เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ
ด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงระดับประเทศ เพื่อเป็นการยกย่อง เชิดชูเกียรติเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ ที่มีผลงานดีเด่น ให้เกษตรกรได้เกิดความภาคภูมิใจในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการสร้างและพัฒนาผลงานให้เกิดผลดีต่อประเทศชาติต่อไป โดยเกษตรกรและผู้แทนสถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่น จะได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2567 ณ พลับพลาที่ประทับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 นี้ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า…กรมประมง ได้ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร บุคคลทางการเกษตร และสถาบันเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศด้านการประมง เป็นประจำในทุกปี โดยผ่านกระบวนการคัดเลือก ตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ เพื่อให้ได้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ที่มีความเหมาะสมอย่างแท้จริง สำหรับผลการคัดเลือกเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติด้านการประมง ประจำปี 2
ถ้าย้อนอดีตไปราว 50-60 ปี ประเทศไทยยังไม่มีการพัฒนาสวนมะม่วงเช่นปัจจุบัน ชาวสวนมะม่วงบางคล้า คือแหล่งนักชาวสวนมะม่วงมืออาชีพ หรือแหล่งเพาะเชื้อเซียนมะม่วงที่มีการปลูกมะม่วงเอามาขายในตลาดจนถึงกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด จนใครก็รู้ว่า มะม่วงมาจากอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา คุณภาพยอดเยี่ยม… แม้แต่สวนนงนุช ในสมัยซื้อที่ดินย่านอำเภอบางละมุงนับพันไร่ ยังไม่โด่งดัง การทำอาชีพไม้ดอกไม้ประดับ ที่คุณโต้ง-กัมพล ตันสัจจา ดำเนินการจนเจริญรุ่งเรืองนั้น อดีต คุณนงนุช ตันสัจจา มีวิสัยทัศน์เห็นว่า ที่ดินของตนเองซื้อมาจะมีต้นมะม่วงพื้นเมืองที่ปลูกด้วยเมล็ดมาก่อนมีติดมาด้วย ถ้าหากนับจำนวนต้นคงจะเป็นพันเป็นหมื่นต้น รวมทั้งมะพร้าวด้วย เห็นว่าควรจะบูรณาการให้ได้ผลผลิตออกมา จึงได้ว่าจ้างเกษตรกรชาวสวนบางคล้า ชื่อ คุณพนัส บุญสว่าง ในฐานะผู้มีความรู้ด้านมะม่วง แทนที่จะว่าจ้างนักวิชาการ หรืออาจารย์ที่มีความรู้ด้านพืชสวนมาดูแล และรักษามะม่วง หลังตกลงแล้ว คุณพนัส เล่าให้ฟังว่า เข้าไปดูแลด้านผลผลิต โดยคุณนงนุชตั้งให้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญมะม่วง ให้ความรู้แก่คนงานที่จ้างไว้ในแปลงที่ดินนับพันไร่ โดยคุณพนัสจะชี้ไปที่
นายพัด ไชยวงค์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพทำนา ประจำปี 2565 และประธานศูนย์ข้าวชุมชนนาแปลงใหญ่อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ได้เริ่มต้นอาชีพทำนาในปี 2535 ช่วงแรกยังเน้นการทำนาแบบใช้สารเคมี ต่อมาในปี 2551 ได้เริ่มศึกษาเรียนรู้ และปรับเปลี่ยนมาทำนาธรรมชาติจนถึงปัจจุบัน ซึ่งให้ความสำคัญกับการทำงานภายใต้แนวคิด ทำการเกษตรแบบยั่งยืน เพิ่มพูนผลกำไร รักษาระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อม และน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นายพัด กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบันมีพื้นที่รวม 38 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่นา 20 ไร่ ที่เหลืออีก 18 ไร่เป็นที่อยู่อาศัย และไร่นาสวนผสม โดยการทำนาจะเน้นแบบประณีต มุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพ และมาตรฐานของผลผลิต ขณะนี้ได้รับการรับรองมาตรฐานข้าว GAP จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และอยู่ระหว่างขอการรับรองจากกรมการข้าว ทั้งนี้ จะปลูกข้าวปีละ 2 ครั้ง คือ นาปี และนาปรัง โดยเน้นการปักดำ เพื่อให้ช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์ และลดการระบาดของศัตรูข้าว ข้าวที่ปลูกเป็นพันธุ์สันป่าตอง 1 ได้ผลผลิตเฉลี่ย1,051 กิโลกรัม ต่อไร่ ที่ความชื้น 15% นับเป็นปริมาณที่สูงกว่าผลผลิตข้าวเฉลี่ยของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ที่ 61
