เครื่องเทศ
มีสตูเนื้อแบบหนึ่ง ซึ่งรู้จักกันทั่วไปในโลกอาหารสากล ในชื่อว่า “กูลาช” (Goulash) คำอธิบายของคุณ Guzzie Ang คนครัวไทยมีชื่อผู้หนึ่งบอกว่า มันเป็นอาหารสัญชาติฮังกาเรียน มาจากคำว่าGulys หมายถึง คนที่เลี้ยงปศุสัตว์เร่ร่อนไปตามทุ่ง พวกเขาทำอาหารกินง่ายๆ โดยเอาเนื้อวัว หมู ไก่งวง มาปรุงรส เคี่ยว ตากแดดจนแห้ง เมื่อจะกินก็เอาออกมาผัดน้ำมัน เติมน้ำและผักหญ้าตามแต่ที่หาได้ ผมคิดว่า กูลาชก็เหมือนอาหารส่วนใหญ่ในโลกสมัยใหม่ ที่ถึงจะสืบค้นประวัติเป็นมาได้จนรู้ชัดว่า แรกทำขึ้นมาที่ไหน เมื่อไหร่ โดยสภาวะแวดล้อมเช่นใด ทว่า ก็ย่อมจะถูกปรับให้ง่ายขึ้น ถูกลิ้นคนในแต่ละพื้นถิ่นที่มันแพร่ไปถึงมากขึ้น ทั้งนี้ ก็เพื่อความคงอยู่ต่อไปของตัวมันนั่นเอง กูลาชจึงมีผู้อธิบายถึงที่มาที่ไปต่อไปอีกต่างๆ นานา ผมเองเคยไปกินอาหารในร้านอิสราเอล ก็มีเมนูกูลาชเนื้อวัวให้เลือกกินด้วย ซึ่งแน่นอนว่า มีความคล้ายคลึงกับกูลาชทั่วๆ ไปที่เรารู้จัก คือเป็นสตูเนื้อที่เข้ามะเขือเทศ เน้นความสำคัญของ พริกแห้งปาปริก้า (Paprika) และอาจมีเครื่องเทศหลายอย่าง พอหลับตานึกถึงอะไรแบบนี้ คนที่เคยทำกับข้าวกับปลามาบ้าง ก็ย่อมเดาได้ว่า มันต้องอร่อยแ
ชาวอำเภอเนินมะปราง หันมาปลูกพืชผักสวนครัวขายแทนการทำนา โดยเฉพาะข่า ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตา เพราะเป็นพืชเครื่องเทศที่มีความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนประกอบในหลากหลายเมนูอาหาร อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้งใช้น้ำน้อย ต้านทานโรคทางวัชพืชได้ดี ปลูกและดูแลง่าย สรรพคุณมากมายและตลาดมีความต้องการสูง นางมัธวรรณ แสนลาด หรือป้าน้อย อยู่บ้านเลขที่ 98/1 ม.1 ต.เนินมะปราง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก มีอาชีพทำนา จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จึงได้คิดหาอาชีพใหม่ด้วยการเริ่มต้นปลูกข่าในพื้นที่ 1 ไร่ ผลปรากฏว่ารายได้จากการปลูกข่าอ่อนขาย สามารถทำรายได้ดีกว่าการทำนาและมีการดูแลรักษาน้อยกว่า จึงยึดเป็นอาชีพหลักสำหรับครอบครัว ปัจจุบัน ป้าน้อย ได้ขยายพื้นที่ปลูกข่าในพื้นที่ 6 ไร่ สภาพดินที่เหมาะต่อการปลูกข่ามากที่สุดควรเป็นดินร่วนปนทรายและจะต้องไม่มีน้ำท่วมขัง การเตรียมดินมีการไถดะ, ไถแปร และพรวนชักร่องเหมือนกับการปลูกอ้อย ระยะปลูกที่นิยมคือ 80×80 เซนติเมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 2,500 หลุม ต้นพันธุ์ที่ใช้ปลูกจะใช้เหง้าอ่อนหรือเหง้าแก่ก็ได้ โดยข่าที่ปลูกไปแล้วจะเริ่มขุดขายเมื่อมีอายุตั้งแต่ 8 เดือน และจะทยอยขุดขายไปเรื่อย
