เลี้ยงปลา
คุณจิม ครุฑฉ่ำ อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 2 ตำบลทรายมูล อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงปลาแบบบ่อรวมมาหลายสิบปี ซึ่งการเลี้ยงด้วยวิธีนี้ทำให้เธอสามารถจำหน่ายปลาได้หลากหลายชนิด จึงทำให้การเลี้ยงปลาแบบบ่อรวมเป็นงานที่สร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี คุณจิม เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดอื่น ต่อมาเมื่อย้ายมาอยู่ที่จังหวัดนครนายก จึงได้บุกเบิกมาปลูกบ้านอยู่ที่นี่และขุดบ่อเพื่อเลี้ยงปลาทันที โดยในช่วงแรกที่มาทำก็ไม่ได้เลี้ยงปลาแบบเชิงเดี่ยว แต่เลี้ยงแบบบ่อรวม ซึ่งใน 1 บ่อ จะประกอบด้วย ปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ และปลาจีน “เนื้อที่ทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 7 ไร่ เราก็แบ่งทำเป็นบ่อเลี้ยงปลา 6 ไร่ และอีก 1 ไร่ ก็แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกบ้าน ซึ่งเท่านี้ก็ถือว่าพอเหมาะ เพราะบริเวณบ้านไม่ต้องมีพื้นที่มาก เอาตรงอื่นมาทำบ่อเลี้ยงปลา ส่วนคันบ่อและบริเวณบ้านที่เหลือ ก็แบ่งเป็นเนื้อที่ปลูกพืชผักสวนครัว ก็ทำให้มีรายได้อีกทางในช่วงที่รอปลาโตจนกว่าจะขายได้” คุณจิม เล่าถึงที่มา บ่อเลี้ยงปลา ขนาด 6 ไร่ เน้นเลี้ยงแบบประหยัดต้นทุน ในช่วงแรกก่อนที่จะนำปลามาปล่อยลงบ่อ คุณจิม บอกว่
ในการเลี้ยงปลาทะเล การจัดกระแสน้ำภายในตู้เลี้ยงเป็นสิ่งสำคัญ กระแสน้ำจะช่วยลดการสะสมของเศษตะกอน ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการสะสมของเสียจำพวกไนไตรต์และไนเตรต และยังก่อให้เกิดภาวะตู้ล่ม (old tank syndrome) ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพยากร การสร้างกระแสคลื่นในตู้เลี้ยงปลา จะช่วยลดการสะสมของตะกอนขนาดใหญ่ได้ นอกจากนี้ ยังช่วยให้ปะการังสามารถจับกินสิ่งมีชีวิตได้ ช่วยเพิ่มออกซิเจนในตู้เลี้ยงปลา โดยปกติแล้วผู้เลี้ยงปลาจะต้องจัดหาอุปกรณ์ทำคลื่นมาสร้างกระแสคลื่นในตู้เลี้ยงปลา เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมชาติและประโยชน์ข้างต้น แต่การจัดหาอุปกรณ์ทำคลื่นต้องใช้งบประมาณสูงระดับหนึ่ง และเป็นการสิ้นเปลืองพลังงาน นอกจากนี้ ตู้เลี้ยงปลาขนาดเล็ก (Nano tank) ยังไม่สามารถใช้อุปกรณ์ดังกล่าวได้ เนื่องจากมีความแรงของกระแสคลื่นมากเกินไป จึงมีความต้องการอุปกรณ์ทำคลื่นสำหรับตู้ขนาดเล็กเพื่อให้เกิดกระแสคลื่นภายในตู้เลี้ยงปลาทะเล ด้วยเหตุนี้ คุณพีระ อารีศรีสม อาจารย์ภาควิชาเทคนิคการสัตวแพทย์ คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้รักและชื่นชอบการเลี้ยงปลาเป็นการส่วนตัว นำเหตุผลและความเป็นไปได้ในการสร้างอุปกรณ์สร
