กะลา
มะพร้าว เป็นพืชไม้ผลมหัศจรรย์ที่ให้ประโยชน์อเนกอนันต์ ตั้งแต่เรื่องอาหารการกินคาว-หวาน, เครื่องดื่ม, งานหัตถกรรม หรือแม้แต่อาหารสัตว์ เรียกได้ว่าครอบคลุมวิถีชีวิตของคนไทยมายาวนาน ความจริงมะพร้าวเป็นพืชสกุลเดียวกับปาล์ม ซึ่งปาล์มมีทั้งแบบกินผลและประดับ ดังนั้น มะพร้าวก็สามารถนำมาเป็นประดับได้เช่นกัน มักนำไปตกแต่งตามสวนหย่อมที่ต้องใช้พื้นที่เพื่อเอื้อต่อการเจริญเติบโตของทางใบ ไม่กี่ปีมานี้มะพร้าวถูกนำมาทำเป็นบอนไซตามอย่างประเทศอินโดนีเซียต้นแบบ หากดูจากผลงานที่ทำกันโดยคนจำนวนหนึ่ง ซึ่งภายหลังรวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่มบอนไซมะพร้าว พบว่าลักษณะบอนไซมะพร้าวคือการย่อส่วนต้นมะพร้าวให้มีขนาดเล็ก ถูกเลี้ยงและดูแลในภาชนะเล็ก-ใหญ่ตามความชอบ มีรูปร่างเป็นมะพร้าวแคระ เสน่ห์ หรือจุดเด่นของบอนไซมะพร้าวมีหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการวางเส้นรากบนกะลา การตกแต่งกะลาด้วยน้ำยาเคลือบเงา หรือสี การวางทรงต้น การตัดแต่งใบ หรือแม้แต่การประดับตกแต่งรอบโคนต้นด้วยวัสดุต่างๆ การทำบอนไซมะพร้าว ง่ายและใช้เวลาน้อยกว่าบอนไซทั่วไป สามารถหาความรู้ได้ทางเน็ต มีขนาดเล็กเคลื่อนย้ายสะดวกจึงเหมาะใช้ประดับตกแต่งภายในบริเวณบ้าน
แม้ว่าปัจจุบันนี้ ความนิยมในการใช้ถ่านสำหรับเป็นเชื้อเพลิงจะน้อยลงเนื่องจากมีเชื้อเพลิงอย่างอื่นมาทดแทนในครัวเรือน ทั้งไฟฟ้า แก๊ส และน้ำมัน หากแต่ในบางท้องที่ หรือบางครัวเรือนหรือบางกิจการก็ยังต้องอาศัยถ่านในการหุงต้มกันอยู่เป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากว่า สมัยนี้ถ่านที่ได้จากฟืนไม้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ ดังนั้น จึงมีผู้คิดค้นวัตถุดิบอื่นๆ มาใช้ทำถ่านทดแทนไม้ ซึ่งวัตถุดิบชนิดนั้นต้องเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่าย มีราคาไม่แพง สามารถให้ถ่านที่มีคุณภาพได้ดีเทียบเท่าถ่านจากไม้ฟืน และวัตถุดิบชนิดนั้นก็คือ มะพร้าว นั่นเอง ด้วยเหตุนี้ ผศ.ดร. ศิริชัย ต่อสกุล ผศ. กุณฑล ทองศรี และ อ.จงกล สุภารัตน์ นักวิจัยจากภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้คิดค้น ถ่านอัดแท่งจากมะพร้าวขึ้น ซึ่งถ่านอัดแท่งที่คิดขึ้นได้จะเป็นอย่างไร เจ้าของผลงานเปิดเผยว่า ถ่านอัดแท่งที่คิดขึ้นเป็นการนำเอากากมะพร้าวที่เผาแล้วกับกะลามะพร้าวที่เผาและบดละเอียดแล้วมาผสม นำเอาเข้าเครื่องอัดแท่งออกมาเป็นถ่านอัดแท่ง ทั้งนี้ เจ้าของผลงานยังได้เปิดเผยถึงวิธีการทำอีกด้วยว่า ก่อนอื่นต้องเตรียมในส่วนของกากมะพร้
“เกาะช้าง” จังหวัดตราด เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่ขึ้นชื่ออันดับต้นๆ แห่งหนึ่งของประเทศไทย มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศมาเที่ยวกัน ปี 2559 มีจำนวน 1.2 ล้านคน จังหวัดตราดสนับสนุนให้เกาะช้างเป็นแหล่งท่องเที่ยวสีเขียว (Green City) หรือ “โลว์คาร์บอน” ในปี 2560 รูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวจึงมีเป้าหมายอนุรักษ์ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เช่นเดียวกับการนำวัตถุดิบธรรมชาติในท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่า อย่างเช่น “วิสาหกิจชุมชน บ้านรักกะลา เกาะช้างใต้” ที่ ตำบลเกาะช้างใต้ อำเภอเกาะช้าง จังหวัดตราด