เวียดนาม
(เวียดนาม) คณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัท ซี.พี.เวียดนาม คอร์ปอเรชั่น ในสาขาทั้ง 6 แห่ง ทั่วประเทศเวียดนาม พร้อมใจจัดกิจกรรมเพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 นายมนตรี สุวรรณโพธิ์ศรี กรรมการผู้จัดการ ซี.พี.เวียดนาม เปิดเผยว่า ชาวซีพีเอฟสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยร่วมใจถวายความอาลัยด้วยการจัด 3 กิจกรรม ประกอบด้วย กิจกรรมปลูกต้นดาวเรือง “รวมใจปลูกดาวเรืองให้บานสะพรั่งทั่วเวียดนาม” ,กิจกรรมแปรสัญลักษณ์เลข 9, กิจกรรมอาสาร่วมใจประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ โดยทั้ง 3 กิจกรรม จัดขึ้นพร้อมกันในพื้นที่สำนักงานและโรงงาน ทั้ง 6 แห่ง ทั่วประเทศ ได้แก่ สำนักงานใหญ่ Bien Hoa, โรงงานผลิตอาหารสัตว์บก Hai Duong, โรงงานแปรรูปกุ้ง Hue, ฟาร์มเพาะฟักลูกกุ้ง Ninh Thuan, โรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำ Ben Tre และโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำ Can Tho นอกจากนี้ โรงงานและสำนักงานของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ทั่วประเทศไทย รวมถึงซีพีเอฟ ฟิลิปปินส์ โดยโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำ เกาะซามาล ก็ได้ร่วมกันปลูกดอกดาวเรือง เพื่อให้บานเหลืองอร่ามอย่า
นักวิเคราะห์ทั่วโลกขานรับ “เวียดนาม” ในฐานะประเทศที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงในระดับเดียวกับ “อินเดีย และบังกลาเทศ” ขณะที่เวิลด์แบงก์ระบุในรายงาน “The World in 2050” ประเมินว่า เวียดนามจะเติบโตเฉลี่ย 5% ต่อปีจนถึงปี 2050 จากนโยบายการบริหารประเทศที่ต่อเนื่อง ทั้งนี้ เวียดนาม คาดว่าจะเป็นประเทศได้รับการเลื่อนลำดับชั้นของขนาดเศรษฐกิจเร็วที่สุด คือจากอันดับที่ 32 ของเศรษฐกิจโลก ปี 2016 เป็นอันดับที่ 29 ในปี 2030 และอันดับที่ 20 ในปี 2050 ล่าสุด รัฐบาลเวียดนามประกาศแผนการปฏิรูปการผลิตข้าว “ระยะยาว” เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาตลาดส่งออกข้าวเวียดนาม ปี 2017-2020 ซึ่งจะเป็นการวางวิสัยทัศน์ไปจนถึงปี 2030 “เวียดนามเน็ต” รายงานว่า รัฐบาลปรับปรุงแผนการส่งออกข้าว จากเดิมที่เน้นที่ “ปริมาณ” การส่งออกข้าวปรับเป็นเน้นการสร้าง “มูลค่าเพิ่มข้าว” เป็นสิ่งสำคัญ เพราะ “ข้าว” ถือเป็นสินค้าเกษตรที่สร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นอันดับหนึ่ง แผนการปฏิรูปคุณภาพมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวเวียดนาม เพื่อทำให้เวียดนามกลายเป็นผู้เล่นในตลาดข้าวเบอร์ต้นๆ ของโลก ตามเป้าหมายในปี 2020 เวียดนามจะส่งออกข้าวรายปีอยู่ที่ 4.5-
“อุตสาหกรรมเม็ดมะม่วงหิมพานต์” ของเวียดนาม ถือเป็นหนึ่งสินค้า “เกษตร” ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด ทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า ทำให้เม็ดมะม่วงหิมพานต์กลายเป็น “พืชเศรษฐกิจ” สำคัญของประเทศที่มียอดส่งออกมากเป็นอันดับต้น ๆ รองจากข้าว ยางพารา และกาแฟ ไซ่ง่อน ไทมส์ รายงานข้อมูลสมาคมผู้ผลิตเม็ดมะม่วงหิมพานต์ของเวียดนาม (Vinacas) ระบุว่า ระหว่างปี 2549-2558 เวียดนามเป็นผู้นำเข้าผลมะม่วงหิมพานต์ที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ส่งออกเม็ดมะม่วงหิมพานต์อันดับ 1 ของโลกตลอด 10 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2558 เวียดนามส่งออกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ถึง 330,000 ตัน ไปยัง 80 ประเทศทั่วโลก คิดเป็นมูลค่า 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีสหรัฐ จีน และประเทศยุโรป เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ นายดั๋ง หว่าง ยาง เลขาธิการสมาคมมะม่วงหิมพานต์เวียดนาม กล่าวว่า เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็น 1 ใน 2 สินค้าเกษตร ที่มีการเพิ่มขึ้นทั้งในด้านปริมาณและมูลค่า และยอดส่งออกของเวียดนามคิดเป็น 50% ของมูลค่าส่งออกเม็ดมะม่วงหิมพานต์ทั่วโลก ปัจจุบันเวียดนามมีพื้นที่ปลูกต้นมะม่วงหิมพานต์ ประมาณ 450,000 เฮกตาร์
