กลอย
“ทุกข์ยากแค้นถึงจะได้กินมันกินกลอย” เนื่องจากว่าสมัยก่อนแล้งข้าวไม่ค่อยมี ต้องขุดกลอยกินแทนข้าว คำเก่าเล่าความหลังนี้คงให้ความหมายและคุณค่าของกลอยได้ไม่น้อยเลย โดยเฉพาะช่วงชีวิตที่ต้องเผชิญความแห้งแล้งทางธรรมชาติ กระทั่งถึงความสำคัญของกลอยในเทศกาลงานบุญข้าวสากที่ชาวอีสานได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับและผีไม่มีญาติ แม่ชีสมหมาย หงอกสิมมา อายุ 79 ปี วัดป่าปภาโส บ้านโนนฆ้อง หมู่ที่ 5 ตำบลบ้านผือ อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ตอนเป็นเด็กช่วงตอนปลายสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เวลาไปขุดกลอย “ซึ่งเป็นไม้เถามีหนามชนิด Diosorea มีหัวกลมใหญ่อยู่ใต้ดิน ก้านใบยาว มีใบย่อย 3 ใบ ที่ปลายก้าน หัวดิบมีพิษเบื่อเมา แต่เมื่อฝานแช่น้ำไหลและนำมานึ่งหรือต้มให้สุกแล้วกินได้” (พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525) มาแล้วต้องปอกเปลือกออกแล้วฝานเป็นแผ่นบางๆ แล้วนำไปแช่น้ำที่น้ำไหลเป็นเวลา 7 วัน แล้วสังเกตจนเป็นสีขาว จึงเอามาตากแดดให้แห้ง เวลาจะนำมากินต้องเอามาซาวน้ำแล้วนึ่งเหมือนนึ่งข้าวเหนียว แช่น้ำพอให้เปียกแล้วนึ่งรสชาติจะจืดเหมือนข้าว กินแทนข้าว สมัยก่อนอดอยากกินแม้กระทั่งเมล็ดไผ่ สมัยก่อนย
ช่วงไม่กี่เดือนที่ผมมาอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ ย่านตำบลคลองกระจัง อำเภอศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ผมเห็นคนต่างถิ่นเข้ามาขุดหาหัวกลอยในป่าสาธารณะ หลังวัดเทพนิมิตรวราราม (วัดเขา) แล้วถึงสองครั้ง กลุ่มแรกมาเมื่อเดือนที่แล้ว ขับรถยนต์กระบะบรรทุกเล็กมาจากชัยภูมิทีเดียว เขาบอกว่าเคยเป็นคนแถวนี้มาก่อน เลยพอจะรู้ว่าในป่านี้มีกลอยอยู่ จึงตั้งใจมาขุดเอาไปทำขนมเข้าโรงทานในงานบุญวันพระใหญ่ แต่เมื่อออกจากราวป่ามานั้น เขากลับได้กลอยไม่มากนัก และ “หัวยังเล็กอยู่เลย สงสัยจะมาเร็วไปหน่อย” เขาว่าอย่างนั้น กลุ่มล่าสุดขับรถไถพ่วงขนาดเล็กเข้ามาเมื่อต้นเดือนตุลาคมนี้ คนผู้หญิงเดินมาถามไถ่อย่างเกรงใจว่า พากันมาจากหมู่บ้านไม่ไกลจากที่นี่ เพราะได้ข่าวจากคนที่มาเอาต้นอีลอกไปขาย เลยจะขอเข้าไปขุดกลอยในป่านี้บ้างได้ไหม เขาหวงกันหรือเปล่า ผมรีบบอกว่าไม่มีใครหวงหรอกครับ แต่ไม่รู้ว่าหัวจะใหญ่หรือยัง พวกเขาดีใจมาก แบกเสียมหายเข้าป่าไปราวสามชั่วโมง แล้วได้กลอยหัวเขื่องๆ กลับมาเป็นกระสอบทีเดียว “พื้นมันมีหินเยอะ หัวเลยไม่ใหญ่ มันติดหินน่ะ” คนผู้ชายว่า “แต่แค่นี้ก็ดีถมไปแล้ว กลอยข้าวเหนียวด้วย แบบนี้คนชอบกินนะ” คนผู้หญิงสองสามค