ฉันคิดว่า พบช่องทางทำกิน ที่ซับตารี หมู่บ้านชายแดนไทย-กัมพูชา ในอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี หมู่บ้านที่กำลังจะเป็นชุมชนท่องเที่ยวใหม่ นอกจากนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวแล้วยังนำเสนออาหารพื้นถิ่นควบคู่ไปด้วย อาหารพื้นถิ่นคืออาหารในหมู่บ้านที่ทำกินกันเอง แบบบ้านๆ ใช้ผักพื้นบ้านที่มีในท้องถิ่น และที่สำคัญสมุนไพรมากมายที่มีอยู่ในหมู่บ้าน ที่อำเภอสอยดาว มีสมุนไพรเหมือนที่อื่นๆ แต่ที่พิเศษที่นี่มีสมุนไพรชนิดหนึ่งที่ได้รับการเชิดชูนำมาปรุงอาหารได้สารพัดอีกทั้งมีสรรพคุณทางยาสูง ชื่อ กระวาน เป็นอาหารที่กินเป็นยาได้ เช่น ช่วยไล่หวัด แก้ท้องอืด และมีฤทธิ์ร้อนลดพุงได้ด้วย มีการเอามาทำเป็นชากระวาน หมู่บ้านที่เราเดินทางไปถึงห้าหมู่บ้าน กินกระวานทั้งห้าแห่ง เป็นสวนผสมทั้งอาหารคาวและอาหารหวาน ต้นกระวานดูคล้ายๆ ต้นข่า เมื่อจะกินต้องลอกกาบออก จนเหลือแต่ไส้อ่อนสีขาว เอามาประกอบอาหาร ส่วนเมล็ดของกระวานเป็นเครื่องเทศชั้นดี ฉบับนี้นำเสนออาหารหมู่บ้านซับตารี เป็นหมู่บ้านที่อยู่ติดเขตแดนกัมพูชา มีตลาดชายแดนที่น่าสนใจมาก น่าสนใจตรงที่ตลาดไม่ใหญ่ มีชาวเขมรเอาสินค้ามาขาย พวกสินค้าเกษตรมาขาย เป็นของพื้นถิ่น และปลาแห้ง
ชาวอำเภอเนินมะปราง หันมาปลูกพืชผักสวนครัวขายแทนการทำนา โดยเฉพาะข่า ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่น่าจับตา เพราะเป็นพืชเครื่องเทศที่มีความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนประกอบในหลากหลายเมนูอาหาร อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้งใช้น้ำน้อย ต้านทานโรคทางวัชพืชได้ดี ปลูกและดูแลง่าย สรรพคุณมากมายและตลาดมีความต้องการสูง นางมัธวรรณ แสนลาด หรือป้าน้อย อยู่บ้านเลขที่ 98/1 ม.1 ต.เนินมะปราง อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก มีอาชีพทำนา จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จึงได้คิดหาอาชีพใหม่ด้วยการเริ่มต้นปลูกข่าในพื้นที่ 1 ไร่ ผลปรากฏว่ารายได้จากการปลูกข่าอ่อนขาย สามารถทำรายได้ดีกว่าการทำนาและมีการดูแลรักษาน้อยกว่า จึงยึดเป็นอาชีพหลักสำหรับครอบครัว ปัจจุบันป้าน้อย ได้ขยายพื้นที่ปลูกข่าในพื้นที่ 6 ไร่ สภาพดินที่เหมาะต่อการปลูกข่ามากที่สุดควรเป็นดินร่วนปนทรายและจะต้องไม่มีน้ำท่วมขัง การเตรียมดินมีการไถดะ, ไถแปรและพรวนชักร่องเหมือนกับการปลูกอ้อย ระยะปลูกที่นิยมคือ 80×80 เซนติเมตร พื้นที่ 1 ไร่ปลูกได้ 2,500 หลุม ต้นพันธุ์ที่จะใช้ปลูกจะใช้เหง้าอ่อนหรือเหง้าแก่ก็ได้ โดยข่าที่ปลูกไปแล้วจะเริ่มขุดขายเมื่อมีอายุตั้งแต่ 8 เดือน และจะทยอยขุดขายไปเรื่อย