“บ้านพญาราม” ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ในอดีตชาวบ้านนิยมปลูกข้าวเพื่อยังชีพ เลี้ยงสัตว์เป็นอาหาร ว่างเว้นจากทำนา ทำไร่ ผู้หญิงจะปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เป็นรายได้เสริมเลี้ยงดูครอบครัว เมื่อ 20 กว่าปีก่อน หลังจาก คุณโยธกา บุญมาก เรียนจบปริญญาตรี (เกียรตินิยม อันดับ 1) ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น แทนที่เธอจะรับราชการหรือทำงานบริษัทเอกชน เธอเลือกที่จะดำเนินอาชีพเกษตรกรรมตามรอยพ่อแม่ ทำนา 45 ไร่ ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นรายได้เสริม คุณโยธกามีจิตอาสาทำงานช่วยเหลือชุมชนในด้านต่างๆ เช่น เป็นประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรปลูกหม่อนเลี้ยงไหมพญาราม อาสาสมัครเกษตรกร (หม่อนไหมอาสา) เป็น Smart Farmer หม่อนไหม เป็นคณะกรรมการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) อำเภอเมืองสุรินทร์ ฯลฯ ไม่หยุดนิ่งเรียนรู้แก้ไขปัญหา ปี 2545 คุณโยธกา ได้ช่วยแม่เลี้ยงไหมและมีปัญหาใบหม่อนไม่เพียงพอ เนื่องจากเป็นหม่อนพันธุ์พื้นบ้าน ใบเล็กผลผลิตน้อย เก็บยาก จึงได้ไปซื้อใบหม่อนจากสมาชิกศู
“อ้อย” เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดกาญจนบุรี ที่สร้างอาชีพและรายได้ที่ดีให้แก่เกษตรกรจำนวนมาก ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสถาบันการศึกษา อาทิ วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี ร่วมกันแบ่งปันความรู้เรื่องการปลูกดูแลอ้อยให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพตามความต้องการของโรงงาน การใช้นวัตกรรมเครื่องจักรกลทดแทนแรงงานคน เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ เกษตรกรชาวไร่อ้อยได้เรียนรู้กระบวนการผลิตอ้อยที่ถูกต้องเหมาะสม ตั้งแต่การเตรียมดิน การไถดิน การปลูกอ้อยโดยเครื่องปลูกอ้อย ชนิด 1 ร่อง 4 แถว ซึ่งเป็นการปลูกอ้อยระยะชิด และการปลูกระยะห่างแบบ 1 ร่อง 2 แถว ซึ่งทำให้การดูแลจัดการแปลงเป็นเรื่องง่าย เกษตรกรสามารถกำจัดวัชพืชด้วยรถไถระหว่างร่องและใส่ปุ๋ยในคราวเดียว ลดต้นทุนการใช้สารกำจัดวัชพืช นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการใช้รถตัดอ้อย ร่วมกับเครื่องอัดใบอ้อย ลดการเผาเศษใบอ้อยเพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกในรอบต่อไป สำหรับเกษตรกรที่ผ่านการอบรมและนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในแปลงเพาะปลูกของตัวเอง ก็ได้ผลผลิตอ้อยที่เพิ่มมากขึ้น และเกิดรายได้อย่างยั่งยืน “เสถียร มาเจริญรุ่งเรือง” ต้นแบบชาวไร
พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2565 พระยาแรกนาได้เสี่ยงทายหยิบผ้าได้ 4 คืบ น้ำจะมากสักหน่อย นาในที่ดอนจะได้ผลบริบูรณ์ดี นาในที่ลุ่มอาจจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ และพระโคกินน้ำ หญ้า ถั่ว และเหล้า น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร ผลาหาร ภักษาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2565 เวลาประมาณ 08.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งจากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต มายังพลับพลาที่ประทับเพื่อเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2565 ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยเสด็จด้วย ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประกอบด้วยพระราชพิธี 2 พิธีรวมกัน คือ พระราชพิธีพืชมงคล อันเป็นพิธีสงฆ์ ซึ่งเป็นการประกอบพระราชพิธีวันแรกที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ในว
ทุเรียน เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยและภาคตะวันออก ทุเรียน เป็นไม้ผลที่ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงกว่าไม้ผลอีกหลายชนิด จึงมีการขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ตลาดยังมีความต้องการอีกมาก จากนโยบายฯ ได้กำหนดให้เพิ่มประสิทธิภาพหรือเพิ่มผลตอบแทนต่อพื้นที่ในขณะที่พื้นที่เท่าเดิมทดแทนการขยายพื้นที่ในพื้นที่ป่าไม้ ประกอบกับประเทศไทยเข้าสู่ยุค 4.0 ทุเรียนปลูกต้นคู่ จึงเป็นการตอบโจทย์ได้อย่างดี ทั้งในด้านการใช้เทคโนโลยีและผลตอบแทนต่อพื้นที่เพิ่มขึ้น ชาวสวนทุเรียนภาคตะวันออกมีการปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นทั้งจากการปลูกในพื้นที่ใหม่ หรือปลูกทดแทนในพื้นที่สวนยางพารา หรือสวนไม้ผลอื่นที่โค่นทิ้ง เนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้เป็นแรงจูงใจหลัก ถึงแม้ว่าการจัดการสวนทุเรียนมีความละเอียดและค่อนข้างที่ต้องมีการปฏิบัติดูแลรักษาอย่างประณีตจึงจะให้ผลผลิตที่คุ้มค่า นอกจากภาคตะวันออกมีการปลูกทุเรียนเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังกระจายไปปลูกยังภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย ซึ่งจะเห็นได้จากกิ่งพันธุ์ทุเรียน ซึ่งแหล่งผลิตกิ่งพันธุ์ที่สำคัญของประเทศไทยอยู่ที่ภาคตะวันออก กิ่งพันธุ์ทุเรียนบางช่วงขาดแคลนและราคาขยับตัวสูงขึ้น