ที่บ้านน้อยจอมศรี อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ชาวบ้านส่วนใหญ่ยึดอาชีพทำการเกษตร ทำนา ทำไร่ ส่วนใหญ่ใช้น้ำจาก “เขื่อนน้ำอูน” สำหรับทำการเกษตร ฉะนั้น ผู้ที่เดินทางไปจังหวัดสกลนคร จะพบพื้นที่เขียวชะอุ่มไปด้วยข้าวนาปรัง พืชฤดูแล้ง ตลอดจนบ่อเลี้ยงปลาและเลี้ยงกบ ห่างตัวเมืองสกลนคร ประมาณ 12 กิโลกรัม มีหมู่บ้านเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของเมืองสกลนคร คือ บ้านน้อยจอมศรี ต.ฮางโฮง ชาวบ้านที่อาศัยอยู่มีกลุ่มอาชีพหลากหลาย อาทิ กลุ่มทำหมอนขิด กลุ่มเกษตรกรทำนา กลุ่มเลี้ยงปลา และกลุ่มเลี้ยงกบ โดยเฉพาะกลุ่มเลี้ยงกบ ที่มีมากที่สุดของจังหวัดสกลนคร กว่า 10 ราย คุณรัตนา ศรีบุรมย์ และคุณกมลชัย ศรีบุรมย์ อยู่บ้านเลขที่ 218 ตำบลฮางโฮง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร สองสามีภรรยา เป็นหนึ่งในกลุ่มเลี้ยงกบ ที่กบพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ กว่า 3,000 ตัว โดยคุณรัตนา เล่าว่า ก่อนเลี้ยงกบเป็นอาชีพ ได้ทำนาและทำไร่มาก่อน รวมทั้งเป็นลูกจ้างกรรมกรในตัวเมือง “นอกจากทำนาปลูกข้าวแล้ว ชาวบ้านแห่งนี้ยังมีอาชีพเสริมคือการการเกษตรปลูกพืชฤดูแล้งเลี้ยงสัตว์ และบางส่วนเลี้ยงกบ ขายพันธุ์กบเป็นส่วนน้อย เน้นขายตัวอ่อนของกบหรือฮวก (ลูกอ๊อด) เ
คณะผู้จัดงานฮอร์ติ เอเชีย และวารสารเคหการเกษตร พาสื่อมวลชนเข้าชม หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ บ้านหนองสามพราน ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี คุณพิเชษฐ์ เจริญพร ผู้ใหญ่บ้านหนองสามพราน ผู้รับผิดชอบโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ให้การต้อนรับคณะ นับได้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นตัวอย่างของเกษตรกรในการใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ เล่าว่า เดิมทีพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นไร่อ้อย ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่บ้านหนองสามพราน โดยมีเนื้อที่ทำศูนย์เรียนรู้แห่งนี้มี 20 ไร่ ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับมาจากหน่วยงานของจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้มีองค์ประกอบที่หลากหลาย ที่เหมาะแก่การทำพืชสวนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญในการทำการเกษตร โดยโครงการนี้เริ่มจัดทำเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2559 ที่ผ่านมา คุณพิเชษฐ์ เจริญพร ผู้ใหญ่บ้านหนองสามพราน ผู้รับผิดชอบโครงการหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ศูนย์การเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ “พื้นที่นี้อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งเป็นพื้นที่จัดสรร คนละ 10 ไร่ เลยดูคับแคบไปห