ที่หน่วยงานจังหวัด องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. สำนักงานพัฒนาชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะช้างใต้ สนับสนุนก่อตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ทำผลิตภัณฑ์สิ่งประดิษฐ์ในรูปแบบของแฮนด์เมดใช้กะลาวัสดุในท้องถิ่น ทำเป็นสิ่งของ เครื่องใช้ เครื่องประดับ และของที่ระลึกอย่างสวยงาม แปลกตา ที่บางชิ้นเป็น “หนึ่งเดียว” ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับคนท้องถิ่น และสร้างจุดขายให้นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศได้มาเรียนรู้และซื้อหาไปใช้ประโยชน์ ใจรัก ใช้เวลาร่วม 10 ปี สร้างบ้
ผู้เขียนรู้จักกับ ป้าหน่อย หรือ คุณยุพาพร ว่องวิกย์การ ผ่านการแนะนำของป้าชิ้นที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกันย่านโชคชัย 4 ตั้งแต่ก่อนปีน้ำท่วมใหญ่ ป้าสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน ป้าหน่อยมีบ้านอยู่เชียงใหม่ มีอาชีพอิสระด้วยการประดิษฐ์เครื่องประดับจากกะลามะพร้าว มาตั้งแต่ปี 2545 เพราะมองเห็นเสน่ห์ความสวยงามของกะลามะพร้าวผ่านงานประดิษฐ์สร้อยคอและเครื่องรางของชาวบ้านอันเกิดจากภูมิปัญญาเก่าแก่จนนำไปสู่การประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับอย่างสร้อยคอ หรือสร้อยข้อมือ แล้วนำไปขายที่ตลาดคนเดินในจังหวัดเชียงใหม่ กับอีกหลายแห่ง ทุกครั้งที่ป้าหน่อยนำสินค้ามาขายตามงานแสดงในกรุงเทพฯ มักจะแวะมาเยี่ยมเยียนป้าชิ้น พร้อมกับติดงานบางประเภทมาให้ทำด้วย ดังนั้น การแนะนำให้รู้จักกับป้าหน่อยในคราวนั้นจึงทำให้ได้มีโอกาสนำเรื่องราวงานหัตถกรรมสวยๆ จากกะลามะพร้าวมาตีพิมพ์ลงในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน เวลาผ่านไปเกือบ 10 ปี งานหัตถกรรมจากกะลามะพร้าวของป้าหน่อยถือว่าได้พัฒนาการความก้าวหน้าไปมาก จากเดิมที่เคยประดิษฐ์เครื่องประดับเพียง 10 กว่าชนิด แต่ขณะนี้มีจำนวนแบบมากกว่า 100 ชนิด จนเป็นที่รู้จักอย่างดี ในชื่อแบรนด์ “กะลาดูดี” พร้อมกับมี
เรียบร้อยไปแล้วสำหรับการประกาศผลและพิธีมอบรางวัลนวัตกรรม เนื่องใน “วันนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี ๒๕๕๙” เพื่อเชิดชูเกียรติแก่นวัตกรไทยที่สามารถพัฒนานวัตกรรมจนประสบความสำเร็จ ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ร่วมกับมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ในปีนี้แบ่งรางวัลออกเป็น 7 ประเภท ได้แก่ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ รางวัลการออกแบบเชิงนวัตกรรม รางวัล Inspirational Innovator รางวัล Startup of the year รางวัล Total Innovation Management รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย และรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย โดยผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในแต่ละประเภท ดังนี้ รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม ไข่ออกแบบได้ บริษัท คลีน กรีนเทค จำกัด ด้านสังคม ได้แก่ ผลงานนวัตกรรม การพัฒนาโพรไบโอติกแลกโตแบซิลลัสพาราเคซิอิเอสดีหนึ่งเพื่อใช้ป้องกันฟันผุ คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รางวัลการออกแบบเชิงนวัตกรรม สาขา Food Design ได้แก่ แป้งเบเกอรี่สำเร็จรูปปราศจากกลูเต็น บริษั
