ไก่งวง
คุณคณิศร มังก้อน อยู่บ้านเลขที่ 96 หมู่ที่ 8 ตำบลชัยพร อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรในจังหวัดบึงกาฬที่มีอาชีพปลูกยางพาราเช่นกัน ซึ่งในเวลาต่อมาราคาน้ำยางที่กรีดจำหน่ายได้ขึ้นลงตามกลไกของตลาด ราคาไม่แน่นอน เขาจึงได้มองหาอาชีพเสริมทางด้านปศุสัตว์มาปรับใช้ให้เข้ากับพื้นที่ภายในสวนยางคือ การเลี้ยงไก่งวง คุณคณิศร มังก้อน เกษตรกรสวนยางพารา เลี้ยงไก่งวงเป็นอาชีพเสริม คุณคณิศร เล่าให้ฟังว่า มีความสนใจที่จะเลี้ยงไก่งวงเมื่อประมาณปี 2555 โดยทำควบคู่ไปกับสวนยางพารา สาเหตุที่เลือกเลี้ยงไก่งวง มองทิศทางเรื่องตลาดว่ายังสามารถไปได้ดี เพราะในจังหวัดบึงกาฬยังมีคนเลี้ยงไม่มากนัก จึงมองว่าถ้าได้นำไก่งวงมาเลี้ยงเพื่อจำหน่ายให้กับผู้ที่ชื่นชอบในการบริโภค ก็น่าจะเป็นการสร้างรายได้ที่ดี และที่สำคัญยังสามารถนำมูลของไก่งวงมาทำเป็นปุ๋ยใส่ให้กับต้นยางพาราได้อีกด้วย “จากที่ผมทำสวนยางพารามามากกว่า 10 ปี ผมได้มีการจดบันทึกบัญชีครัวเรือนไว้ มองเห็นเลยว่าการทำสวนยาง เงินที่หายไปส่วนใหญ่จะเป็นในเรื่องของการซื้อปุ๋ยเคมีเสียส่วนมาก ก็เลยมาคิดทบทวนดูว่าอยากจะทำอะไรดีที่มันน่าจะเกื้อกูลกับการทำสวนยาง
ไก่งวง สัตว์ปีกเศรษฐกิจที่น่าสนใจในภาคอีสาน บ้างก็เลี้ยงแล้วประสบผลสำเร็จ บางรายก็เลี้ยงเห่อตามกระแส เห็นคนอื่นนำมาเลี้ยงก็เลี้ยงตาม แต่จะมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสักกี่ราย ที่ขยันหมันเพียรอดทนเอาใจใส่ เลี้ยงแล้วอาจมีลู่ทางสดใส ที่สำคัญต้องมีตลาดรองรับควบคู่กับเนื้อสัตว์ประเภทนี้ คุณเชษฐา กัญญะพงศ์ ประกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม หมู่ 8 ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม เล่าว่า เริ่มแรกเดิมทีตนมีที่ดินอยู่ 11 ไร่ อยู่ท้ายหมู่บ้าน จึงขุดสระ 2 บ่อไว้เลี้ยงปลา หวังทำเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ของในหลวง กระทั่งเปลี่ยนใจเมื่อปี 2545 จึงเบนเข็มหันไปซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ไก่งวงกับคุณธนศักดิ์ คำด่าง ประธานศูนย์ภูมิพลังบ้านโพธิ์ตาก อ.เมืองนครพนม หลังจากปศุสัตว์จังหวัดพาไปอบรมศึกษาดูงานที่ศูนย์ภูมิพลัง จึงซื้อไก่มา 1 ชุด 15 ตัว ในราคา 4,500 บาท หลังเจอวิกฤติไข้หวัดนกในปี 2547 แต่ไก่ไม่ตายจึงโยกมาเลี้ยงพื้นที่ดังกล่าว เพื่อให้ห่างจากหมู่บ้าน 300 เมตร ต่อมาจึงได้มีโอกาสไปฝึกอบรมดูงานที่ฟาร์มเลี้ยงใหญ่ในจังหวัดขอนแก่นและหลายจังหวัดที่เลี้ยงไก่งวง จนปี 2552 จึงเริ
