กรมพัฒนาที่ดิน (พด.)
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “จุลินทรีย์ พด.” ของกรมพัฒนาที่ดิน กลายเป็นตัวช่วยสำคัญของเกษตรกรไทยในการปรับปรุงดิน ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการทำเกษตรอย่างยั่งยืน หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ พด.1 พด.2 หรือ พด.7 ผ่านหูมาบ้าง แต่ยังไม่แน่ใจว่าจุลินทรีย์แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร และควรเลือกใช้แบบไหนให้เหมาะกับงานเกษตรของตนเอง ความจริงแล้ว จุลินทรีย์ พด. แต่ละสูตรถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะด้าน ตั้งแต่การผลิตปุ๋ยหมัก การทำน้ำหมักชีวภาพ การย่อยตอซังในนา ไปจนถึงการปรับปรุงคุณภาพดิน หากเลือกใช้ได้ถูกต้อง จะช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดต้นทุน และเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับแปลงปลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลายๆ คนอาจจะคุ้นตากันมาบ้าง แต่ก็มีอีกหลายคนที่อาจจะยังไม่รู้ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาไปรู้จัก พด. คืออะไรกันนะ ต้องบอกก่อนว่า พด. คือ จุลินทรีย์ที่ผลิตโดยกรมพัฒนาที่ดิน มีหลายชนิดมาก โดยจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน มีอะไรกันบ้างไปดูกันเลย ✨กลุ่มที่ 1 จุลินทรีย์ปรับปรุงบำรุงดิน เพิ่มธาตุอาหารและฮอร์โมนพืช – สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 – สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 – จุลินทรีย์ ซุปเปอร์ พด.
กรมพัฒนาที่ดิน เร่งแก้ปัญหาปุ๋ยแพง ลดต้นทุนให้เกษตรกร โดยเปิดให้บริการข้อมูลเกี่ยวกับดินและความรู้ด้านการเกษตร ด้วยระบบ AI Chatbot “น้องดินดี” ผ่าน Application Line ที่สามารถเข้าถึงง่าย สะดวก รวดเร็ว นำข้อมูลที่ได้ไปใช้ได้ทันที นางสาวสุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน ขานรับนโยบายผลักดันการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) ที่ให้ความสำคัญกับการดำเนินมาตรการเร่งด่วนรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยกรมได้ให้บริการข้อมูลในการจัดการดิน อาทิ ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อมูลดิน คุณลักษณะของดินที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก การวางแผนการใช้ที่ดิน การตรวจวิเคราะห์ดิน และการปรับปรุงบำรุงดิน ที่ได้รับการพัฒนาข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ด้วยเทคโนโลยี AI Chatbot “น้องดินดี” ผ่าน Application Line ด้วยระบบโต้ตอบอัตโนมัติ ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลการให้บริการต่างๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ตลอด 24 ชั่วโมง ตอบสนองความต้องการแก่เกษตรกรและประชาชนที่ต้องการได้รับข้อมูลการบริการที่รวดเร็ว สอดรับกับสถานการณ์ในปัจจุบัน AI Chatbot “น้องด
ปัญหาปุ๋ยเคมีแพง ทำให้เกษตรกรจำนวนมากหันใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์ ปรับปรุงบำรุงดินกันมากขึ้น แต่ทุกวันนี้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่นิยมนำมูลสัตว์ไปใช้เป็นวัตถุดิบทำพลังงานก๊าซชีวภาพกันมากขึ้น ทำให้มูลสัตว์เข้าสู่ตลาดน้อยลง ไม่เพียงพอต่อการนำมาเป็นปุ๋ยเพาะปลูกพืช ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดินจึงส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกปุ๋ยพืชสด ทดแทนการใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ ทั้งนี้ ปุ๋ยพืชสดมีให้เลือกปลูกหลายชนิด ขึ้นอยู่กับสภาพดินแต่ละแห่ง หากเป็นดินดอนแนะนำให้ปลูกถั่วพร้า ถั่วมะแฮะ ถั่วพุ่ม ส่วนพื้นที่ลุ่มเป็นดินเค็ม ให้ปลูกโสนอัฟริกัน สำหรับพื้นที่ดินทรายควรปลูกปอเทือง เหมาะกับพื้นที่นาในภาคอีสาน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นดินปนทราย ปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่งที่ขึ้นได้ดีทั้งพื้นที่ดอนและที่ลุ่มไม่มีน้ำขัง เป็นพืชที่ทนความแห้งแล้งได้ในดินเลว สามารถสร้างธาตุอาหารได้เอง โดยเฉพาะไนโตรเจน จึงปลูกเป็นพืชที่ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดได้ดีกว่าพืชอื่น อีกทั้งปอเทืองปลูกได้ถึง 2 ครั้ง คือ เริ่มปลูกตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมจนถึงปลายเดือนสิงหาคม และปลูกหลังการทำนาประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน การนำปอเทืองมาปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดและไ
