่มขึ้น 15% จึงช่วยให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่น แข็งแรง เรียบตึง เป็นการเติมเต็มผิวที่หย่อนคล้อยและเกิดริ้วรอย (aging skin) ให้กลับมาชุ่มชื่น นุ่มนวล เรียบเนียน และคงความอ่อนเยาว์ของผิว ผลิตภัณฑ์เวชสำอางนาโน “วีทิสตร้า (VITISTRA)” ได้รับการพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบผสมที่เป็นทั้งเอสเซ้นท์ (essence) และเซรั่ม (serum) จึงเหมาะกับสภาพผิวหน้าทั้งผิวมันและผิวผสม สามารถใช้ได้ทุกวันเพื่อสุขภาพผิวที่ดียิ่งขึ้น ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับ
คุณนิทัศน์และคุณโสภา สุขแสนโชติ หรือพี่ตุ๋ยและพี่ต้อย หันเหจากอาชีพรับราชการออกมาจับอาชีพเกษตรกรรมอย่างจริงจัง ศึกษาค้นคว้าทำมาหลายอย่างแต่มาจบที่องุ่นไร้เมล็ด คุณนิทัศน์เข้าเรียนเกษตรที่จังหวัดน่านเมื่อปี 2518 รุ่น 38 จบประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ภูมิลำเนาเดิมเป็นคนพะเยา เมื่อจบการศึกษาทางด้านเกษตรก็สอบเข้ารับราชการเมื่อปี 2523 ในตำแหน่งเจ้าพนักงานการเกษตร 2 วนเวียนอยู่ในจังหวัดพะเยา ระหว่างรับราชการก็ได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ตำแหน่งสุดท้ายคือนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ และตัดสินใจลาออกก่อนเกษียณในปี 2557 ส่วนคุณโสภาหรือพี่ต้อย ภูมิลำเนาเดิมเป็นคนแม่จัน จังหวัดเชียงราย เข้าเรียนที่เกษตรจังหวัดน่านในปี 2518 รุ่น 38 เหมือนกัน แต่เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) แล้วออกมารับราชการที่สถานีประมงน้ำจืด จังหวัดพะเยา ระหว่างรับราชการก็ศึกษาต่อจนจบปริญญาตรีเช่นกัน และลาออกก่อนเกษียณในปี 2557 ตามพี่ตุ๋ย ตำแหน่งสุดท้ายคือ หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านประมง สำนักงานประมงจังหวัดพะเยา ข้อมูลทางวิชาการ จากองค์ความรู้เพื่อการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่
