กรมควบคุมมลพิษ
นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแล กรมประมง เปิดเผยถึง รายงานของกรมควบคุมมลพิษ เมื่อวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา พบการปนเปื้อนสารหนูในแม่น้ำโขงซึ่งสูงกว่ามาตรฐานถึง 9 เท่า (296 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) ซึ่งอาจมีผลกระทบสุขภาพของประชาชน จากการบริโภคสัตว์น้ำ และสัตว์หน้าดิน อีกทั้งยังมีการตรวจพบปลาที่มีรูปร่างผิดปกติจากการติดเชื้อว่า ในเบื้องต้นได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นจากกรมประมงแล้ว และในเร็วๆ นี้จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการรับมือผลกระทบดังกล่าว ดูแลความปลอดภัยด้านอาหาร และผลกระทบต่ออาชีพประมงในลุ่มน้ำโขงอีกด้วย ด้าน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า สำหรับประเด็นดังกล่าว ในเบื้องต้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง และกรมพัฒนาที่ดิน จะร่วมกับ กรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งคาดว่าภายหลังการประชุมจะเห็นความชัดเจนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการรับมือที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจนมากขึ้นต่อไป
วันที่ 7 เมษายน 2569 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จัดการเสวนา “วิกฤตหมอกควันภาคเหนือ… วิจัยนวัตกรรมมีคำตอบ” โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.เจน ชาญณรงค์ กรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM 2.5” (Promoting Committee : PC) นายประลอง ดำรงค์ไทย ผู้อำนวยการแผนงาน “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM 2.5 (Program Director :PD) นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรมเสวนาฯ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อย่างเป็นระบบ รวมถึงผลกระทบด้านสุขภาพสำหรับการรับมือจากฝุ่น PM 2.5 ด้วยวิจัยและนวัตกรรม ณ ศูนย์สารสนเทศกลางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วช. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวง อว. มุ่งขับเคลื่อนงานวิจัยและนวัตกรรมให้ตอบโจทย์ปัญหาสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ยังคงอยู่ในระดับวิกฤต หลายพื้นที่มีค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีแดงที่ส่
บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP AXTRA ผู้ดำเนินธุรกิจ “แม็คโคร–โลตัส” ผนึกกำลังกรมควบคุมมลพิษ เดินหน้ายกระดับธุรกิจค้าปลีกสู่ความยั่งยืน ขับเคลื่อนโมเดล “Zero Waste to Landfill Store” โดยมี นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ร่วมเปิดตัวและเข้าเยี่ยมชมแม็คโคร สาขาบางพลี ซึ่งเป็นต้นแบบค้าปลีกที่บริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร สะท้อนความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดการขยะของภาคค้าปลีกไทยสู่ความยั่งยืน “แม็คโคร บางพลี” ถือเป็นสาขาต้นแบบ Zero Waste to Landfill ที่บรรลุเป้าหมายจัดการขยะอย่างครบวงจรโดยสามารถลดการทิ้งขยะสู่หลุมฝังกลบในสาขาจากวันละกว่า 2,600 กิโลกรัม เป็นศูนย์ในปัจจุบัน ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3,817 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ทั้งนี้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ได้เลือกแม็คโคร สาขาบางพลี เป็นสาขานำร่องภายใต้แนวคิด “ลดทิ้ง สร้างค่า AXTRA Zero Waste” โดยบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจรในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซีพี แอ็กซ์ตร้า เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายสู่กา
ทุกต้นปี ภาพท้องฟ้าขมุกขมัวและค่าฝุ่น PM 2.5 ที่พุ่งสูง กลายเป็นเรื่องคุ้นชินของคนไทยไปแล้ว ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ และเกิดซ้ำอย่างต่อเนื่อง จนวันนี้การจัดการฝุ่นถูกยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” จากความซับซ้อนของปัญหาที่มีต้นตอจากหลายแหล่ง จากการติดตามสถานการณ์ล่าสุด พบจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรและพื้นที่ป่าเป็นส่วนใหญ่ สำหรับในพื้นที่เกษตร หลายคนคงคุ้นกับภาพการเผาเศษซากพืชหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หรืออ้อยโรงงาน สำหรับเกษตรกรแล้วการเผาเป็นวิธีที่ “เร็ว ง่าย และต้นทุนต่ำ” และควันจากการเผาเหล่านี้คือหนึ่งในต้นตอหลักของฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งชุมชนและสังคมในวงกว้าง แต่ในวันนี้เทคโนโลยีก้าวเข้ามา หยุดการ “เผา” ในพื้นที่เพาะปลูก แทนที่ด้วย “การจัดการฝุ่นด้วยข้อมูล” การนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นตัวช่วย เปลี่ยนการจัดการฝุ่นจากเรื่องการขอความร่วมมือ ไปสู่ระบบที่โปร่งใส เป็นธรรม และใช้ข้อมูลเป็นฐาน ตลอดจนปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไปจนถึงการตรวจสอบย้อนกลับ ไม่ได้ใช้เพื่อ“ตรวจจับ” แต่เพื่อช่วยที่ช่วยให้การพยากรณ์ การระบุพื้นที่เสี่ยงเกิดการเผาอย่าง
ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 เป็นปัญหามลพิษทางอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะระหว่างเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงที่ตรงกับการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรของเกษตรกร และการเผาในพื้นที่เกษตร เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิตพืชเศรษฐกิจให้ได้หลายรอบต่อปี เช่น การเผาใบอ้อย ตอซังฟางข้าว และตอซังข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ส่งผลให้ภาคเกษตรกรรมเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จากปัญหาดังกล่าว ที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ภาคการเกษตร จึงมีมติให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกมาตรการเชิงรุกกับเกษตรกรที่ไม่ให้ความร่วมมือทำการเผาผลผลิตทางการเกษตรในที่ดินของรัฐจัดให้ พร้อมวางบทลงโทษพิจารณาตัดสิทธิ์ ไม่ให้สิทธิ์เพิกถอนสิทธิ์ หรือไม่ให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งพิจารณาตัดสิทธิ์ความช่วยเหลือหรือชดเชยต่างๆ จากภาครัฐ และสิทธิ์การทำการเกษตรในที่ดินของรัฐบาลด้วย ด้าน นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ภายใต้การกำกับดูแลของ ศาสตราจารย
กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ผนึกกำลังร่วมกับทุกภาคส่วน แก้ปัญหาน้ำเสียคลองแม่ข่า เผย 4 แนวทางสำคัญ เกิดผลตามมา สร้างการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวสร้างเศรษฐกิจใหม่ของจังหวัดเชียงใหม่ กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดให้มีการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง ความสำเร็จการแก้ไขปัญหาคลองแม่ข่า จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายพิทยา ปราโมทย์วรพันธุ์ รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เป็นประธาน โดยมีเจ้าหน้าที่จากภาคส่วนต่างๆ และสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ ห้องประชุมพลอยไพลิน โรงแรมกรีน เลค รีสอร์ท จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ ภายหลังการเสวนา รองอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ และคณะ ได้ลงพื้นที่เพื่อติดการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำคลองแม่ข่า โดยได้เดินทางไปยังคลองแม่ข่า ช่วงต้นน้ำ-สวนสาธารณะ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม และสะพานแม่ข่าระแกง ตำบลช้างคลาน เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำคลองแม่ข่า ช่วงปลายน้ำ นายพิทยา เปิดเผยว่า เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสียในคลองแม่ข่าหรือน้ำแม่ข่า ที่เกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลานาน ในปี 2560 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยกรมควบคุมมลพิษ ได้ร่วมกับจังหวัดเชียงใหม่ หารือเพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำคลองแม่
สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ช่วยสนับสนุนสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 (นครราชสีมา) ในการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างดินและน้ำในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ที่อยู่โดยรอบพื้นที่เหมืองโพแทช เพื่อศึกษาแหล่งที่มาของความเค็มในพื้นที่ชุมขน ผลตรวจพบปริมาณเกลือโซเดียมคลอไรด์สูงมาก และมีการปนเปื้อนโพแทสเซียมคลอไรด์ที่ผิดปกติ นครราชสีมา – จากกรณีชาวบ้านใน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ได้รับความเดือดร้อนจากความเค็มในดินและแหล่งน้ำของชุมชนในบริเวณรอบๆ เหมืองแร่โปแทชในพื้นที่ ทางสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 (นครราชสีมา) กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่สำรวจและเก็บตัวอย่าง แล้วได้ส่งตัวอย่างดินและน้ำทั้งบนผิวดินและใต้ดินมาวิเคราะห์ที่สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน จำนวน 35 ตัวอย่าง โดยสถาบันฯ ได้วิเคราะห์ด้วยเทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์ (XRF) และใช้แสงซินโครตรอนวิเคราะห์เพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดขึ้น นายธนัญชัย วรรณสุข ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 (นครราชสีมา
