กะเพราป่า
“กะเพรา” ถือเป็นวัตถุดิบและเป็นหัวใจของเมนูยอดนิยมของคนไทย โดยเฉพาะข้าวกะเพรา แม้กะเพราจะเป็นพืชที่ปลูกง่าย โตไว และให้ผลผลิตได้ตลอดปี แต่ในทางปฏิบัติ เกษตรกรยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งสภาพอากาศที่แปรปรวน โดยเฉพาะช่วงอากาศหนาวที่ทำให้กลิ่นกะเพราลดลง นอกจากนี้ ยังมีในเรื่องของการควบคุมศัตรูพืชให้สอดคล้องกับมาตรฐาน GAP วิธีการเก็บเกี่ยวที่ถูกต้อง รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรดินและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ หากขาดการวางแผนและองค์ความรู้ที่เหมาะสม คุณภาพและความสม่ำเสมอของผลผลิตย่อมไม่ตอบโจทย์ตลาด ซีพีแรมได้มีการศึกษาวิจัยและพัฒนา “กะเพราป่า” ซึ่งมีลักษณะเด่นทั้งรสชาติเผ็ดร้อน กลิ่นหอมแรงเป็นเอกลักษณ์ แตกต่างจากกะเพราทั่วไป เมื่อนำมากะเพราป่ามาปรุงอาหาร จะให้กลิ่นหอมชวนรับประทานและรสชาติที่เข้มข้นเป็นพิเศษ ปัจจุบันสามารถจดสิทธิบัตรสายพันธุ์กะเพราที่พัฒนาเองได้แล้วถึง 4 สายพันธุ์ ผ่านการคัดเลือกสายพันธุ์เป็นไปอย่างรอบด้าน ทั้งความทนทานต่อสภาพอากาศแปรปรวน ความโตไว ให้ผลผลิตเร็ว คุณภาพใบที่ดี รวมถึงความต้านทานโรคและแมลง เพื่อลดการใช้สารเคมีและเพิ่มความปลอดภัยต่อสุขภาพของเกษตรกร แป
ในยุคที่วิถีชีวิตคนไทยต่างมีไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบทำให้อาหารพร้อมรับประทานเป็นที่นิยมมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มนิยมบริโภคเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญโดยที่ในใจคนไทยยังคงโปรดปรานรสชาติเมนูอาหารในบ้านที่คุ้นเคยอยู่เสมอ ซีพีแรม ผู้นำอุสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน จึงตอบโจทย์ความต้องการนี้ด้วยเมนูยอดฮิตที่แทบทุกคนต้องเคยลิ้มลองกันมาแล้ว นั่นก็คือ “ข้าวกะเพราถาดสีแดง ใน 7-Eleven” ที่ยังคงความอร่อยจัดจ้าน หอมกลิ่นใบกะเพรา พร้อมรสเผ็ดซ่า อันเป็นเอกลักษณ์ของซีพีแรมซึ่งวันนี้เราจะมาไขความลับความอร่อยของข้าวกะเพราซีพีแรม พร้อมเจาะลึกแนวคิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมากกว่าการสร้างสรรค์รสชาติ แต่คือความมั่นคง-ความยั่งยืนทางอาหารที่แท้จริง ปัจจุบัน เมนูข้าวกะเพราของซีพีแรม มีกำลังการผลิตรวม 5.6 ล้านถาดต่อวัน และใช้ใบกะเพราสดวันละมากกว่า 1.36 ตัน (เฉพาะใบ) โดยเมนูกะเพรายอดนิยม 3 อันดับแรกคือ ข้าวกะเพราไก่คั่ว ข้าวกะเพราไก่ไข่ดาว และข้าวกะเพราหมู ซีพีแรม ให้ความสำคัญกับใบกะเพราอย่างมากซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลัก เพราะเป็นวัตถุดิบหลักที่เป็นกุญแจสำคัญต่อรสชาติ แต่ถึงแม้กะเพราจะเป็นพืชที่ปลูกง่าย โต
