อุตสาหกรรมอาหาร
มหิดล ร่วมกับ ซีพีเอฟ พัฒนาบุคลากรทั่วโลก ยกระดับมาตรฐาน “ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อมและพลังงาน” (CPF SHE&En) หนุนสร้างความมั่นคงทางอาหาร มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จัดทำโครงการ “พัฒนาบุคลากรตามมาตรฐานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และพลังงาน” ขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สามารถทำงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อมและพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำร่องจัดอบรมให้กับพนักงานของ ซีพี เวียดนาม เป็นแห่งแรก มหิดล ร่วมกับ ซีพีเอฟ จัดอบรมหลักสูตร “ด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อมและพลังงาน” เพื่อพัฒนาบุคลากรในต่างประเทศ ให้สามารถนำระบบมาตรฐาน CPF SHE&En ไปดำเนินงานได้และมีส่วนร่วมในการยกระดับห่วงโซ่อุปทานของอาหารที่รับผิดชอบต่อสังคมและใส่ใจสิ่งแวดล้อมตามหลักสากล สร้างความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน รศ.ดร.ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวว่า ความร่วมมือกับซีพีเอฟในครั้งนี้ เป็นการนำองค์ความรู้ของส
เครือเบทาโกร ผู้นำอุตสาหกรรมอาหารคุณภาพชั้นนำของประเทศไทยเดินหน้าสานต่อโครงการ ‘BETAGRO #recover19’ สมทบทุนบริจาค 10,000,000 บาท มอบให้แก่โครงการร่วมพัฒนาวัคซีนโควิด-19 หวังร่วมสร้างชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนแก่สังคมไทย นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร นำคณะผู้บริหารร่วมมอบเงินจำนวน 10,000,000 บาท ภายใต้โครงการ ‘BETAGRO #recover19’ สนับสนุนโครงการร่วมพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ซึ่งเป็นโครงการที่ร่วมมือกันระหว่างสภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ โดยมี นายขรรค์ ประจวบเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย พร้อมด้วย ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นางจันทร์ประภา วิชิตชลชัย รองผู้อำนวยการสำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย และนายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานการคลัง สภากาชาดไทย ร่วมรับมอบ ณ สภากาชาดไทย
บุกเนื้อทราย หรือ บุกไข่ (Amorphophallus Muelleri) นับเป็นสายพันธุ์บุกที่มีคุณสมบัติดีของประเทศไทย จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพที่ขายดี เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อหลายประเทศทั่วโลก เช่น จีน ญี่ปุ่น และยุโรป เพราะบุกมีสารสำคัญ คือ กลูโคแมนแนน (Glucomannan) ซึ่งเป็นเส้นใยอาหารที่มีประโยชน์ทางการแพทย์ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ระดับไขมันในเส้นเลือด บำบัดอาการท้องผูก ใช้เป็นอาหารควบคุมน้ำหนัก โดยไม่มีผลข้างเคียงต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย “บุก” สินค้าดาวรุ่ง ตลาดเติบโตสูง ด้วยคุณสมบัติเด่นด้านพืชสมุนไพรของ “บุก” จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพที่เรียกได้ว่า เป็นสินค้าดาวรุ่งพุ่งแรง ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกนิยมใช้ผงบุกกลูโคแมนแนนเป็นสารให้ความข้นหนืด และทำให้เกิดเจลในผลิตภัณฑ์แยมและเจลลี่ รวมทั้งใช้เป็นสารให้ความข้นหนืด และความคงตัวในผลิตภัณฑ์ประเภทอิมัลชั่น ใช้เพื่อทดแทนไขมันและเพิ่มเส้นใยอาหารในผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์ เนื่องจาก บุก เป็นอาหารประจำชาติอย่างหนึ่งของประเทศจีนและญี่ปุ่น รู้จักกันในชื่อ คอนนิยากุ (Konniyaku) โดยประเทศญี่ปุ่นและจีนตอนใต้มีการปลูกต้น
คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดเป็นสถาบันชั้นนำในด้านการผลิตบัณฑิตและสร้างสรรค์ผลงานด้านอุตสาหกรรมเกษตร มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ปัจจุบันคณะมีภาควิชาทั้งสิ้น 6 ภาควิชา ได้แก่ ภาควิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเกษตร ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพ ภาควิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ภาควิชาเทคโนโลยีการบรรจุและวัสดุ ภาควิชาพัฒนาผลิตภัณฑ์ และภาควิชาวิทยาการสิ่งทอ ด้วยความเพียบพร้อมของภาควิชาที่เมื่อประสานการทำงานร่วมกันแล้ว ผลที่ออกมาเรียกได้ว่า เป็นงานระดับแถวหน้า รศ.ดร.อนุวัตร แจ้งชัด คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร ระบุว่า บริษัทที่เกี่ยวกับกลุ่มอาหารทั่วประเทศ จดทะเบียนมีมากกว่า 8,000 ราย ในจำนวนนี้ 1,800 รายเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่องดื่ม มูลค่าส่งออกประมาณ 102 พันล้านบาท แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมอาหารมีความสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาคณะอุตสาหกรรมเกษตร มีงานวิจัยและโครงการที่ทำร่วมกับหลายหน่วยงานจำนวนมาก มีผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดและได้รับความนิยมไม่น้อย เช่น โครงการแปรรูปมันสำปะหลังแปรรูปสู่อุตสาหกรรมอาหารเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มประจำปี 2561 เป็นรูปแบบที่ทางกรมการค้าภายใน กระทรว
นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารไทยในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2560 ในอัตรา 7.0% มูลค่าส่งออก 1.07 ล้านล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าสำคัญฟื้นตัวต่อเนื่อง ผลผลิตวัตถุดิบสินค้าเกษตรในปีการผลิต 2560/61 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามปริมาณน้ำฝน นโยบายสนับสนุนภาคเกษตรกรรมและเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล โดยสินค้าที่คาดว่าจะมีมูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ข้าว ไก่ น้ำตาลทราย กุ้ง และทูน่ากระป๋อง ส่วนสินค้าที่คาดว่าจะมีมูลค่าขยายตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มะพร้าว แป้งมันสำปะหลัง อาหารพร้อมรับประทาน กุ้ง น้ำตาลทราย เครื่องปรุงรส ไก่ และน้ำผลไม้ โดยปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม ได้แก่ การแข็งค่าของค่าเงินบาทอย่างต่อเนื่อง ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกระทบต่อต้นทุนสินค้าและค่าขนส่ง แนวโน้มการขาดแคลนแรงงานทั้งภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม และต้นทุนแรงงานมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น นายยงวุฒิ กล่าวว่า นอกจากนี้สถาบันอาหารขึ้นอยู่กับการผลักดันอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและอาหาร ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาห
ภายใต้นโยบาย “ประเทศไทย 4.0” ของรัฐบาล สถาบันอาหาร (National Food Institute : NFI) ได้จัดทำแผนพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งชาติ 20 ปี เพื่อเป็นกรอบในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารให้เป็นไปอย่างมีแบบแผนและมีทิศทาง รวมถึงสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร ได้เปิดเผยถึงบทบาทของสถาบันอาหาร ต่อนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ 4.0 ว่า สถาบันอาหาร ได้กำหนดวิสัยทัศน์ในการทำงานภายใต้แผนพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งชาติ 20 ปี ว่า “ประชารัฐรวมใจประเทศไทยเป็นครัวของโลก” โดยมีเป้าหมายในการเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าอาหารติดอันดับ OTOP 5 ในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยปรับบทบาทเป็นการพัฒนา ส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการอาหาร ทั้งภาคอุตสาหกรรมการผลิต และภาคอุตสาหกรรมบริการ สถาบันอาหารได้กำหนดทิศทางและเป้าหมายโดยนำเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 มาเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนใน 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. การเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวและการแข่งขันของผู้ประกอบการอาหารไทย ซึ่งเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้สามารถเติ
ระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) คือ ระบบที่ภาคการผลิตจัดทำขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจต่อการซื้อสินค้ากลไกของระบบเป็นกระบวนการประกันความปลอดภัยอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกันคุณภาพเกี่ยวกับการปนเปื้อนของอันตรายในอาหาร โดยทั่วไประบบการตรวจสอบย้อนกลับใช้กับกรณีที่เกิดปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอันตรายของอาหาร ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาแล้ว อาศัยระบบที่มีประสิทธิภาพผู้บริโภค ภาคการผลิต และภาครัฐที่ทำหน้าที่รับผิดชอบ สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังเส้นทางของผลิตภัณฑ์อาหารนั้นๆ ได้ และแก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที ช่วยลดความสูญเสียจากการเรียกคืนสินค้า ทำให้ภาคการผลิตสามารถเรียกคืนสินค้าได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และในปริมาณที่ควรจะเป็น กลไกของการตรวจย้อนกลับเกิดขึ้นเพื่อติดตามที่มาของสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งในแต่ละขั้นตอนมีกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลของสินค้า เพื่อใช้สำหรับอำนวยความสะดวกในการเรียกตรวจสอบข้อมูล ส่งผลให้การติดตามที่มาของสินค้าเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว กระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ ประกอบด้วย กระบวนการที่สำคัญ 2 กระบวนการ คือ การติดตาม (Following) เป็นระบบที่ใช้ติดตามสิ่งที่สนใจนั้นว่าเข้าสู่ตำแ
