เกษตรหลังเกษียณ
“อร่าม ทรงสวยรูป” อดีตช่างภาพรางวัลพูลิตเซอร์ วัย 56 ปี ผันตัวเองเป็นชาวนาตามรอยบรรพบุรุษ เรียนรู้วิถีธรรมชาติ และยึดธรรมะเป็นที่มั่น ได้สร้างสุขทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งมีรายได้จากการทำเกษตรอินทรีย์ ยกระดับครอบครัวและยังช่วยสืบสานพันธุ์ข้าวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ชาวนาอินทรีย์วิถีไทยใจเกินร้อย คุณอร่ามมีพ่อแม่เป็นชาวนา ส่งให้ลูกเรียนหนังสือจนจบปริญญาตรี แต่ไม่ยอมให้กลับมาทำนา หลังจากทำงานบริษัทในกรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง มองเห็นว่า ความสุขที่ได้จากการทำงาน กับความสุขที่ได้อยู่กับธรรมชาติ มีวิถีชีวิตที่กำหนดเอง มีอิสระในอาชีพ มีความแตกต่างกัน ความสุขประการหลังมีมากกว่า จึงตัดสินใจกู้เงินธนาคารเพื่อนำไปซื้อที่ดิน 10 ไร่ ที่อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา โดยเรียกที่ดินผืนนี้ว่า “ออฟฟิศชาวนา” คุณอร่ามตั้งใจทำการเกษตรระหว่างที่ยังคงทำงานประจำอยู่ โดยใช้วันหยุดไปพัฒนาที่ดินที่ซื้อไว้ “ออฟฟิศชาวนา” ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า ทั้งทำนา ทำสวน ขุดบ่อน้ำไว้ใช้ ประมาณ 4 ไร่ ที่เหลือปลูกพืชหลากหลายชนิด ปลูกอินทผลัม ปลูกโกโก้ ปลูกมะนาว ปลูกพริกแซมระหว่างต้นอินทผลัมและต้นโกโก้ อ้อยคั้นน้ำ กาแฟโรบัสต้า
ของดีมีคุณภาพ! สองสามีภรรยา ข้าราชการครูบำนาญ ปลูกกระท้อนอินทรีย์ ไร้สารเคมี เพียงแค่ 23 ต้น โดยใช้เนื้อที่หลังบ้าน 3 ไร่ เพื่อเป็นอาชีพรองรับหลังเกษียณ ผลผลิตกลับงดงามด้วยความตั้งใจ ลูกโต หวาน ปุยฝ้ายเยอะ โกยรายได้หลักแสนบาทต่อปี เผยจะทำการห่อผลทุกลูก และคัดคุณภาพ ก่อนส่งจำหน่าย โดยส่งขายทั่วประเทศกิโลกรัมละ 40-70 บาท เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สวนกระท้อนสุวรรณศิลป์ ตั้งอยู่เลขที่ 29 หมู่ 2 ต.ลิพัง อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ซึ่งเป็นสวนของ นายไพรัตน์ สุวรรณศิลป์ อายุ 64 ปี นางมยุรา สุวรรณศิลป์ อายุ 61 ปี สองสามีภรรยา ซึ่งเป็นข้าราชการครูบำนาญ โดยได้ริเริ่มทำสวนผสมผสาน ในที่ดินเนื้อที่แค่เพียง 3 ไร่ เมื่อช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อรองรับไว้เป็นอาชีพในชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ โดยปลูกกระท้อนพันธุ์ดี จำนวน 23 ต้น แบ่งเป็น 4 ชนิด คือ 1.พันธุ์เขียวหวาน ผิวเป็นสีเขียว ผลไม่โตมาก แต่เนื้อข้างในมีความอร่อย ปุยน้อย รสชาติหวานมาก ไม่มีรสเปรี้ยว 2.พันธุ์อีล่า มีผลขนาดปานกลาง ผิวสีเหลือง มีเส้นติดผิว ปุยนุ่มมาก รสชาติหวาน ส่วนเมล็ดหวานอมเปรี้ยวนิดๆ แต่เนื้อนุ่มมาก 3.พันธุ์ทองอุไร