ตั้งแต่ผมจำความได้ สมัยเด็กๆ กับข้าวกับปลาขึ้นชื่อของอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ก็มี “แกงป่า” อยู่อย่างหนึ่งแน่นอนครับ ไม่ว่าจะแถบตำบลสวนผึ้งสมัยนั้น อันเป็นแดนพริกกะเหรี่ยงเผ็ดหอมรุนแรงเป็นทุนเดิม หรือย่านบ้านกลาง รอบๆ เขาจอมพล ซึ่งปรุงแกงป่าน้ำแดงๆ ใสๆ ใส่มะเขือขื่นเหลืองๆ รากกระชาย ใส่เนื้อวัว ไก่บ้าน หรือหมูป่า ถึงจะแกงแบบน้ำมาก ไม่เหมือนทางเมืองกาญจนบุรี แต่ก็เผ็ดแสบสันไม่ใคร่ต่างกัน เคล็ดลับเบื้องหลังรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์มานานเนิ่นนี้ ก็คือ “ใบกะเพรา” ครับ ใบกะเพราแถบนี้ก็เหมือนย่านอื่นๆ ครับ คือมีทั้งที่เราซื้อหาเอาได้ตามตลาด หรือร้านสะดวกซื้อ และที่ขึ้นเองข้างทาง ตามทุ่ง ตามป่าโปร่งแล้ง ให้คนไปเก็บหามาได้เท่าที่ต้องการ แล้วผมคิดว่าอาจจะมีมากกว่าที่อื่นอยู่หน่อยด้วยซ้ำ ถึงขนาดมีหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า บ้าน “ชุกกะเพรา” เลยทีเดียว อย่างไรก็ดี กะเพราที่ขึ้นเองเป็นดงตามธรรมชาติแบบนี้ ไม่ใช่ว่าจะมีความฉุนร้อนมากเป็นพิเศษเสมอไปนะครับ เพราะปัจจัยข้อแรกก็คือขึ้นอยู่กับ “พันธุ์” ของมัน ถ้าลองสังเกตลักษณะใบ ลองเด็ดดมดูบ่อยๆ จะพบว่า กะเพรามีทั้งแบบฉุนร้อน ฉุนหอม และฉุนหวาน นี่ผมแค่แบ่งคร่าวๆ
พื้นที่ อ. ลาดหลุมแก้ว จ. ปทุมธานี แม้จะมีโรงงาน และโครงการที่พักอาศัยเกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในพื้นที่เกษตรกรรมสำคัญของประเทศ ข้อมูลของสำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี ระบุว่าปีพ.ศ. 2558 มีอยู่กว่า 404,700 ไร่ หรือ 42% ของพื้นที่จังหวัดทั้งหมด โดยยังมีเกษตรกรที่ยึดอาชีพทำนา และปลูกพืชสวนเป็นหลักอยู่ แต่เกือบทั้งหมดยังเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว มีการใช้สารเคมีสูง ทำให้ประสบปัญหาทางด้านต้นทุนการผลิต และราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน เกษตรกรต้องไถกลบหรือถอนผลผลิตทิ้ง เนื่องจากไม่คุ้มทุนกับค่าแรงงานในการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว ในช่วงที่สินค้าเกษตรมีภาวะตกต่ำ อีกทั้งการใช้สารเคมีไม่ถูกหลัก ส่งผลต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค ที่สำคัญทำให้เกิดความเสื่อมโทรมต่อทรัพยากรธรรมชาติ ผืนดิน และแหล่งน้ำ นายสมคิด พานทอง เกษตรกรในพื้นที่เจ้าของแปลงกระเพราป่ากว่า 15 ไร่ ที่วันนี้ได้พลิกฟื้นชีวิต หลังจากได้เข้าไปศึกษาดูงานที่ศูนย์การเรียนรู้ด้านการเกษตร กับบริษัท ซีพีแรม จำกัด โรงงานลาดหลุมแก้ว ใน ‘โครงการเรียนรู้คู่อาชีพ เพื่อวิถีเกษตรที่ยั่งยืน’ ได้รับความรู้ในการปลูกพืชภายใต้ จีเอพี ( GAP : Good Agricult