“ฮาลองเบย์” ดินแดนแห่งเกาะน้อยใหญ่นับพันที่ถูกโอบล้อมด้วยผืนน้ำกว้างใหญ่ของอ่าวตังเกี๋ย ด้วยความสวยงามจึงได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโก้ให้เป็นมรดกโลกในปี 2537 ถือเป็นสมบัติที่ชาวเวียดนามภาคภูมิใจ ทุก ๆ ปีจึงมีนักเดินทางมากมายมาเยือนสถานที่แห่งนี้ รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย ซึ่งที่ผ่านมาการเดินทาสู่ฮาลองเบย์นิยมเดินทางโดยเครื่องบินจากสุวรรณภูมิ-ท่าอากาศยานนานาชาตินอยไบ เมืองฮานอย และต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมงเพื่อโดยสารรถยนต์เข้าสู่ฮาลองเบย์อีกต่อหนึ่ง แต่วันนี้การเดินทางสู่ฮาลองเบย์สามารถทำได้รวดเร็วและสะดวกสบายยิ่งขึ้น เมื่อสายการบิน “เวียตเจ็ต” ได้เปิดเที่ยวบินตรงจากสุวรรณภูมิ-ไฮฟอง ทุกวันจันทร์-พุธ-ศุกร์ และอาทิตย์ วันละ 1 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมออกเดินทางเที่ยวบินปฐมฤกษ์กรุงเทพฯ-ไฮฟอง เที่ยวบินที่ VZ920 เพื่อสัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งฮาลองเบย์และเมืองไฮฟอง โดยเครื่องบินสายการบินเวียตเจ็ตออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเวลาประมาณ 15.20 น. ใช้เวลาประมาณ 2 ชม.ก็ถึงที่หมายคือ ท่าอากาศยานนานาชาติกั๊ตบี เ
รัฐบาลเวียดนามกล่าวว่า น้ำเสียที่ปล่อยจากโรงงาน Taiwanese Formosa Plastics โรงงานเหล็กขนาดใหญ่ เป็นสาเหตุให้ปลาตายเป็นจำนวนมากเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมาซึ่งเหตุปลาตายดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนแห่ประท้วงในเดือน พ.ค. รวมถึงนักเคลื่อนไหวก็เรียกร้องให้มีการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลด้วยโดยเจ้าหน้าที่ของเวียดนามกล่าวว่า โรงงานดังกล่าวเป็นโรงงานเกี่ยวกับเหล็ก ซึ่งยอมรับว่าปล่อยน้ำเสียซึ่งเป็นมลพิษสู่น้ำทะเล จนเป็นเหตุให้ปลาตายจริง ซึ่งโรงงานก็ตกลงว่าจะชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เดือดร้อนเป็นจำนวนเงิน 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (17,500 ล้านบาท) ทั้งนี้ โรงงานดังกล่าวมีมูลค่าถึง 10.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (3.7 แสนล้านบาท) ตั้งอยู่ทางใต้ของกรุงฮานอย ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนามขณะที่นายเหวียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีของเวียดนาม ได้ให้มีการสืบหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์นี้เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา หลังพบว่าปรากฏการณ์ขี้ปลาวาฬที่สันนิษฐานไว้นั้นไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ปลาตายดังกล่าว ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
ในวันที่ผลผลิตทางการเกษตรของชาวม้งดำ หมู่บ้านกั๊ต กั๊ต (Cat Cat Village) เมืองซาปา จังหวัดหล่าวกาย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม สามารถเก็บเกี่ยวได้ ชาวม้งดำจะแบ่งส่วนหนึ่งไปจำหน่าย หลังจากนำไปจำหน่ายแล้ว ส่วนที่เหลือจากการจำหน่าย ชาวม้งดำจะเก็บไว้ใช้ในครัวเรือนสำหรับบริโภคหรือเป็นอาหารสัตว์ โดยจะเก็บพืชผลทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด ฟักทอง ไว้บริเวณชั้นใต้หลังคาของบ้านที่ทำด้วยไม้ไผ่ โดยบ้านส่วนใหญ่จะเป็นบ้านชั้นเดียว มีประตู แต่ไม่มีหน้าต่าง สร้างด้วยไม้เป็นหลัก และมุงหลังคาด้วยกระเบื้องลอนสำเร็จรูป ซึ่งไม่แตกต่างจากการเก็บผลผลิตทางการเกษตรของไทย