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เผยแพร่การประชุม “หารือร่วมรัฐเอกชนในจัดทำระบบฐานข้อมูล PM 2.5” ผ่านเฟสบุ๊คองค์กรฯ ว่าที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและระดมสมองร่วมกันของตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาครัฐ ภาคเอกชน ประกอบดัวย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สำนักงานสถิติแห่งชาติ นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม นายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา และผู้แทนเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เพื่อหาแนวทางในการบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกัน ในการกำหนดแผนการบรรเทาและการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ให้มีประสิทธิภาพและเห็นผลในการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยที่ประชุมมีข้อสรุปใน 5 หัวข้อหลัก เพื่อนำไปเป็นฐานข้อมูลในการวางแนวทางการแก้ไขอย่างเป็นระบบ คือ 1. ระบบการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (Corn Traceability) ที่เครือซีพี พัฒนาขึ้นมาใช้เพื่อตรวจสอบย้อนกลับจนถึงแหล่งเพาะปลูก ป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งเครือฯ นำมาใช้ในการจัดหาข้าวโพดตั้งแต่ปี 2559 เ
“ขยะ” ถือเป็นปัญหาที่หลายฝ่ายต้องร่วมกันจัดการอย่างเร่งด่วน เพราะขยะเกิดขึ้นในทุกกิจกรรมชีวิตและการดำเนินธุรกิจ ผลจากรายงานของกรมควบคุมมลพิษ ในปี 2563 พบว่า ประเทศไทยสร้างขยะมากกว่า 27.35 ล้านตัน ต่อปี ในจำนวนนี้เป็น ขยะอาหารกว่า 60% ซึ่งคนไทย 1 คน สร้างขยะอาหารสูงถึง 254 กิโลกรัม ต่อปี ส่วนขยะพลาสติกก็มีตัวเลขน่าตกใจ เพราะงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advance เมื่อเดือนตุลาคมปี 2563 พบว่า ประเทศไทยสร้างขยะพลาสติกต่อประชากรสูงเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยมีปริมาณขยะพลาสติก 4,796,494 ตัน ต่อปี หรือราว 69.54 กิโลกรัม ต่อปี ต่อคน และมีสัดส่วนขยะพลาสติกในขยะทั่วไปมากเป็นอันดับที่ 3 ของโลก คือร้อยละ 17.6 ทุกภาคส่วนในสังคมไทยจึงให้ความสำคัญและพยายามจัดการปัญหาขยะอย่างยั่งยืน รวมถึง “แม็คโคร” ผู้นำธุรกิจค้าส่งค้าปลีกที่มุ่งมั่นกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการขยะ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผู้มีส่วนได้เสียตลอดกระบวนการทางธุรกิจ ทั้งพันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้าผู้ประกอบการรายย่อย และพนักงาน ให้ความสำคัญกับการ “บริหารจัดการขยะ” และทำให้สามารถนำขยะกลับมาเกิดประโยชน์สูงสุด “ศิริพร เดชสิงห์” รองประธานเจ
เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ WESTPAC ( ION Sub-Commission for the Western Pacific ) หน่วยงานในสังกัดองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO ) ได้ร่วมกันแถลงข่าวความร่วมมือกำหนดแนวทางการเก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ไมโครพลาสติก ณ โรงแรม เดอะ เบอร์เคลีย์ โฮเต็ล ประตูน้ำ กรุงเทพมหานคร ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เล็งเห็นปัญหาผลกระทบจากขยะพลาสติกที่ตกค้างในสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาขยะในแหล่งน้ำรวมทั้งเศษขยะพลาสติกขนาดใหญ่ตกค้างในร่างกายของสัตว์น้ำ ส่งผลกระทบต่อชีวิตของสัตว์น้ำ เช่น พยูนมาเรียมน้อย วช. มองว่า ปัญหา การแตกตัวของพลาสติก กลายเป็นไมโครพลาสติกตกค้างในสิ่งแวดล้อม ทั้งทางน้ำ ดิน ตะกอนดิน สิ่งมีชีวิตและห่วงโซ่อาหาร กำลังเป็นที่สนใจของนักวิจัยในประเทศ แต่ปัจจุบันยังไม่มีการกำหนดขนาดของไมโครพลาสติกเพื่อเทียบให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ท