คุณสุริยันต์ วรรณวงษ์ ประมงจังหวัดบุรีรัมย์ ให้ข้อมูลว่า ผลผลิตทางประมงภายในจังหวัดบุรีรัมย์มี 2 ช่องทาง ในการทำรายได้ คือช่องทางแรก ปลาที่ได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ ตามห้วย หนอง คลอง บึงต่างๆ ซึ่งมีสัตว์น้ำอยู่ภายในแหล่งน้ำเหล่านี้ ทำให้ชาวบ้านสามารถจับขึ้นมาบริโภคและจำหน่ายสร้างเป็นรายได้ และช่องทางที่สอง สัตว์น้ำอันเกิดมาจากการเลี้ยงเป็นเชิงการค้า เพราะบางช่วงฤดูกาลสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงทำให้มีการเลี้ยงมากขึ้นเพื่อเพิ่มจำนวนประชากรสัตว์น้ำ “การทำประมงของเกษตรกร แต่ละพื้นที่ก็จะมีการเลี้ยงชนิดปลาที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและปริมาณน้ำ ถ้าพื้นที่ไหนมีน้ำมากหน่อย ก็จะมีการส่งเสริมการเลี้ยงปลาที่แตกต่างกันไป เช่น ปลาตะเพียน ปลานิล ส่วนพื้นที่น้ำไม่เพียงพอก็จะส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์น้ำแบบใช้น้ำน้อย เช่น การเลี้ยงกบ ปลาดุก ในกระชังบก โดยการทำประมงแต่ละอย่างจะเน้นดูพื้นที่เป็นหลัก จากนั้นก็ส่งเสริมการทำตลาดแบบนำมาแปรรูปขายเอง เพื่อให้เกิดรายได้หลากหลายช่องทางมากขึ้น” คุณสุริยันต์ กล่าว คุณประยูร เรียบร้อย อยู่บ้านเลขที่ 27/2 หมู่ที่ 2 ตำบลโคกม้า อำเภอป
สมัยเด็กๆ ผมมีอ่างอยู่ใบหนึ่ง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 60 ซ.ม. เดิมทีเป็นกระถางต้นไม้ ตรงก้นจึงมีรูกลมๆ ผมหาอะไรมาอุดกันน้ำรั่วออก เอาอิฐมาหนุนซ้อนกันสองสามก้อนแล้วค่อยวางกระถางบนอิฐเพิ่มความสูง จะได้ง่ายเวลานั่งดูปลา ในอ่างผมเลี้ยงปลาไว้สารพัด เช้าๆ รีบตื่นก็ลงมาดูปลาในอ่างก่อนจะทำอย่างอื่น ได้ให้อาหารปลา ดูปลากิน ปลาว่ายน้ำเล่นไปมา นั่งอย่างนั้นได้เป็นชั่วโมงๆ จนมีภาระเรื่องเรียนหนังสือทำให้ร้างราอ่างใบโปรดนี้ไปนาน กลับบ้านอีกทีพบว่าอ่างนั้นร้าว น้ำรั่วออกจนหมด ปลาตายไปบ้างที่บ้านแจกคนอื่นเขาไปบ้าง ผมได้แต่เซ็ง จากนั้นมาก็ไม่ได้เลี้ยงปลาในอ่างอีกเลย ทว่าถึงกระนั้นผมก็ยังชอบการเลี้ยงปลาแบบนี้ เห็นบ้านใครเขามีก็มักไปนั่งมองใกล้ ๆ คงประทับใจมาจากอ่างของตัวเองเมื่อครั้งยังเยาว์ก็เป็นได้ การเลี้ยงปลาในอ่างมีมานานนับพันๆ ปีแล้วในประเทศจีน และด้วยการค้าขายทางเรือ สินค้าจากจีนซึ่งรวมไปถึงอ่างกระเบื้องเคลือบและปลาทองสวยงามก็ได้ถูกส่งไปขายในดินแดนไกลโพ้น รวมถึงเมืองไทยเมื่อหลายร้อยปีก่อนด้วย มีหลักฐานว่าเศรษฐีชาวสยามนิยมเลี้ยงปลาทองเป็นงานอดิเรก โดยเฉพาะจากส่วนหนึ่งของวรรณคดีเรื่องขุนช้างข