ข้าราชการบำนาญ เลี้ยงปลาทับทิมขายโกยรายได้วันละ 20,000 บาท นายมณเฑียร พิชัยรัตน์ (ลุงตุ๊กติ๊ก) อายุ 62 ปี อดีตข้าราชการตำแหน่งนายช่างไฟฟ้าชำนาญงาน สำนักงานจังหวัดตรัง ใช้ชีวิตหลังเกษียณด้วยการเลี้ยงปลาทับทิมในกระชัง ตั้งอยู่บริเวณหมู่ที่ 4 ต.ท่าพญา อ.ปะเหลียน จ.ตรัง ลุงตุ๊กติ๊ก ได้นำเงินเก็บสะสมและเงินออมจากกองทุนต่างๆ มาลงทุนทำกระชังจำนวน 60 กระชัง เพื่อเลี้ยงปลาทับทิม จำนวน 60,000 ตัว จากการเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังของลุงตุ๊กติ๊กได้รักการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างมาก มียอดสั่งซื้อจนปลาโตแทบไม่ทัน แต่ละวัน ลุงตุ๊กติ๊กขายปลาทับทิมได้ 200-300 ตัว โดยลูกค้า มาซื้อถึงกระชัง เพื่อนำไปขายต่อ หรือนำไปเผาเกลือขายในตัวเมืองตรัง และผู้ประกอบการอาหารโต๊ะจีนที่นำปลาทับทิมไปทำเมนูแกงส้ม ปลาทับทิมราดพริกฯ ลุงตุ๊กติ๊กเผยเคล็ดลับที่ทำให้ลูกค้าซื้อปลาทับทิมของลุงจนปลาโตแทบไม่ทัน เนื่องจากตนเลี้ยงปลาทับทิมในกระชังที่บริเวณคลองหินขวาง ซึ่งเป็นคลองระบายน้ำไปสู่ทะเลตรัง เวลาน้ำขึ้นลงทำให้น้ำเกิดสภาวะน้ำเค็มผสมน้ำจืด จนกลายเป็นน้ำกร่อย และเป็นคลองที่มีน้ำไหลแรง ทำให้ปลามีความแข็งแรง ไม่มีกลิ่นคาว เนื้อแน่น เ
“ผม…ในฐานะที่เคยเป็นนายอำเภอลองมาก่อน ตั้งใจจะทำแปลงอินทผลัมแห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้หรือแหล่งศึกษาดูงานสำหรับเกษตรกรชาวอำเภอลอง หรือผู้สนใจจะปลูกอินทผลัมมาถ่ายภาพหรือเซลฟี่ดูทัศนียภาพ ดูการจัดสวน วางระบบน้ำ ผมยินดีต้อนรับครับ” เป็นคำกล่าวปรารภในเบื้องต้นของเจ้าของแปลงปลูกอินทผลัม จากอดีตนายอำเภอกลับคืนถิ่นสู่วิถีเกษตร อินทผลัม (อ่านว่า อิน-ทะ-ผะ-ลำ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542) ภาษาทางพฤษศาสตร์ว่า Date Palm ซึ่งก็คือ อินทผลัมกินผล เป็นพืชตระกูลปาล์ม พืชดั้งเดิมของประเทศแถบทะเลทราย ตะวันออกกลาง ประเทศที่อยู่ในเขตอากาศร้อนในตอนกลางวัน หนาวเย็นตอนกลางคืน แต่อินทผลัมกลับกลายเป็นพืชไม้ผลเศรษฐกิจอีกตัวเลือกหนึ่งของเกษตรกรไทยกลุ่มผู้รักอินทผลัม พบเห็นการปลูกกันในหลายจังหวัดทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคเหนือ กอปรกับมีการเผยแพร่ว่า อินทผลัม เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่หลากหลาย เป็นผลไม้ทางเลือกอีกชนิดหนึ่งสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ในบทความของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เขียนว่า จากการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของอินทผลัมมีค่อนข้างมาก โดย
