การส่งออก
นางฉวีวรรณ คำพา นายกสมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนที่ได้พัฒนาความตึงเครียดไปจนถึงขีดสุดว่ากำลังมีผลอย่างยิ่งต่อราคาธัญพืช ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของการผลิตอาหารสัตว์ เนื่องจากรัสเซียและยูเครนเป็นแหล่งเพาะปลูกสำคัญ ทั้งข้าวสาลี ข้าวโพด ซึ่งอาจไม่สามารถเก็บเกี่ยวหรือทำการส่งออกได้ตามปกติ รวมถึงภัยแล้งในบราซิลที่กระทบปริมาณผลผลิตถั่วเหลืองด้วย โดยราคาข้าวสาลีนำเข้าซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการเลี้ยงไก่ ราคาปรับสูงขึ้นจาก 8-9 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อปี 2564 เพิ่มเป็น 12 บาทต่อกิโลกรัมในปัจจุบัน ขณะที่ข้าวโพดในประเทศไทยมีราคาปรับไปถึง 11.10 บาทต่อกิโลกรัม และกำลังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อวัตถุดิบชนิดอื่นที่มีแนวโน้มราคาสูงตามไปด้วย ปัจจุบันวัตถุดิบอาหารสัตว์ส่วนใหญ่ราคาขึ้นมาสูงกว่า 50-60% แล้ว ยังไม่นับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่จะสูงขึ้นทำให้ต้นทุนค่าขนส่งปรับเพิ่มด้วย “ต้นทุนการผลิตเนื้อไก่สูงขึ้นต่อเนื่อง แต่ราคาเนื้อไก่และไข่ไก่กลับถูกตรึงอยู่ ไม่สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น หากวัตถุดิบทุกชนิดมีราคาสูงเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เกษตรกรคนเลี
นางสาวสุทัศนีย์ ราชเรืองระบิน รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 ทางกรมการค้าภายในได้นำคณะเยี่ยมชมตลาดบ้านนาแฮ ซึ่งเป็นตลาดผลไม้ที่ใหญ่ที่สุดในนครหลวง นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อหาช่องทางขยายการค้าระหว่างประเทศไทยกับสปป.ลาว ให้เติบโตมากขึ้น ทั้งนี้ หวังให้ผู้ประกอบการชาวสวนผลไม้จากประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการทำผลไม้คุณภาพได้นำส่งผลไม้มาขายให้กับพ่อค้าแม่ค้าในตลาดนาแฮ และได้มีการร่วมกันทำ MOU ในครั้งนี้ เพื่อให้เป็นจุดเริ่มต้นให้คนไทยกับคน สปป.ลาวได้มาค้าขายกัน ในอนาคตอาจจะมีตัวแทนโดยนำผลไม้จากประเทศไทยมาขายในตลาด โดยทางกรมการค้าภายในที่ได้ร่วมกับทางมหาวิทยาลัยหอการค้าแห่งประเทศไทย คาดว่าจะช่วยให้การค้าผลไม้ระหว่างไทยกับลาวเติบโตขึ้น พัฒนาเศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปด้วยกัน นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหาการค้าไทย เปิดเผยว่า การเซ็น MOU ในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างผู้นำเข้าผลไม้ในสปป.ลาว และชิปปิ้ง Shipping รับนำเข้าส่งออกผลไม้ในตลาดบ้านนาแฮ กับเกษตรกรและสหกรณ์ผลไม้จากา
เกษตรฯ เผยปีนี้ราคาทุเรียนเหมาสวนสูงถึง 110 บาท ต่อกิโลกรัม ย้ำผลิตทุเรียนคุณภาพป้อนตลาดเท่านั้น หากพบผู้ขายกระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยเปิดตลาดส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน ด้วยวิธีการซื้อขายผ่านออนไลน์ ส่งผลให้ราคาทุเรียนรับซื้อปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลดีแก่เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนในภาคตะวันออก โดยในปีนี้ราคาทุเรียนเหมาสวนสูงถึง 110 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากกว่าทุกปี ทำให้มีข้อกังวลว่า เมื่อราคาทุเรียนสูงขึ้น อาจส่งผลให้ชาวสวนเร่งตัดผลผลิต