จ่าสิบเอกไพทูล พันธาตุ อดีตข้าราชการทหารเป็นบุคคลหนึ่งที่หันมาจับอาชีพเพาะเลี้ยงปลาเบญจพรรณควบคู่กับทำการเกษตรแบบผสมผสานในช่วงบั้นปลายของชีวิต อยู่ที่ตำบลเขาสามสิบ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว จ่าสิบเอกไพทูล เล่าให้ฟังว่า ในช่วงที่รับราชการอยู่มีโอกาสทำงานพัฒนาส่งเสริมด้านการเกษตรกับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ ทำให้ได้สัมผัสและได้เรียนรู้การทำการเกษตรทุกรูปแบบ จนมีความชำนาญ พอเกษียณราชการจึงออกมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน ภายใต้จิตสำนึกรักในอาชีพเกษตรกรรมที่ติดตัวมา “อายุก็มาก จะไปปลูกมัน ทำไร่ ทำนา เหมือนกับคนอื่นๆ ก็ทำไม่ไหว จึงปรับแนวคิดมาทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชผัก ไม้ผล เลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่เดียวกัน โดยไม่ต้องใช้แรงเยอะ ใช้ความรู้ที่ติดตัวจากการทำงานในหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ เป็นระยะเวลากว่า 8 ปี มาปรับใช้ในพื้นที่ก็เพียงพอ” จ่าสิบเอกไพทูล เริ่มทำการเกษตรผสมผสาน ช่วงประมาณ ปี 45-46 โดยเริ่มจากพื้นที่ทั้งหมด 28 ไร่ จัดสรรแบ่งทำนาปลูกข้าว 7 ไร่ ขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้และเลี้ยงปลาเบญจพรรณ 6 ไร่ และส่วนที่เหลือปลูกพืชผัก ไม้ผล ไม้ยืนต้น เก็บผลผลิตจำหน่ายรายวัน เช่น หวานกินยอด “ทำนาปลูกข้าวปีละ 1
คุณวิรัตน์ คงหวัง อยู่บ้านเลขที่ 108 หมู่ที่ 2 ตำบลลานข่อย อำเภอป่าพยอม จังหวัดพัทลุง เป็นเกษตรกรผู้เห็นช่องทางการสร้างรายได้ โดยที่ไม่ยึดติดกับการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมากเกินไป โดยได้มีการแบ่งพื้นที่บางส่วนมาปรับเปลี่ยนทำประมง เพื่อให้มีรายได้หลากหลายช่องทาง จึงทำให้สิ่งที่ทำจากที่คิดจะทำเป็นอาชีพเสริมกลับมีรายได้ให้กับเขาได้อย่างดี เมื่อเทียบกับการทำงานประจำกันเลยทีเดียว ทำประมงเสริมรายได้ คุณวิรัตน์ คงหวัง เล่าให้ฟังว่า เดิมมีอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรอยู่แล้ว คือปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อส่งขายให้กับเกษตรกรที่เลี้ยงโค แพะ และแกะ พร้อมทั้งมีรายได้บางส่วนเกิดจากการค้าขายทั่วไป ต่อมาจึงรู้สึกว่าอยากแบ่งพื้นที่บางส่วนบริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์ โดยที่ไม่ยึดติดการเกษตรแบบเชิงเดี่ยวมากเกินไป จึงได้มีแนวความคิดแบ่งพื้นที่บางส่วนขุดเป็นบ่อเพื่อเลี้ยงสัตว์น้ำเสริมรายได้เข้ามาอีกหนึ่งช่องทาง “ผมมองไปถึงอนาคตข้างหน้าว่า ถ้าเราทำอาชีพเกษตรกรรม ที่เป็นเชิงเดี่ยวมากเกินไป ก็จะทำให้เรามีโอกาสเสี่ยงมากในเรื่องราคา ก็เลยมองว่าน่าจะหาอย่างอื่นทำควบคู่ไปด้วย ทีนี้เราก็มองว่าน่าจะทำประมง เพราะจะเป็นสิ่งที่เราคิดไว้แ