ใครเคยเจอปัญหานี้บ้าง อยากทำเกษตร แต่เพาะปลูกพืชไม่ได้ ปลูกแล้วพืชตาย เนื่องจากปัญหาดินเค็ม คือ ดินที่มีเกลือปริมาณมาก จนกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืช การสังเกตได้จากเห็นคราบเกลือเป็นหย่อมๆ โดยเฉพาะในฤดูแล้ง พืชมักจะแสดงอาการใบไหม้ ลำต้นแคระเกร็น เนื่องจากพืชจะขาดน้ำ ความเป็นพิษจากธาตุโซเดียม และคลอไรด์ เกิดความไม่สมดุลของธาตุอาหาร ดินเค็มมีค่าการนำไฟฟ้าของสารละลายที่สกัดจากดินที่อิ่มตัว ด้วยน้ำมากกว่า 2 เดซิซีเมนส์ต่อเมตร ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ปัญหาดินเค็มนอกจากจะส่งผลกระทบต่อการเกษตรแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม ปัญหาดินเค็มในประเทศไทย พบทั้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และพื้นที่ชายทะเล อย่างไรก็ตาม ปัญหาดินเค็มแก้ไขได้ไม่ยาก หากเลือกชนิดพืชปลูกให้เหมาะสมกับระดับความเค็มของดิน เนื่องจากพืชแต่ละชนิดทนเค็มได้ไม่เท่ากัน สำหรับการจัดการดินเต็มเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจทนเค็มควรปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรียวัตถุ คือ แกลบ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด การให้น้ำควรเป็นแบบระบบน้ำหยด จะช่วยควบคุมคว
นายอาทิตย์ ศุขเกษม รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินด้านวิชาการ ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามการผลิตน้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ กรมพัฒนาที่ดิน (พด.) เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดินบูรณาการความร่วมมือกับ 5 หน่วยงานได้แก่ กรมประมง การยางแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร กรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมวิชาการเกษตร กำจัดการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ โดยเปลี่ยนปัญหาให้เป็นประโยชน์ต่อภาคเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม กรมพัฒนาที่ดิน มีบทบาทสำคัญในการควบคุมคุณภาพน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ ให้มีมาตรฐานเดียวกันและเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และลดต้นทุนผลิต ขณะเดียวกันช่วยแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหน้าที่นำปลาหมอคางดำ จากการรับซื้อของกรมประมง และการยางแห่งประเทศไทย มาผลิตน้ำหมักชีวภาพ สำหรับน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ จะนำปลาหมอคางดำมาหมักร่วมกับผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่งซุปเปอร์พด. 2 กากน้ำตาล และสับปะรด ผ่านกระบวนการย่อยสลายที่รวดเร็ว ได้ธาตุหลัก ธาตุรอง จุลธาตุ และกรดฮิวมิค ภายใต้สูตรที่กรมพัฒนาที่ดินกำหนด ช่วยเสริมการเจริญเติบโตของพืช เพิ่มจุลินทรีย์ในดิน ลด
นางปิ่นเพชร ดีล้อม ผู้อำนวยการสำนักวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน (พด.) เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน ส่งเสริมเกษตรกรใช้ระบบ e-Service ตรวจสอบดินเพื่อการเกษตร เพื่อให้ได้ผลการวิเคราะห์ดิน ที่จะนำไปสู่คำแนะนำในการใช้ปุ๋ย และวัสดุปรับปรุงดินที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ส่งผลให้พืชเจริญเติบโตดี เพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยที่เกินความจำเป็น ทั้งนี้ กรมพัฒนาที่ดินมุ่งหวังให้การวิเคราะห์ดิน เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการผลิต นำไปสู่เกษตรกรรมที่ยั่งยืนในระยะยาว โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกษตรกร ใช้ที่ดินของตนเองได้อย่างเหมาะสม ตรงตามศักยภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยอำนวยความสะดวกด้านการเกษตร ตามนโยบายของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งระบบ e-Service ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้ใช้งานทุกกลุ่ม ทั้งเกษตรกร นักวิชาการ และนักวิจัยจากหน่วยงานต่าง ๆ ปี 2568 มีเกษตรกรสนใจขอรับบริการตรวจวิเคราะห์ดินจำนวนไม่ต่ำกว่า 15,000 ราย “ดินที่ดีควรมีธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ดังนั้นการวิเคราะห์ตรวจสอบธาตุอาหารในดินจึงเป็นเรื่องที่จำเป็น เพื่อให้สามารถใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินได้อย่างแม่นยำ ให