นางฐิตติยาภรณ์ เพลินจิตต์ ผู้ใหญ่บ้านโป่งแค ตำบลด่านช้าง เผยว่า ตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวง อำเภอนากลาง มีสมาชิกอยู่ 22 ราย ค่าสมัครสมาชิก รายละ 1,600 บาท แบ่งเป็นเงินกองทุน 1,000 บาท และค่าบริการรายเดือน เดือนละ 50 บาท เลี้ยงในรูปแบบการสร้างโรงเรือนยกระดับสูงจากพื้นดิน ประมาณ 1 เมตร มีผนังโปร่ง ใช้ไม้ที่หาได้ง่ายในหมู่บ้าน มุงสังกะสีกันแดด กันฝน ยกพื้นให้สูงเพื่อป้องกันสุนัข และพื้นโรงเรือนจะเป็นร่องเก็บมูลไก่งวงนำมาขายได้ หรือเลี้ยงบนสระน้ำเป็นอาหารปลาสร้างรายได้อีกทาง อาหารหลักของไก่งวงใช้หญ้าสด ตัดหญ้าสดนำมาสับแล้ววางในรางให้ไก่จิกกินตลอดเวลา มีอาหารเสริมเป็นกากมันสำปะหลังหมักกับกากน้ำตาลและแป้งหมัก ก่อนจะนำไปผสมรำมาเป็นอาหารเสริมให้กับไก่งวง ส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้ามาจากต่างประเทศ เช่น ประเทศเวียดนาม ราคาขายกิโลกรัมละ 150 บาท ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ เพียงแต่ศักยภาพของกลุ่มยังไม่สามารถพัฒนาให้มากกว่านี้ได้ ขอบคุณข้อมูลจากข่าวสด
เนื้อแดง หรือเนื้อของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างวัวและหมู ถือเป็นวัตถุดิบหลักของวงการอาหารมาอย่างยาวนานเนื่องจากรสชาติดีและราคาถูก แต่เมื่อเทรนด์สุขภาพมาแรงมากขึ้น ผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยเริ่มมองว่าเนื้อแดงไม่เป็นมิตรกับสุขภาพมากนักเนื่องจากมีสัดส่วนไขมันสูง และยังมีเรื่องที่องค์การอนามัยโลกหรือ WHO จัดให้เนื้อแดงอยู่ในกลุ่ม 2A หรืออาจจะเป็นสารก่อมะเร็งต่อมนุษย์ได้ ยิ่งทำให้เกิดดีมานด์เนื้อชนิดอื่นมาทดแทน จึงเป็นโอกาสทองสำหรับผู้ผลิตเนื้อสัตว์ชนิดอื่นที่จะผลักดันสินค้าของตนมารับดีมานด์ใหม่ๆเหล่านี้ และชิงส่วนแบ่งตลาดมาครอง ล่าสุดสำนักข่าว “ซีเอ็นบีซี” ได้รายงานถึงเทรนด์การบริโภคเนื้อของชาวอเมริกันได้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป โดยหันมาบริโภค “เนื้อไก่งวง” ซึ่งเป็นไก่ขนาดใหญ่น้ำหนักเฉลี่ยตัวละประมาณ 9-15 กิโลกรัม กันมากขึ้น แม้จะไม่ใช่ช่วงเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้าซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดีที่สี่ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปีก็ตาม โดยอ้างตัวเลขคาดการณ์ของกรมวิชาการเกษตรของสหรัฐระบุว่าปีนี้ชาวอเมริกันบริโภคไก่งวงเฉลี่ย7.7 กิโลกรัมต่อคน หรือเพิ่มขึ้นถึง 6% เมื่อเทียบปีที่ผ่านมา และสูงกว่าการ