ต้องย้อนไปโน่นเลยปี 2532 ทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน ร่วมเดินทางไปทำข่าวศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ผู้ดำรงตำแหน่งศูนย์วิจัยแห่งนี้คือ คุณอานุภาพ ธีระกุล สิ่งที่เห็นตื่นตาตื่นใจมาก เพราะมีการรวมพันธุ์มะพร้าวไว้กว่า 10 พันธุ์ มีปลูกมะพร้าวระยะชิดเพื่อตัดยอดมาแกง รวมทั้งผสมคัดเลือกมะพร้าวให้ได้พันธุ์ใหม่…สารระบบมะพร้าวในประเทศไทยต้องที่นี่ เวลาผ่านไป ยังติดตามงานของศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร กรมวิชาการเกษตร อย่างต่อเนื่อง ทราบว่า ผอ.อานุภาพ มีหน้าที่การงานใหญ่โตและรับผิดชอบมากขึ้น จนกระทั่งทราบว่า ท่านเกษียณจากราชการ เมื่อปี 2559 มีโอกาสได้พบกับ ผอ.อานุภาพ เพราะร่วมเดินทางไปเก็บดีเอ็นเอมะพร้าวเกาะสมุย เกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ดูแล้ว ผอ.อานุภาพยังแข็งแรง สอบถามได้ความว่า ท่านยังเป็นที่ปรึกษาให้กับศูนย์วิจัยพืชสวนชุมพร ขณะเดียวกัน ก็ทำสวนอยู่ห่างจากศูนย์ไม่มากนัก บุคลากรระดับผู้อำนวยการทางด้านพืชสวน เกษียณแล้วมาทำสวน ต้องมีอะไรเด็ดๆ แน่ เนื่องจากช่วงรับราชการสั่งสมประสบการณ์ไว้มาก คงมีอะไรดีแน่นอน เมื่อมีโอกาสจึงแวะลงไปพูดคุย สิ่งที่พบเห็นยังตื่นตาตื่นใจดังเดิม ผสมผสาน ไม้ป่า-ไม้ผล พื้นที่เกษตรข
เกษตรทฤษฎีใหม่ ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากเป็นการทำที่ได้รับผลสำเร็จ เกษตรกรสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตได้จริง หลักการสำคัญคือ พออยู่ พอกิน พอใช้ คุณนฤมล ชูทรัพย์ อยู่บ้านเลขที่ 58/2 หมู่ที่ 8 ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เล่าว่า เริ่มจากการทำงานในโรงงานแห่งหนึ่ง ในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2540 ทำมาได้สักระยะหนึ่งทางโรงงานต้องย้ายที่ทำการไปอยู่จังหวัดลำปาง และด้วยอุปสรรคเรื่องระยะทางที่แสนไกล ทำให้ต้องคิดหาอาชีพใหม่ ซึ่งในช่วงนั้นนึกถึงที่ดินที่พ่อกับแม่เคยให้ไว้เป็นมรดก ก็เลยตัดสินใจลาออกจากการทำงานในโรงงาน หันมาทำอาชีพเกษตรกรรมเป็นชาวไร่ ชาวสวนธรรมดา ที่นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ โดยเป็นเกษตรแบบผสมผสานที่นำมาประกอบเป็นอาชีพนั้น ถือว่ามีความหลากหลาย เริ่มตั้งแต่อาชีพหลักอย่าง การทำนา การเลี้ยงปลา การเลี้ยงไก่ ไปจนถึงการปลูกกล้วยและพืชตระกูลผักสวนครัว อย่าง พริกขี้หนู เพื่อนำไปขายสร้างรายได้ต่อไป เนื้อที่ 11 ไร่ ที่ใช้ในการประกอบอาชีพนั้น ส่วนใหญ่แล้วใช้เป็นที่นาปลูกข้าว เสริมด้วย การเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา และปลูกพืชผักสวนครัว ที่เหลือจากการกินก็นำไปขาย เพื่