คุณพะเยาว์และคุณประมวล รุ่งทอง สองสามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 4 ตำบลท่าชัย อำเภอเมือง จงหวัดชัยนาท เป็นเกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝังแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งสองเป็นเกษตรหัวไว้ใจสู้พร้อมที่จะเปิดรับความรู้ใหม่ๆ กล้าที่จะทดลองและรับแนวทางการส่งเสริมพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตร ปัจจุบันทั้งสองมีอาชีพเพาะเลี้ยงปลาในกระชังบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา คุณประมวล (ภรรยา) เล่าให้ฟังว่า เดิมทีตัวเองมีอาชีพตัดเย็บเสื้อผ้าในหมู่บ้าน ส่วนคุณพะเยาว์ (สามี)นั้นมีอาชีพเพาะเลี้ยงปลาในกระชังบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แต่ด้วยอาชีพการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังที่สามีทำอยู่นั้น ทุกวันยิ่งทำก็เริ่มแย่ลงๆ มีกำไรน้อย ขาดทุนบ้าง ได้กำไรบ้าง เพราะการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังต้องใช้คนในการดูแลพอสมควร ลำพังจะให้สามีทำและดูแลคนเดียวก็ไม่ไหว ทำให้ตัวเองต้องตัดสินใจเลิกตัดเย็บเสื้อผ้าและหันมาช่วยสามีเพาะเลี้ยงปลาในกระชังเพียงอย่างเดียว คุณประมวล เล่าให้ฟังอีกว่า ตัวเองและสามีเริ่มเพาะเลี้ยงปลาในกระชังมาตั้งแต่ปี 2542 เริ่มแรกมีกระชังทั้งหมด 10 กระชัง ปลาที่เพาะเลี้ยงจะมีหลากหลายชนิดด้วยกัน ทั้ง ปลาดุก ปลาสวาย ปล
“การทำเกษตร ต้องดูก่อนว่าสภาพพื้นที่เราเหมาะสมทำแบบไหน เพราะบางพื้นที่ปลูกผักได้ดี บางพื้นที่เลี้ยงปลาได้ดี อย่างที่ผมทำอยู่นี่เน้นเรื่องเลี้ยงปลา เพราะบริเวณที่ผมอยู่มีน้ำชลประทานผ่าน จึงไม่มีปัญหาในเรื่องน้ำ ดังนั้น การเลี้ยงปลาจึงถือว่ามีประโยชน์กับผม ยิ่งเราเกษียณจากอายุงานด้วยแล้ว ต้องหาอะไรทำ เพื่อไม่ให้ชีวิตต้องอยู่แบบเหงาๆ ผมจึงเลือกมาเลี้ยงปลา และปลูกพืชผสมผสาน เพื่อให้ชีวิตของผมมีความสุขในทุกๆ วัน” คุณถาวร กล่าว คุณถาวร งานยางหวาย อยู่บ้านเลขที่ 105 หมู่ที่ 4 ตำบลกุดสระ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เป็นชายวัยเกษียณผู้มากรอยยิ้ม ผู้มีความตั้งใจเลือกชีวิตเป็นเกษตรกรหลังเกษียณจากงานประจำที่ทำ เรียกง่ายๆ ว่า ไม่พียงแต่มีรายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัวเท่านั้น เขายังมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำอีกด้วย ไม่ขอ นั่งๆ นอนๆ ขอมีงานทำให้สุขใจ คุณถาวร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีอาชีพรับราชการ เมื่อครบกำหนดเกษียณอายุ ปี 2550 จึงได้คิดริเริ่มที่อยากจะใช้เวลาว่างหลังเกษียณให้เกิดประโยชน์ จึงได้ศึกษาวิธีการเลี้ยงปลา ตลอดจนการทำเกษตรแบบผสมผสานควบคู่ไปด้วย เพื่อให้มีรายได้หลากหลายช่องทางระหว่างที่รอปลาที่เลี้
