กะพง
เกาะยอ เป็นเกาะเล็กๆ ที่อยู่ในทะเลสาบสงขลา มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 9,275 ไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ไหล่เขาและที่ราบตามเชิงเขา ซึ่งบนเกาะยอจะมีการปลูกไม้ผลหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ส้มโอ มะพร้าว ขนุน ซึ่งผลไม้ที่มีชื่อเสียงของเกาะยอ คือ จำปาดะ เป็นญาติขนุนแต่ผลเล็กกว่า ซึ่งรสชาติก็อร่อยไม่แพ้ผลไม้ชนิดอื่นเลยทีเดียว นอกจากจะมีการปลูกไม้ผลบนเกาะยอแล้ว บริเวณรอบชายฝั่งก็ได้มีการทำประมงด้วยเช่นกัน โดยชาวบ้านในแถบนี้จะนิยมเลี้ยงปลากะพง จึงถือได้ว่าเป็นปลาเศรษฐกิจของที่นี่ก็ว่าได้ ทำให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากการเลี้ยงปลากะพง เหมือนเช่น คุณวันเพ็ญ สายชนะพันธ์ อยู่บ้านเลขที่ 40 หมู่ที่ 9 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา สืบทอดการเลี้ยงปลากะพงจากรุ่นคุณพ่อมาเป็นเวลากว่า 15 ปีเลยทีเดียว คุณวันเพ็ญ เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเธอมีอาชีพเป็นสาวออฟฟิศอยู่ในบริษัท ต่อมาบริษัทที่ได้ทำงานมีปัญหาจึงทำให้ต้องปิดกิจการลง เธอจึงได้ย้ายมาอยู่บ้านกับคุณพ่อเพื่อมาตั้งหลัก จากนั้นก็ได้มีแนวความคิดที่อยากจะหาอาชีพอื่นทำ แต่ทางบ้านขอให้มาช่วยทำกิจการของที่บ้าน โดยไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างที่ไหนอีก จึงได้ล
คุณนรินทร์ศักดิ์ พัวตระกูล อยู่บ้านเลขที่ 11/3 หมู่ที่ 6 ตำบลพันลาน อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงและเพาะพันธุ์ปลาที่มากด้วยประสบการณ์ โดยที่เขาเห็นถึงช่องทางการทำตลาด จึงได้นำปลากะพงมาเลี้ยงภายในฟาร์ม จึงทำให้สามารถจำหน่ายได้ราคาเพราะสามารถกำหนดในเรื่องของต้นทุนได้ จึงเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี คุณนรินทร์ศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวมีอาชีพทำการประมงมาตั้งแต่สมัยคุณพ่อ โดยท่านเป็นผู้ริเริ่มทางสายงานนี้ให้กับครอบครัว เมื่อเขาได้เห็นหลายๆ สิ่งตั้งแต่ยังเป็นเด็ก อาชีพทางประมงจึงเป็นอาชีพที่อยู่ในสายเลือด ทำให้ตัดสินใจเรียนต่อทางด้านการประมงโดยเฉพาะ เพื่อจะได้นำวิชาความรู้มาพัฒนาธุรกิจของครอบครัวต่อไป “ผมจบเกี่ยวกับการประมงที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้รับความรู้มากมายมาปรับใช้ ในสิ่งที่เราคิดและสงสัยในตอนที่เราเป็นเด็ก ที่มันคาอยู่ในใจ ก็ได้นำความรู้ที่เรียนมาทดลองในสิ่งที่สงสัย จนทำให้เรากระจ่างในเรื่องอื่นๆ เพราะช่วงนั้นที่บ้านก็เพาะพันธุ์ปลาสวาย และก็ปลาอื่นๆ อีกหลายชนิด พอผมว่าทำเองก็จะเน้นไปที่ปลากะพงส่วนใหญ่ โดยนำมาปรับเลี้ยงในน้ำจืด ภายในกร
จากสถานการณ์ปลากะพงราคาตกต่ำที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยแต่เดิมเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงเคยขายได้ราคากิโลกรัมละ 130 – 140 บาทขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับไซด์หรือขนาดความต้องการของตลาด) จนกระทั่งตั้งแต่เมื่อประมาณต้นเดือนที่ผ่านมา กลับพบว่าราคาปลากะพงจากฟาร์มเพาะเลี้ยงตกลงมาอยู่ที่ราคากิโลกรัมละ 60 – 80 บาท ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลากะพง ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตต้นทางเป็นอย่างมาก นายปราโมทย์ มงคลชีวะ อายุ 56 ปี สมาชิกกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ผู้เพาะเลี้ยงปลากะพง และประกอบอาชีพการเพาะเลี้ยงปลากะพงบนเนื้อที่กว่า 40 ไร่ มานาน 3 – 4 ปี บอกว่า ปีนี้ราคาปลากะพงตกต่ำมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทำให้เกษตรกรที่เคยเพาะเลี้ยงปลากะพงเพียงอย่างเดียว เพื่อการจำหน่ายให้กับตลาด ต้องหาทางรอดด้วยการเปลี่ยนมาเป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประเภทอื่นควบคู่ไปด้วย เช่น กุ้ง หอย ปู และ ปลาอื่นๆ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังต้องมีการเรียนรู้เรื่องของการนำสัตว์น้ำที่เลี้ยงไว้ไปแปรรูป เพื่อจะได้มีช่องทางการตลาดมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องของอาหารก็ต้องให้แบบธรรมชาติมากขึ้น เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต เพราะหากเพาะเลี้ยงปลากะพงในรูปแบบที่ม