ไก่งวง เป็นสัตว์ปีกจัดอยู่ในวงไก่ฟ้าและนกกระทาในต่างประเทศชาวคริสส์นิยมรับประทานในวันขอบคุณพระเจ้า ไก่งวงมีขนาดใหญ่กว่าไก่ทั่วไปหน้าตาผิดแผกไปจากไก่พื้นบ้าน ปัจจุบันมีการส่งเสริมการเลี้ยงไก่งวงในภาคอีสาน ว่ากันว่า เริ่มแรกไก่งวงเข้ามาในประเทศไทยโดยทหารอเมริกันเข้ามาประจำในฐานทัพที่ จ.อุดรธานี และ จ.นครราชสีมา กระทั่งปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์นำมาเลี้ยงสร้างรายได้มี 3 สายพันธุ์หลัก คือ พันธุ์เบลท์สวิลล์ สมอล ไวท์ (Beltsville Small White) พันธุ์อเมริกัน บรอนซ์ (American Bronze) และไก่งวงลูกผสม (Crossbred) ที่จังหวัดมหาสารคามได้รับการผลักดันส่งเสริมจากอดีตผู้ว่าราชการจังหวัด “โชคชัย เดชอมรธัญ” ตั้งแต่ก่อนโยกย้ายไปประจำจังหวัดภูเก็ตปรากฏว่าไก่งวงจากมหาสารคามได้รับความนิยมมากขึ้น ทั้งยังได้รับการพัฒนาแม่พันธุ์ภายในชื่อใหม่ “ไก่งวงเมืองตักสิลา” ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงมีรายได้เพิ่มขึ้น จนสามารถจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตามมา ปัจจุบัน จังหวัดมหาสารคาม ถือเป็นแหล่งผลิตพ่อแม่พันธุ์ไก่งวงที่ดีที่สุดของประเทศ ซึ่งได้รับการสนับสนุนและวางแผนการเลี้ยงจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการปศุสัตว์ที่ 4 ใช้ชื่อ “
ตอนนี้หลายคนหันมาสนใจทำการเกษตรเป็นรายได้เสริม และมีไม่น้อยที่ทำเงินได้จนกลายเป็นรายได้หลัก อย่างดาบตำรวจที่พะเยาที่หันมาเลี้ยงไก่งวงออกขาย ปรากฏว่าสร้างรายได้เดือนละหลายหมื่นบาท ตอนนี้กำลังพัฒนาเพื่อส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วย ดาบตํารวจสมบูรณ์ นันทพิศ ตํารวจสังกัดกองบังคับการตํารวจภูธรจังหวัดพะเยา เล่าว่า ตนได้ใช้เวลาว่างจากงานรับราชการตำรวจในวันหยุด หันมาเพาะพันธุ์ไก่งวงออกจําหน่าย ภายในบริเวณบ้าน ในพื้นที่บ้านดอกบัว หมู่ที่ 4 ตําบลบ้านตุ่น อําเภอเมือง จังหวัดพะเยา เพื่อเป็นอาชีพเสริมให้กับตนเองและครอบครัว ซึ่งสามารถจําหน่ายได้เป็นอย่างดี ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด เนื่องจากหากมีการเพาะพันธุ์ออกมาเสร็จแล้ว ลูกของไก่งวงอายุไม่เกิน 1-2 เดือน ก็จะมีคนมาสั่งจองซื้อกันจนหมด ดาบตํารวจสมบูรณ์ ยังกล่าวด้วยว่า ตนเองหันมาเลี้ยงไก่งวงเป็นอาชีพเสริม ได้ปีกว่าๆ แล้ว โดยเริ่มจากพ่อพันธุ์ 2 ตัว แม่พันธุ์ 5 ตัว นํามาเพาะขยายพันธุ์โดยเฉลี่ยแล้ว ภายในระยะเวลา 2-3 เดือน แม่พันธุ์แต่ละตัวจะให้ลูกประมาณ 15-20 ตัว และนํามาเลี้ยงประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็สามารถจําหน่ายได้แล้ว ในราคาเริ่มต้นที่ 200 บาท