คุณโสภา สุขแสนโชติ หรือ พี่ต้อย ของน้องๆ ลาออกจากราชการ หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือ ผักเชียงดา พี่ต้อยจบการศึกษาทางด้านการเกษตรจากเกษตรน่าน รุ่นที่ 36 ก็เข้ารับราชการจนเมื่อ ปี 2556 ก็ตัดสินใจอำลาชีวิตราชการ มาทำการเกษตรร่วมกับครอบครัวทั้งสามีและลูกชาย โดยพี่ต้อยช่วยงานทุกคนมาตลอด จนกระทั่งเริ่มผลิตผักเชียงดาอย่างจริงจัง พี่ต้อย ชอบกินแกงผักเชียงดามาตั้งแต่เล็กๆ ถูกปลูกฝังให้กินผักพื้นบ้านทุกชนิด ที่บ้านเกิดบ้านป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย คุณพ่อ คุณแม่ ได้ปลูกไว้ 4-5 ต้น ตอนเด็กๆ คุณแม่ใช้ให้ไปเก็บผักเชียงดามาประกอบอาหารอยู่เป็นประจำ เช่น แกงใส่ปลาแห้ง ใส่แกงแค เอามาผัดไข่ ลวกกินกับน้ำพริก และตำมะม่วง ทุกคนในครอบครัวจะชื่นชอบมากๆ ผักเชียงดายิ่งเด็ดยอดก็จะยิ่งแตกยอดอย่างรวดเร็ว ญาติๆ และเพื่อนบ้านต่างก็มาเด็ดยอดไปประกอบอาหาร ที่บ้านจะไม่หวงเผื่อแผ่กันไป เพราะบางบ้านเขาก็ไม่มีที่ดินกว้างพอจะปลูกผักกินได้ ที่บ้านสวนไร่แสนสุข มีต้นผักเชียงดาอยู่ต้นเดียวเพียงพอที่จะเด็ดยอดมาแกงสำหรับคนในครอบครัว 4 คน ต่อมาได้ตัดเถามาชำไว้ในโรงเรือนเพาะชำ 50 กิ่ง วันหนึ่งแม
“อินทผลัม” เป็นหนึ่งในผลไม้ทางเลือกที่กำลังได้รับความนิยมสูงในกลุ่มผู้รักสุขภาพ ราคาขายผลสด 400-500 บาท ต่อกิโลกรัม อินทผลัมแม้เป็นไม้ผลต่างถิ่นที่นำเข้ามาปลูกในไทย แต่เกษตรกรไทยมีฝีมือด้านการปลูก สามารถปรับการปลูกให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพได้ไม่ยาก ซึ่ง “คุณครองจักร งามมีศรี” เป็นหนึ่งในเกษตรกรคนเก่ง ที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการผลผลิตอินทผลัมได้เป็นอย่างดี และสำนักงานเกษตรจังหวัดลพบุรีคัดเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพทำสวน ปี 2564 ของจังหวัดลพบุรี ครูเกษียณ สนใจปลูกอินทผลัม คุณครองจักร งามมีศรี เป็นอดีตข้าราชการครู ที่เกษียณอายุเมื่อปี พ.ศ. 2555 เนื่องจากมีนิสัยรักการปลูกต้นไม้ จึงสนใจปลูกไม้ยืนต้นเพื่อสร้างป่าให้กับชุมชน บนพื้นที่ 58 ไร่ แต่ด้วยประสบการณ์ด้านการปลูกต้นไม้มีน้อย ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกตายไปประมาณ 50% ต่อมาปี พ.ศ. 2556 ลูกชายซื้ออินทผลัมผลสดจากประเทศบาห์เรนมาให้ลองรับประทาน ก็รู้สึกติดใจในรสชาติและประโยชน์ของอินทผลัม คุณครูครองจักรจึงได้ทดลองนำเมล็ดไปเพาะในกระถาง ปรากฏว่าเมล็ดสามารถงอกได้ จึงสนใจศึกษาการปลูกอินทผลัมอย่างจริงจัง ปี พ.ศ. 2557 คุณครูคร