ซึ่งทำให้คุณภาพของทุเรียนลดลงนั้น ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ติดตามสถานการณ์และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด อาทิ ด้านคุณภาพของทุเรียนส่งออกไปจีน กรมวิชาการเกษตรได้มีพิธีสารกำกับดูแล โดยกำหนดให้การส่งออกทุเรียนคุณภาพมาจากแหล่งผลิตที่ได้รับรอง GAP โรงคัดบรรจุที่ได้รับรอง GMP และตรวจสอบออกใบรับรองสุขอนามัยพืช โดยข้อกำหนด GAP กำหนดให้มีการเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาที่เ
อินเดีย ชูนโยบาย New India เคาะมาตรการใหม่ 100 เรื่อง เสริมจุดแข็ง ดึงดูดนักลงทุนไทย “พาณิชย์” เดินหน้าสร้าง strategic partnership กระจายความเสี่ยงหลังสงครามการค้า ด้านเอกชนไทยแห่ลงทุนต่อเนื่อง นางสาวชุติมา บุณยประภัศร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยเดินหน้าจัดทำหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ (strategic partnership) ระหว่างไทยและอินเดีย เพื่อขยายการค้าการลงทุน รวมถึงป้องกันความเสี่ยงจากภาวะการค้าที่ตึงเครียดจากสงครามการค้า โดยส่งเสริมให้ภาคธุรกิจไทยออกไปลงทุนในอินเดียเพื่อสร้างโอกาสทางการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวให้มากขึ้น นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ กล่าวบรรยายพิเศษ ในงานสัมมนา “India : Your Destiny, Your New Destination” ว่า ปัจจุบัน ประธานาธิบดีอินเดียได้ให้ความสำคัญกับนโยบาย New India เป็นอย่างมาก โดยได้มีการออกมาตรการใหม่ๆ 100 มาตรการ เน้นนโยบายหลัก Make in India เพื่อปฏิรูปและผลักดันให้อินเดียเป็นประเทศที่ดึงดูดการลงทุน เป็นแหล่งผลิตสินค้า และแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของโลก ทั้งนี้ ปัจจุบัน จีดีพี อินเดีย และมีมูลค่าการค้าเติบโตเป็น อันดับ 5 ของโลก ทั้งยังเร่งพัฒนาเมื
สศก.เผย จีดีพีเกษตรไตรมาสแรก ขยายตัวร้อยละ 3.8 ระบุทุกสาขาการผลิต ทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง บริการทางการเกษตร และป่าไม้ พาเหรดขยายตัวเพิ่ม มั่นใจ นโยบายด้านการเกษตร บวกเศรษฐกิจโลกที่สดใส ดันทั้งปียังขยับต่อเนื่อง นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึง ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรไตรมาส 1 ปี 2561 พบว่า ขยายตัวร้อยละ 3.8 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2560 โดยทุกสาขาผลิตขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจัยสนับสนุนภาวะเศรษฐกิจการเกษตรขยายตัวได้ดี คือ ปริมาณน้ำที่ใช้การได้ในอ่างเก็บน้ำสำคัญ มีเพียงพอต่อการเพาะปลูกพืช มีการบริหารจัดการน้ำและจัดสรรน้ำอย่างเหมาะสม ประกอบกับสภาพอากาศในพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเอื้ออำนวยต่อการผลิต ทำให้พืชเศรษฐกิจหลักหลายชนิดมีทิศทางเพิ่มขึ้น แม้ว่าในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา หลายจังหวัดในพื้นที่ภาคใต้ แหล่งผลิตยางพารา ปาล์มน้ำมัน และกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงที่สำคัญ จะประสบปัญหาน้ำท่วม ซึ่งกระทบต่อผลผลิตสินค้าเกษตรบางส่วนที่ออกสู่ตลาดในช่วงไตรมาสนี้ แต่เมื่อพิจารณาในภาพรวมแล้วไม่กระทบต่อเศรษฐกิจการเกษตรมากนัก สำหรับการผลิตส