คุณศักดิ์ดา เขตกลาง เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาทำนา เกิดวันที่ 4 ตุลาคม 2517 อายุ 45 ปี ภูมิลำเนา บ้านเลขที่ 35 บ้านยางโทน หมู่ที่ 7 ตำบลเทอดไทย อำเภอทุ่งเขาหลวง จังหวัดร้อยเอ็ด สัญชาติไทย เชื้อชาติไทย สถานภาพสมรส คู่สมรสชื่อ คุณจุไรรัตน์ เขตกลาง มีบุตร 2 คน เป็นหญิง 1 คน ชาย 1 คน การศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการจัดการ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช คุณศักดิ์ดา เขตกลาง จากชีวิตชาวนา การศึกษาปริญญาตรี ปรับเปลี่ยนวิธีคิด ในการทำนาพื้นที่แห้งแล้งดินเลว จากนาดำสู่การทำนาหยอดข้าวแห้งคอยฝน การใช้น้ำใต้ดิน ผสมผสานกับเครื่องเกี่ยวนวด การคัดเมล็ดพันธุ์ดีไว้ใช้เอง เอาธรรมชาติชนะธรรมชาติ การใช้แหนแดงเป็นพืชสดอินทรีย์ การแปรรูปผลผลิตข้าวเป็นข้าวเกรียบ นี่คือศูนย์กลางการเกษตรอินทรีย์ จากผลผลิตต่ำสุด 300-400 กิโลกรัม ต่อไร่ ขึ้นเป็น 500 กิโลกรัม ต่อไร่ เป็นข้าวจากการเกษตรที่ดีและเหมาะสม (GAP) เป็นข้าวอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองจากกรมการข้าว ปลูกข้าวหอมมะลิ 12 ไร่ ข้าวเหนียวลืมผัว ข้าว กข 6 อย่างละ 3 ไร่ ข้าวเหนียวดำ กข 83 จำนวน 4 ไร่ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ การผลิตข้าวที่นี่ ไม่ส่งโรงสีข้าวทั้งหมด แปรรูปเป็นข้าว
กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ประจำปี 2564 “แม่จงรักษ์” จังหวัดศรีสะเกษ แบบอย่างของเกษตรกรที่ต่อยอดภูมิปัญญา พัฒนาลวดลายผผ้ายกดอก “ลายดอกจำปี” เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกลุ่มสตรีทอผ้าไหมบ้านนวลละออ อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมขยายช่องทางการตลาดขายผ้าไหมออนไลน์ สร้างรายได้ ห่างไกลโควิด นายปราโมทย์ ยาใจ อธิบดีกรมหม่อนไหม เปิดเผยว่า กรมหม่อนไหม คัดเลือกเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ประจำปี 2564 คือ นางจงรักษ์ พลายงาม อายุ 49 ปี เกษตรกรที่มีอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้า ตำบลละเอาะ อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ ประสบความสำเร็จจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ต่อยอดให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น สร้างรายได้ให้ครอบครัวและสมาชิกได้เป็นอย่างดี นางจงรักษ์ พลายงาม ประธานกลุ่มสตรีทอผ้าไหมบ้านนวลละออ ตำบลละเอาะ อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ เป็นผู้มีความตั้งใจในการแสวงหาความรู้ เข้ารับการฝึกอบรมและขอคำปรึกษาเรื่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจากศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ ศรีสะเกษอยู่เสมอ จึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นหม่อนไหมอาสาและ Smart Farme
กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ชู “สำรวย บางสร้อย” เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติสาขาบัญชีฟาร์มระดับประเทศ ประจำปี 2564 ยกย่องเป็นแบบอย่างความสำเร็จในการนำ“บัญชี”เป็นวัคซีนแก้ความจนลดต้นทุนลดรายจ่าย ลดหนี้สิน เพิ่มรายได้จากการประกอบอาชีพและสามารถนำความรู้ด้านบัญชีมาถ่ายทอดความรู้ให้แก่คนในชุมชนให้มีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการคัดเลือก“เกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์มระดับประเทศ” เป็นประจำทุกปีเพื่อค้นหาเกษตรกรที่มีผลงานทางการเกษตรดีเด่นและได้นำ“บัญชี” มาปรับเปลี่ยนชีวิตตนเองและชุมชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน โดยปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ บำเพ็ญประโยชน์ สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ประชาชนในการนำองค์ความรู้จากการบันทึกบัญชีมาใช้ลดรายจ่าย ลดหนี้สิน เพิ่มรายได้จากการประกอบอาชีพ ตลอดจนน้อมนำแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวปฏิบัติในครอบครัว ดังนั้น เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจยกย่องเชิดชูประกาศเกียรติคุณของเกษตรกรดีเด่นให้ปรากฏและยึดถือเป็นแบบอย่างในแนวทางการปฏิบัติงานของบุคคลอื่น