หอมแป้น เป็นผักชนิดหนึ่งที่คนทางภาคเหนือใช้เรียกผักที่คล้ายต้นหอม มีใบเรียวยาว แต่ใบแบน บาง เป็นการเรียกตามลักษณะของมันที่แบน บาง เช่น ไม้แป้น หมายถึง ไม้กระดานเป็นแผ่นบาง หอมแป้น จึงหมายถึง กุยช่าย ที่คนเมืองเหนือเคยชินกับการเรียก หอมแป้น มากกว่าเรียก กุยช่าย ถึงแม้จะไม่เป็นที่นิยมบริโภคกันมากนักก็ตาม ส่วน ขนมกุยช่าย จะไม่เรียกว่า ขนมหอมแป้น กุยช่าย พืชผักที่มีกลิ่นฉุน มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายสูงด้วยสรรพคุณทางยาหลายด้าน กุยช่ายนำมาประกอบอาหารได้ไม่กี่อย่าง กุยช่ายเป็นที่ต้องการของตลาดมาตลอด แม้บางช่วงราคาจะไม่สูงเหมือนผักอื่นก็ตาม มักนำกุยช่ายผัดกับเต้าหู้ ใส่กับผัดไทย และขนมกุยช่าย การนำกุยช่ายมาประกอบอาหารอยู่ในวงจำกัด การปลูกกุยช่ายมักปลูกร่วมกับผักชนิดอื่น แหล่งปลูกกุยช่ายอยู่ที่ราชบุรี นครปฐม ในบางพื้นที่ปลูกแต่กุยช่ายเพียงชนิดเดียวเป็นแปลงใหญ่ การปลูกกุยช่ายเป็นการลงทุนลงแรงเพียงครั้งแรกอยู่ได้นานหลายปี เป็นพืชผักอายุยืน ต่างจากผักชนิดอื่นอยู่ได้เพียงฤดูเดียว หลังจากปลูกกุยช่ายแล้วการดูแลรักษามีให้ทำน้อย ให้ผลผลิตได้เร็ว เก็บเกี่ยวได้ตลอดปี การเก็บเกี่ยวใช้เวลาน้อยไม่เปลืองแรงงาน
อาจารย์สุรชาติ เรือแก้ว ทิ้งอาชีพข้าราชการครู หันมาเอาดีทางการเลี้ยงสัตว์น้ำโดยเฉพาะปลา โดยท่านบอกว่า แม้จะไม่ได้ร่ำรวย แต่ได้ทุกสิ่งที่อยากได้และถือว่าไม่ยากจน อาจารย์สุรชาติ เรือแก้ว ครูเก่า เล่าถึงประวัติให้ฟังว่า เป็นคนดอกคำใต้โดยกำเนิด ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 71 หมู่ที่ 1 ตำบลดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ตอนนี้อายุ 63 ปี จบการศึกษาจากวิทยาลัยครูเชียงราย วิชาเอกประถม เมื่อจบออกมาไปเป็นครูเอกชนที่โรงเรียนพินิตประสาธน์ ที่ตัวเมืองพะเยาก่อน 3 ปี จึงบรรจุเข้ารับราชการเมื่อปี 2519 ที่โรงเรียนบ้านทุ่งกาชัย ตำบลบ้านปิน อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ตำแหน่งหลังสุดคือ ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนบ้านดอกคำใต้ ก่อนจะขอเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (เออรี่) เมื่อปี 2551 ในช่วงที่รับราชการ ได้เลี้ยงหมูเป็นอาชีพเสริม และซื้อที่ดินจำนวน 6 ไร่ เอกสารสิทธิ์เป็นโฉนด เป็นที่นา ต่อมาทางสภาตำบลดอกคำใต้ทำถนนผ่านที่ ทำให้การคมนาคมเข้าฟาร์มมีความสะดวกสบาย จึงได้ขุดบ่อ บ่อละ 2 งาน จำนวน 4 บ่อ เมื่อเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด ได้สมัครเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้เลี้ยงปลา บ้านต๊ำเมืองพะเยา จำกัด ต่อมาตั้งเป็นวิสา