พืชผลทางการเกษตรของประเทศไทยนับว่าเป็นแหล่งสินค้าส่งออกและบริโภคภายในประเทศที่สำคัญ มีความพยายามผลักดันนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก หวังสร้างรายได้เข้าประเทศและเสริมศักยภาพให้กับเกษตรกร ให้มีทักษะในการพัฒนาคุณภาพของสินค้าให้ได้มาตรฐาน ปัจจัยสำคัญที่เข้าไปเกี่ยวข้องนั่นก็คือต้นทุนของปุ๋ยที่นำใช้ในการเกษตร และปัญหาวัตถุดิบที่เหลือใช้จากการเกษตรกลับกลายมาเป็นขยะกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยเหตุนี้ทำให้ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ได้ร่วมกันในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงจากวัตถุดิบที่เหลือใช้จากภาคการเกษตรมาพัฒนาโดยวิธีทางเทคโนโลยีชีวภาพ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ( วช. ) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งนอกจากจะช่วยในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรแล้ว ยังสามารถใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบเหลือใช้จากการเกษตร ลดปัญหามลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมแก่ชุมชนดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า วช. ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นองค์กรสำคัญของรัฐในการขับเคลื่อนเสริมศักยภาพงานวิจัยและนวัตกรรมต่
นายสนธยา หวานขัน ผู้อำนวยการสถานีพัฒนาที่ดินตรัง พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ นำคณะประชาสัมพันธ์ลงพื้นที่ เยี่ยมชมกลุ่มผลิตปุ๋ยอินทรีย์ นางพูลสุข พิทยาสุนทร หมอดินอาสา หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านควน อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง ต่อมาลงพื้นที่สหกรณ์การเกษตรบ้านป่ากอ ตำบลปะเหลียน อำเภอปะเหลียน จังหวัดตรัง ดูขั้นตอนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ พบปะพูดคุยกับ นายพรชัย ชั้นสกุล ประธานกลุ่ม และเยี่ยมเกษตรกรที่ปลูกพืชผสมผสาน พืชผัก ทุเรียน พริกไทย โดยเกษตรกรได้นำปุ๋ยอินทรีย์มาใช้ เพื่อลดการใช้ปุ๋ยเคมี ลดต้นทุนการผลิต จากนั้นประชุมหารือกับ นายภิรมย์ หนูรอด ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง ณ ห้องประชุม การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดตรัง เมื่อเร็วๆ นี้
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานร่วมกับกรมการข้าว และกรมพัฒนาที่ดิน (พด.) ร่วมวิจัยและพัฒนาเครื่องวัดระดับน้ำในนาข้าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้น้ำแก่พื้นที่เกษตรของประเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ลดปริมาณการสูญเสียน้ำ เบื้องต้นลดการใช้น้ำลง 30-50% เมื่อเทียบกับการทำนาน้ำขังแบบเดิม โดยการศึกษามุ่งเน้นศึกษาและวิจัยในแปลงนาข้าว เพราะทำนาเป็นกิจกรรมการเกษตรที่ใช้น้ำค่อนข้างมาก“สภาพอากาศที่ผันผวนเกิดความไม่แน่นอน ของสภาวะของสภาพอากาศทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง มีผลกระทบต่อการบริหารต้นทุนน้ำของกรมชลประทาน กรมชลประทานจึงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการทำนา ช่วยเหลือชาวนา เพื่อลดปริมาณการสูญเสียน้ำในการทำนา ล่าสุดได้เริ่มวิจัยในแปลงนาของกรมการข้าวแล้ว การทำนาด้วยตัวช่วยอุปกรณ์วัดระดับน้ำในนาข้าวเพื่อเปลี่ยนการทำนาแบบดั้งเดิมเป็นการทำนาแบบแม่นยำ ประหยัดน้ำได้ 30-50% จากการทำนาในอดีตใช้น้ำประมาณ 1,200-1,600 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่”นายชวกร ริ้วตระกูลไพบูลย์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยและพัฒนาวิศกรรมการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ สำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน กล่าวว่
