กะหล่ำ
กะหล่ำในกระถาง ช่างยนต์ วัย 37 ปี ใช้พื้นว่าง ปลูกสร้างรายได้ปีละหลายแสนบาท ออเดอร์มาไม่ยั้ง ต้องสั่งข้ามปี ต่อยอดปลูกผักสวนครัวชนิดอื่นด้วย บ้านเลขที่ 37/1 หมู่ที่ 1 ต.ทุ่งค่าย อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง นายสุทธินนท์ เกลี้ยงเกลา อายุ 37 ปี ซึ่งเรียนจบช่างยนต์ ใช้พื้นที่ว่างรอบตัวบ้าน หันมาสร้างรายได้เสริมด้วยการปลูกกะหล่ำปลีลงในกระถางรุ่นละ 100 กระถาง ปีละ 6-7 รุ่น ใช้เวลาปลูกประมาณ 3 เดือน กะหล่ำปลีก็จะห่อหัวแน่น นำออกขายได้กระถางละ 100 บาท ผลตอบรับดีมาก มีลูกค้าเดินทางมาเลือกซื้อถึงบ้าน ทั้งนำไปประกอบอาหาร ประดับตกแต่งบ้าน อาคารสถานที่และจัดนิทรรศการต่างๆ รวมทั้งซื้อเป็นของขวัญของฝากในเทศกาลปีใหม่ที่ใกล้จะมาถึง และยังเหมาะสำหรับคนที่มีพื้นที่น้อย หรือมีน้ำท่วมขังก็สามารถยกกะหล่ำปลีหนีน้ำท่วมได้ง่าย ทั้งยังขายได้ราคาดีกว่าการตัดเอาแต่หัวไปชั่งน้ำหนักขาย ซึ่งแต่ละหัวได้ไม่เกิน 50-70 บาท แถมมีประโยชน์ต่อร่างกายเพราะเป็นผักที่มีสรรพคุณทางยา ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยย่อยอาหาร ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยให้นอนหลับสนิท ลดอาการเผ็ดร้อน และขัดขวางการเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นไขมัน จึงปลูกขายมาเป็นปีที่ 2 แล้ว
ในช่วงที่มีฝนตกและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด อาทิ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อกโคลี่ ผักกาดขาว และผักกาดหัว ให้เตรียมรับมือการระบาดของโรคเน่าเละ สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช อาการเริ่มแรกจะพบบนใบหรือบริเวณลำต้น มีแผลเป็นจุดฉ่ำน้ำเล็กๆ ต่อมาแผลจะขยายลุกลามเป็นสีน้ำตาลหรือสีน้ำตาลเข้ม ส่วนเนื้อเยื่อบริเวณแผลจะยุบตัวลงและจะมีเมือกกลิ่นเหม็นฉุนเยิ้มออกมาภายนอก จากนั้นต้นพืชจะเน่ายุบตายไปทั้งต้น โรคเน่าเละจะพบการระบาดมากในช่วงฤดูฝน เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุโรคสามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของพืชทั้งในสภาพแปลงปลูกและในโรงเก็บ สำหรับแนวทางในการป้องกันและแก้ไข เกษตรกรควรหมั่นสำรวจตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากเริ่มพบอาการของโรคเน่าเละในแปลงปลูก ให้รีบขุดต้นที่เป็นโรคและเก็บเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงนำไปทำลายนอกแปลงปลูกทันที หลีกเลี่ยงการทำให้ส่วนต่างๆ ของพืชเกิดแผล ซึ่งแผลจะเป็นช่องทางให้เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ง่าย รวมถึงควรดูแลไม่ให้พืชขาดธาตุแคลเซียมและโบรอน เพราะจะทำให้พืชเกิดแผลจากอาการปลายใบไหม้และไส้กลวง ทำให้เชื้อสาเห