สรท.ยืนเป้าส่งออกทั้งปี 61 ขยายตัว 5.5% ปัจจัยเศรษฐกิจโลก หลายกลุ่มสินค้าที่ส่งออกยังเติบโตดี ขณะที่เงินบาทก็ยังเป็นปัจจัยห่วงของผู้ส่งออก วอนรัฐเข้ามาดูแลพร้อมทั้งปัจจัยเสี่ยงอื่น นางสาวกัญญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า ยังคงยืนเป้าการส่งออกทั้งปี 2561 ที่ 5.5% ภายใต้สมมุติฐานค่าเงินบาทอยู่ที่ 31.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ น้ำมันดิบ 60-65 เหรียญสหรัฐต่อลาเรล และปัจจัยบวก จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลกและประเทศคู่ค้าหลัก การเพิ่มขึ้นของการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อการผลิต รวมถึงการนำเข้าสินค้าทุน ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อสินค้าเกษตร และราคาสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง อย่างไรก็ดี ภาพรวมการส่งออกของไทยในปีนี้ยังมองทิศทางที่สดใสอยู่ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม ค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐที่ยังมีแนงโน้มอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีผลต่อค่าเงินบาแข็งค่าตั้งแต่ต้นปี 2.88% ซึ่งยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการส่งออกที่ผู้ส่งออกให้ความกังวล มาตรการกีดกันทางการค้าสหรัฐ และมาตรการตอบโตของประเทศคู่ค้า ปัญหาด้านโลจิสติกส์โดยเฉพาะการขาดแคลนตู้สินค้า ค
เอสเอ็มอีเครื่องประดับเงินไทยกระอัก เจอปัญหาหลายเด้งกระทบส่งออก หลายประเทศออกกฎตรวจรับรองโรงงานผ่านถึงให้นำเข้า ขณะที่กฎหมายฟอกเงินคุมเข้มผู้ซื้อต่างประเทศยังหนักอก แถมหลายประเทศหันมาทำเครื่องประดับเงินส่งออก “เวียดนาม” คู่แข่งสำคัญใช้สิทธิ์ GSP ได้เปรียบไทย เป้าหมายส่งออกปีཹ ขยายตัว 3-5% นายวิบูลย์ หงส์ศรีจินดา นายกสมาคมผู้ส่งออกเครื่องประดับเงิน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การส่งออกเครื่องประดับเงินในปี 2561 จากการประเมินเบื้องต้นคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 3-5% โดยกลุ่มผู้ส่งออกรายใหญ่ที่มีศักยภาพในการแข่งขันสามารถผลักดันให้เติบโตได้ ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ซึ่งมีประมาณ 35% ของผู้ส่งออกเครื่องประดับเงินยังประสบปัญหาและอุปสรรคหลายด้าน ทั้งปัญหาการไม่ได้สิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) พ่อค้าคนกลาง ซึ่งปกติจะรับซื้อไปจำหน่ายต่อเริ่มหยุดรับซื้อ เนื่องจากความต้องการหายจากเศรษฐกิจไม่ดี โดยเฉพาะตลาดยุโรปการไม่ได้สิทธิ์ GSP ส่งผลให้สินค้าไทยมีราคาสูงกว่าคู่แข่ง ขณะเดียวกันประเทศผู้นำเข้าเริ่มวางกติกาว่า สินค้าที่จะส่งเข้าไปขายต้องผลิตจากโรงงานที่ผ่านการตรวจรับรองเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่เอสเอ็มอีไท
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีที่มีผู้วิจารณ์ว่าการส่งออกของไทยขยายตัวต่ำกว่าของประเทศเพื่อนบ้าน ว่าการส่งออกไทยในช่วง 10 เดือนแรกขยายตัวร้อยละ 9.7 เกิดจากสาเหตุสำคัญหลายประการ เช่น การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และการปรับตัวของราคาน้ำมัน แต่อีกปัจจัยที่สาคัญ ที่ไม่ควรมองข้าม คือ ศักยภาพของสินค้าไทยที่ยังแข็งแกร่งและสามารถแข่งขันได้สะท้อนจากสัดส่วนการส่งออกของไทยจากการส่งออกรวมของกลุ่มอาเซียนทั้งหมด อยู่ลำดับที่ 2 รองจากสิงคโปร์และมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา และมีแนวโน้มที่อยู่ขาขึ้น นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสามารถกระจายตลาดและประเภทสินค้าส่งออกไปได้อย่างน่าพอใจ โดยดูจากว่า สินค้าส่งออก 50 อันดับแรก มีอัตราการเติบโตเป็นบวกถึง 43 รายการ อีกทั้งยังมีการปรับตัวการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมให้เป็นกลุ่มที่มีเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้น สำหรับประเด็นที่ว่าอัตราการขยายตัวของการส่งออกไทยต่ำกว่าประเทศอื่นในอาเซียน นางสาวพิมพ์ชนกฯ ชี้แจงว่า เป็นเพราะในปี 2559 ประเทศอาเซียนอื่น ยกเว้นเวียดนาม ต่างมีการส่งออกที่ติดลบมาก ในขณะที่ไทยไม่ต
‘สรท.’ มั่นใจปีนี้ส่งออกโตอย่างน้อย 8% หนุนจีดีพีปีหน้าแตะ 5% ชี้เศรษฐกิจโลกกำลังทะยาน ปัจจัยในประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐ-การท่องเที่ยว เกื้อหนุน เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธาน สรท. นายชัยชาญ เจริญสุข เลขาธิการ สรท. และ นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สรท. ร่วมกันแถลงข่าวการส่งออกเดือนกันยายน 2560 ว่า มีมูลค่า 21,812 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 12.2% หรือขยายตัวสูงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และสูงสุดในรอบ 56 เดือน ส่งผลให้การส่งออก 9 เดือนแรก มีมูลค่า 175,435 ล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 9.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย สรท.มีมุมมองว่าการส่งออกที่เติบโตขึ้นได้รับอานิสงส์จากการค้าระหว่างประเทศขยายตัวดีขึ้น สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลัก พลิกกลับมาโตในช่วงไตรมาส 3 และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวดีขึ้น และการสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าของสหรัฐ ในช่วงเทศกาลขอบคุณพระเจ้าในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทั้งนี้ คาดการณ์ส่งออกไตรมาสสุดท้ายจะเติบโตดี ดังนั้น ทั้งปีจะเติบโตไม่ต
สรท.คงเป้าส่งออกปีนี้โต 5% เจอปัจจัยเสี่ยงรุมเร้า มองบวก 7% ยาก ร้องภาครัฐเร่งแก้”บาท”แข็งไม่หยุด ทำรายได้ผู้ส่งออกหายไปแล้ว 2% ออเดอร์หด กระทบถึงเกษตรกร-ลูกจ้างอดโอที นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า ยังคงคาดการณ์การขยายตัวของการส่งออกทั้งปีนี้ที่บวก 5% จากปัจจัยบวกคือการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ส่วนที่กระทรวงพาณิชย์ปรับเพิ่มเป้าทำงานการส่งออกปีนี้จะบวก 7% มองว่าเป็นเรื่องยากเพราะยังมีปัจจัยลบอีกมาก ได้แก่ สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศ เช่น ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี อัตราแลกเปลี่ยนที่มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล หากยังแข็งค่าต่อจะกระทบต่อการส่งออกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้และไตรมาสแรกของปีหน้าได้ ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกทรงตัวจะกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์และปริมาณตู้บรรจุสินค้านำเข้าลดลง อาจส่งผลต่อการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์และกระทบต่อการส่งออกในไตรมาส 4 และอาจส่งผลในระยะยาว “ช่วงที่เหลือของปีนี้จะต้องส่งออกเฉลี่ยให้ได้ไม่ต่ำกว่า 18,720 ล้านเหรียญ/เดือน จึงจะทำให้ทั้งปีนี้บวก 5% หากจะบวก 7
